วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสียดายโอกาส...ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งที..น่าจะดีกว่านี้ (ตอนที่ 1)


(โพสต์คราวที่แล้วผมพลาด ใช้ตัวอักษรใหญ่ไปจนอ่านไม่ออก ขอลองใหม่ครับ)

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งทีควรได้นกหลายตัว ดังนี้

 

1.      ต้องแก้การโกงกินของนักการเมืองได้โดยเด็ดขาด

2.      ต้องได้คณะรัฐบาลที่เก่งที่ดี

3.      ต้องได้สมาชิกรัฐสภาที่ดี มีความรู้ ไม่ซื้อเสียง

4.      ต้องทำให้ประเทศไทยพัฒนาสู่ความมั่งคั่งได้อย่างพอเพียง

5.      ต้องผ่านประชามติของประชาชนทั้งประเทศอย่างท่วมท้น

6.      (ข้อแถม)ปลดคอเศรษฐกิจชาติออกจากแอกของต่างชาติ

 

ผมได้คิดค้นแนวทางไว้และเชื่อมั่นเหลือเกินว่าสามารถทำได้ทั้ง 5 ข้อพร้อมๆ กันโดยเฉพาะข้อ 5 ที่กลัวกันมากนั้นง่ายนิดเดียว ถ้าทำข้อ 4 ให้ดีๆให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับชนส่วนใหญ่ได้  แน่นอนว่าการเขียนรธน. จะเขียนโต้งๆไม่ได้ แต่อาจฝังเป็นกุศโลบายโดยอ้อมด้วยข้อกำหนดในมาตราต่างๆ จึงขอฝากไว้ดังนี้ครับ (หมายเหตุ: ผมได้เขียนบทความนี้รณรงค์ไปยังบุคคลและหน่วยงานต่างๆก่อนที่จะมีการร่างรธน. ฉบับ 2550 ก็คงได้ผลพอควรเพราะเห็นมีการพูดถึงกันประปราย แต่แล้วก็ไม่ได้มีประเด็นเหล่านี้บรรจุอยู่ในรธน. เลย...เฮ้อ...เสียดาย)

 

 

1.       กำหนดให้กันงบประมาณชาติส่วนหนึ่งเช่น 10% เอาไว้ทำโครงการขนาดใหญ่เพื่อนำสังคมชาติสู่ความสุข ความมั่งคั่งอย่างพอเพียง โครงการเหล่านี้ต้องส่งผลต่อคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยภูมิภาค มิใช่เฉพาะท้องถิ่น ดังนั้นโครงการรถไฟฟ้าในกทม. จึงไม่เข้าข่ายนี้ โครงการแร่งด่วนที่สุดที่ผมขอเสนอคือโครงการขุดคลองทั่วประเทศความยาวหลายแสนกิโลเมตร (ค่อยทำไปแต่ละปี) โดยคลองเหล่านี้แยกเป็นก้างปลาออกมาจากสายน้ำธรรมชาติ ตรงปากคลองที่ติดกับสายน้ำให้กั้นเขื่อนพอให้น้ำเต็มตลิ่งตลอดเวลา (จะได้ล้นเข้าคลอง) คลองเหล่านี้จะไหลเทลาดไปตามภูมิประเทศ แล้วไปขังรวมกันในแอ่งดินที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ (ไม่ต้องขุดใหม่) ซึ่งต้องมีการสำรวจทางภูมิศาสตร์ประกอบ ซึ่งปัจจุบันทำได้ง่ายมากด้วยระบบ GIS จากดาวเทียม แอ่งน้ำเหล่านี้จะกักน้ำไว้ใช้ทำเกษตรและประมงสำหรับปชช.ในพื้นที่ อาจมีขนาดเฉลี่ยสัก 2,000-10,000 ไร่ จึงไม่กระทบต่อระบบนิเวศ ความลึกสัก 5-8 เมตร ซึ่งตรงทางออกเอาเขื่อนขนาดเล็กไปกั้นไว้ ที่ใต้เขื่อนเอากังหันน้ำไปดักปั่นไฟฟ้าก่อนไปให้ไหลไปยังแอ่งต่อไป อย่าลืมน้ำสูงเพียง 2-3 เมตรก็ผลิตไฟฟ้าได้แล้ว  เช่นการใช้พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง จากนั้นน้ำก็ไหลไปยังแอ่งน้ำปลายทางสถานีต่อไป และก็ทำแบบนี้เรื่อยไปจนกว่าจะไหลไปสู่ปลายทางที่กำหนดต่อไป  ซึ่งปลายทางที่ว่านี้อาจเป็นแม่น้ำอีกสายหนึ่ง หรือ วกกลับมาลงแม่น้ำเดิมที่ปลายทางก็ยังได้

