วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

"สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเปลี่ยนชื่อสลับเอาสังคมขึ้นก่อนเศรษฐกิจ"


นายกฯสั่งรื้อบทบาทสภาพัฒน์ ข่าวเศรษฐกิจ น.ส.พ.ไทยรัฐ วันเสาร์ 7 ก.ค. 50





พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2550 สำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

เรื่องความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทย

ว่า ได้ขอให้ สศช.จัดลำดับการพัฒนาประเทศใหม่ โดยเน้นให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านสังคมก่อนด้านเศรษฐกิจ จึงควรเปลี่ยนชื่อสำนักงานมาเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ โดยต้องมีความเป็นธรรมและเป็นไทย เพื่อเป็นแนวทางนโยบายอยู่เย็นเป็นสุข

เริ่มจากการเปลี่ยนองค์กรของรัฐการให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ พร้อมกับให้ความสำคัญดัชนีชี้วัดการกระทำความดี มีคุณธรรม แม้ว่าจะทำลำบาก แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กและเยาวชน

และขอย้ำว่ารัฐบาลนี้ไม่คำนึงถึงตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศมากนัก แต่คำนึงถึงสภาวะที่สอดคล้องในทุกๆด้าน ทั้งสภาวะครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องแบ่งปันหลายๆอย่างด้วยกัน

“ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศไทย อยู่ภายใต้การดูแลของ สศช.เป็นการมองในภาพกว้างแต่ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 เริ่มมีการหันมาให้ความสนใจพัฒนาคนมากขึ้น ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาได้ กำหนดให้คุณธรรมนำความรู้และในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 ได้ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาคนและเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมปีที่ผ่านมา ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประกาศใช้ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจะปิดประเทศไม่ค้าขาย โดยข้อเท็จจริงแล้วได้นำแนวคิดมาจากแผนฯ 10”

ส่วนที่หลายคนสอบถามว่าหลังรัฐบาลนี้ไปแล้วแนวความคิดในการพัฒนาประเทศที่เป็นอยู่ปัจจุบันจะเป็นอย่างไร เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะนำไปพูดคุยกันด้วยเหตุผล และไม่ว่าใครจะทำหน้าที่เป็นรัฐบาลก็ต้องทำในสิ่งที่ประชาชนอยากจะเห็นมากกว่ารัฐบาลเป็นผู้กำหนด เพราะแท้จริงรัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนในเรื่องต่างๆ



นายประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแบบตะวันตก ที่เน้นความเป็นบุคคลมากเกินไป จึงกลายเป็นสาเหตุสำคัญของความไม่อยู่เย็นเป็นสุข ขณะที่ประเทศไทยมีวัด 30,000 แห่ง มีพระสงฆ์ 250,000 รูป แต่ดัชนีทางศีลธรรมก็ไม่ดีขึ้น ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งพัฒนารากฐานของไทยให้มีคุณภาพมากขึ้น



นายอาชว์ เตาลานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า

ปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งของสังคมที่แต่ละฝ่ายไม่คำนึงถึงความเสียหายของประเทศ ทำให้ตัวเลขดัชนีชี้วัดความสุขตั้งแต่ช่วง พ.ย.-ธ.ค. 49 อยู่ในระดับสูงกว่า 100 แต่ลดลงเหลือ 91 ในเดือน พ.ค.



นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า

แผนพัฒนาฉบับที่ 10 จะเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะว่าเดิมการพัฒนาเน้นคนเป็นศูนย์กลาง และมีมาตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่ 8 แต่ไม่ได้นำมาใช้ในการปฏิบัติมากนัก ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบคิดและวิธีคิดจะไม่นำไปสู่ความสำเร็จ ดังนั้น ในแผนพัฒนาฉบับที่ 10 สิ่งที่อยากเห็นใน 2 ส่วน คือ เรื่องดัชนีชี้วัดระดับตำบล จังหวัด และระดับชาติและการจัดระบบการจัดการในการนำแผนพัฒนาที่ทางสภาพัฒน์ ได้เขียนขึ้นมาใช้ได้จริงเป็นรูปธรรม



นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
เปิดเผยถึงการปรับตัวของค่าเงินบาทว่าต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ควรรีบร้อนที่จะนำเงินมาซื้อดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อแทรกแซงให้ค่าเงินบาททรงตัว เพราะเกรงว่าจะมีกองทุนเก็งกำไรจากค่าเงินระดับโลกนำเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯเข้าสู้กับประเทศไทยอีก ส่งผลให้ ธปท.ต้องสูญเสียเงินทุนสำรองระหว่างประเทศโดยไร้ประโยชน์ และที่สำคัญก่อให้เกิดความผันผวนกว่าเดิม จนอาจนำประเทศไทยสู่วิกฤติค่าเงินรอบ 2 เหมือนปี 40 ได้



นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยมีโอกาสดอกเบี้ยจะลดลงต่ำได้อีกเล็กน้อย ประมาณ 0.25-0.5% ส่วนความผันผวนค่าเงินบาทนั้นหากมีการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อลงทุนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะช่วยคลี่คลายความผันผวนค่าเงินบาทได้ระดับหนึ่ง.


 

โดย samrotri

 

กลับไปที่ www.oknation.net