หากทำได้สำเร็จดังว่า ในอนาคต เมืองไทยเราจะเขียวชอุ่มตลอดปี มีแอ่งน้ำและเขื่อนขนาดเล็กนับหมื่นแอ่งทั่วประเทศ ทำนาได้ปีละสอง สามครั้งทุกภาค (รวมทั้งอีสาน) มีปลาอุดมสมบูรณ์ มีไฟฟ้าประจำตำบลใช้อย่างพอเพียง (จากพลังน้ำ) และยังใช้คลองเป็นเส้นทางคมนาคมในการขนส่งสินค้าการเกษตร การเดินทางได้อีกด้วย เด็กๆกระโดดน้ำเล่นเย็นฉ่ำสนุกสนาน

โครงการนี้ยังจะเกิดการจ้างงาน ซึ่งเงินทุกบาทตกถึงคนไทยรากหญ้า ทุกหมู่บ้านจะช่วยกันทำเพราะจะส่งผลต่ออนาคตทางเศรษฐกิจต่อพวกเขาโดยตรง และยังอาจใช้กำลังทหารเข้าช่วยด้วยก็ได้ ถือได้ว่าเป็นโครงการประชานิยม แต่นิยมอย่างถูกต้อง และพอเพียง ได้บุญ ไม่บาป

เมืองไทยเราดีทุกอย่างยกเว้นมีคนไทยอยู่ (ฝรั่งเขาเย้ยเรา) ที่โคราชเคยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจากอิสราเอลมาช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เขามาแล้วงง อะไรกันฝนตกปีละ 900 มิล ขาดน้ำได้ไง ของเขาตกเพียง 350 แต่อุดมสมบูรณ์ดีส่งสินค้าเกษตรขายนอกได้ ถ้าขุดคลองแบบที่เสนอนี้ประเทศไทยคงไปโรจน์แน่ ไม่เชื่อไปดูแถวดำเนินสะดวก บางคนที สิครับ ร 5 ท่านทรงขุดคลองไว้ให้ เขียวทั้งปี สำหรับโคราชจังหวัดเดียวผมประเมินศักยพภาพการผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนขนาดเล็กได้ประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งปาเข้าไปเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศแล้ว (ผมคิดสารตะหมดแม้กระทั่งว่าน้ำที่เก็บไว้ในอ่างจะต้องระเหยออกไปด้วย)

2.      กำหนดให้เกิดสหกรณ์การค้าระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ เช่นหนึ่งตำบลหนึ่งร้านสหกรร์ ( กระทรวงพาณิชย์และสหกรณ์ ?) โดยอาจจัดทำเป็นร้านค้าปลีกที่ทันสมัย ติดแอร์ เพื่อแข่งกับบริษัทค้าปลีกข้ามชาติ (ที่ควรมีมาตรการห้ามหรือกีดกันอย่างแยบยลไปด้วยพร้อมๆกัน เช่น การใช้มาตรการภาษีอัตราก้าวหน้าตามปริมาณพื้นที่การค้า)  รวมทั้งสหกรณ์การค้าส่ง แน่นอนว่าสหกรณ์นี้สมาชิก(ผู้ถือหุ้น)ต้องเป็นคนในท้องถิ่นเท่านั้น บริหารด้วยระบบทันสมัย โดยลูกหลานที่เข้าไปเรียนมาจากมหาลัยในส่วนกลาง พวกนี้จะได้กลับไปอยู่บ้านช่องกันเสียที ดีกว่ามาแออัดกันอยู่ในกรุง สังคมท้องถิ่นจะอยู่ดีกินดี เงินไม่ไหลออกนอกท้องถิ่น และออกนอกประเทศไทยในที่สุด (ผ่านตัวดูดร้านค้าปลีกต่างประเทศทั้งหลาย)

3.      กำหนดให้เกิดสหกรณ์ออมทรัพย์ระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ (กระทรวงการคลังและสหกรณ์ ?) หรือ ธนาคารตำบล อำเภอ จังหวัด (ผมว่าธนาคารหมู่บ้านจะเล็กไป ไม่อาจระดมเงินได้พอ) ซึ่งอาจจัดให้เป็นรัฐวิสาหกิจ รัฐครึ่งท้องถิ่นครึ่ง สามารถปล่อยกู้ในท้องถิ่นเพื่อธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งธนาคารแบบนี้จะเจ๊งยาก NPL ต่ำ เพราะคนรู้จักกันหมดว่าใครเครดิตดี เช่น คนจน ไม่มีเงินก็อาจกู้ได้เพราะคนทั้งบางรู้กันดีว่าเป็นคนซื่อสัตย์ ขยัน ปล่อยกู้ไปต้องได้คืนแน่ เท่ากับว่าใช้พฤติกรรมส่วนตนค้ำประกันเงินกู้ ส่วนอีกคนรวยกว่ามากแต่ก็อาจไม่ให้กู้เพราะรู้กันดีกว่าเป็นลูกกำนันที่เกเรหัวไม้เล่นการพนัน ถ้าปล่อยกู้แบบนี้นอกจากสหกรณ์จะกำไรแล้ว เศรษฐกิจท้องถิ่นก็จะเข้มแข็ง เพราะช่วยเสริมให้ได้คนเก่งคนดีเป็นนักธุรกิจ ซึ่งเรื่องแบบนี้ธนาคารใหญ่ทำไม่ได้เพราะใหญ่เกินไปจนไม่รู้จักลูกค้ารายย่อย ผลดีอีกประการคือท้องถิ่นเข้มแข็ง นานไปเราจะปลดแอกจากการครอบงำของธนาคารยักษ์จากต่างชาติได้

4.      กำหนดให้เกิดอุตสาหกรรมแปรูปผลิตผลเกษตรกรรมระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ (กระทรวงอุตสาหกรรมและสหกรณ์?) โดยอาจกู้เงินลงทุนจากสหกรณ์ออมทรัพย์ท้องถิ่นส่วนหนึ่ง นายทุนท้องถิ่นส่วนหนึ่ง และหรือการถือหุ้นจากรายย่อยในท้องถิ่นอีกส่วน ดึงลูกหลานที่ไปเรียนเมืองกรุงกลับมาทำงาน ไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าต่างชาติอยู่ตามนิคมอุตสาหกรรมริมทะเล บ้านแตกสาแหรกขาด ทิ้งฐานพลัดถิ่น ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์เกษตรไทยส่วนใหญ่ยังส่งไปขายต่างประเทศแบบดิบๆ กันเป็นส่วนมาก แล้วเขาเอาไปเพิ่มมูลค่า 10-100 เท่าเพื่อนำกลับมาขายเราอีกที เราต้องสู้ด้วยวิธีนี้แหละ ได้ประโยชน์หลายต่อมากจริงๆ  พอเพียงด้วย

 

ข้อ 1-4 นี้เป็นเรื่องประชานิยม แต่เป็นประชานิยมที่ดี เป็นสิ่งควรทำ ถ้ารธน. กำหนดไว้แบบนี้มีหรือที่จะไม่ผ่านประชามติ เพราะคนจนส่วนใหญ่ในประเทศทั้งเกษตรกรและคนกรุงจะแห่แหนกันมาลงคะแนนรับรองอย่างท่วมท้น อย่าลืมว่าคนกรุงก็ได้ประโยชน์ด้วย คือได้ไฟฟ้าใช้ราคาถูก มลภาวะน้อยลง (อาจใช้รถไฟฟ้ากันหมด) ความจริงโครงการดีๆที่ผมคิดไว้ยังมีอีกมาก แต่เอาเพียงแค่นี้ให้ได้ก็ดีแล้วครับ ถ้าทำได้ประเทศชาติจะมั่งคั่ง มั่นคง และ พอเพียงตามแนวพระราชดำริอย่างแน่นอน

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป (ถ้าไม่ตายเสียก่อน)

 

โดย ริบหรี่

 

กลับไปที่ www.oknation.net