วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนทำโอกาสทองให้เป็นทองผ่านปิดทอง


 

          

      คนทำโอกาสทองให้เป็นทองผ่านปิดทอง

          คอลัมน์หนึ่งในวารสาร ปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน

 

                เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2554 ทีมงานโครงการปิดทองหลังพระฯ ได้เข้าพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพการปลูกพืชผักหลังนา พื้นที่บ้านสะเกี้ยง ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน พื้นที่เป้าหมายในการติดตามครั้งนี้คือพื้นที่ของ คุณเต็ง อุ่นถิ่น อายุ 29 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 119 หมู่ที่ 8 ตำบลขุนน่าน ครอบครัวของคุณเต็งมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ซึ่งทุกคนช่วยกันหาเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในครอบครัวร่วมกัน

จากการสัมภาษณ์คุณเต็ง อุ่นถิ่นได้บอกกล่าวกับทางทีมงานว่า “แต่ก่อนมีอาชีพรับจ้างปลูกผัก พวกแครอท กะหล่ำปลีรูปหัวใจ ที่ทางหน่วยงานส่งเสริมเกษตรที่สูงฯ ได้ส่งเสริมให้ปลูก ในพื้นที่ตนเองประมาณ 2 งาน รายได้จะอยู่ที่ 2,500 บาทต่อปี ตอนนี้ทางโครงการปิดทองหลังพระฯ ได้เข้ามาและส่งเสริมให้ปลูกผัก หลายชนิดมีทั้ง ผักกาดพื้นเมือง ผักกาดหัว กะหล่ำปลี และยังมีเจ้าหน้าที่จากทางโครงการฯ ที่เป็นคนในหมู่บ้านเองคอยให้คำแนะนำและปรึกษาซึ่งเป็นเรื่องที่ดีทำให้พวกเรามั่นใจมากขึ้น” 

ปัจจุบันผลผลิตทางการเกษตรที่ทางโครงการฯ สนับสนุนและส่งเสริมให้ปลูกนั้นได้สร้างรายได้ให้กับครอบครัวของคุณเต็งเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคุณเต็งบอกกับพวกเราว่า

“สารเคมีก็ไม่ต้องใช้ รู้สึกสบายใจ และคุยกันว่าจะดำเนินการตามโครงการต่อไปด้วยความเต็มใจ” คุณเต็งเล่าถึงผลผลิตของเธอต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

“กะหล่ำปลีที่ทางโครงการฯ ได้สนับสนุนมาให้ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นว่ามีหัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน บางหัว มีน้ำหนักถึง 5 กิโลกรัม” 

เธอโชว์ผลผลิตกะหล่ำปลีหัวโตโดยชั่งน้ำหนักอวดสายตาทีมงานด้วยความภาคภูมิใจ ทุกวันนี้สมาชิกในครอบครัวทุกคนไม่ว่าจะเป็น สามี ลูก น้องและหลาน ๆ จะมาช่วยกันดูแลรักษา สวนผักช่วยกันถอนหญ้า รดน้ำ น้ำที่นำมารด เป็นน้ำที่ต้องตักใส่ถังน้ำขนาด 20 ลิตรแล้วทำการหาบมายังแปลงผักที่อยู่ห่างจากแหล่างน้ำประมาณ 500 เมตร สภาพ เส้นทางเป็นที่สูงชันเพราะเป็นเนินเขาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำสวนผักของคุณเต็งเพราะผลผลิตที่ได้รับหลังความเหน็ดเหนื่อยนั้นน่าชื่นใจยิ่งนัก เพราะในพื้นที่คุณเต็งใช้ในการทำการเกษตรครั้งนี้มีเพียงแค่ 2 งาน และได้จัดสรรพื้นที่เป็นแปลงปลูกผักทั้งหมด 3 ชนิดคือ

กะหล่ำหัวปลี จำนวน 3 แปลง แต่ละแปลงปลูกได้  3 แถว ใน1 แถวจะมีอยู่ 26 ต้นทั้ง 3 แปลงรวมกันจะมีกะหล่ำปลีจำนวน 234 ต้น เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวกะหล่ำปลี 1 หัวจะมีน้ำหนัก ประมาณ 2.5 กิโลกรัม และขายได้ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท ดังนั้น คุณเต็งและครอบครัวจะมีรายได้จากการปลูกกะหล่ำหัวปลี อยู่ที่ 5,850 บาท

อีกแปลงหนึ่งปลูกผักกาดพื้นเมือง เอาไว้เก็บกินเป็นอาหาร ส่วนที่เหลือก็ได้ขายในราคากำละ 5 บาท หลังนาปีนี้คุณเต็งขายผักกาดพื้นเมืองได้ประมาณ 200 บาทก็ถือว่าเป็นการเพิ่มรายได้อีกทางแม้จะไม่มากมายนัก

ผักชนิดที่3 ที่ปลูกคือหัวผักกาด มีอยู่ 2 แปลง ปัจจุบันเก็บขายได้บ้างบางส่วนโดยขายในราคากิโลกรัมละ 10 บาท หลังนาปีนี้เพิ่งขายหัวผักกาดไปบางส่วนได้เงินมาประมาณ 250 บาท ส่วนที่เหลือจะไว้เก็บเป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในปีต่อไป

ลองมาดูกันว่าความต่างของรายได้ของครอบครัวคุณเต็งหลังเข้าร่วมโครงการต่างจากเดิมมากน้อยเพียงใด รายได้จากการปลูกผักทั้ง 3 ชนิด ทั้งหมดจำนวนต่อรอบฤดูกาลคือ 6,300  บาท/รอบฤดูกาล หัก ค่าใช้จ่ายในการล้อมรั้วแปลงผัก 200  บาทรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเหลือ 6,100 บาท/รอบฤดูกาล เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมามีรายได้จากการทำการเกษตรในพื้นที่ประมาณ 2 งานเท่ากันเงินที่ได้รับคือ 2,500 บาท รายได้ที่เพิ่มขึ้นของคุณเต็งคือ 3,600 บาทเป็นความต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน

คุณเต็ง อุ่นถิ่น กล่าวอีกว่า “ดีใจ มีรายได้เพิ่มขึ้นและยังได้รับความรู้ใหม่ ๆ จากทีมงานโครงการปิดทองหลังพระฯ  เช่นเมื่อได้ทำการตัดเก็บหัวกะหล่ำปลีแล้ว ก็ไม่ต้องถอนโคนต้นทิ้ง ปล่อยให้มันแตกหน่อใหม่ แล้วทำการเก็บไปประกอบอาหารหรือขายสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้อีก ส่วนใบที่เสียเช่นหัก เหลือง ก็ยังนำไปทำเป็นอาหารให้หมู หรือปลาได้อีก ลดค่าใช้จ่ายที่จะต้องไปซื้ออาหารหมูและอาหารปลาได้อีกทาง ส่วนพืชผักบางอย่าง เช่นผักกาด ผักกาดหัว เราสามารถปล่อยให้มันออกดอก ออกผล แล้วเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ใช้ปลูกในปีต่อไปไม่ต้องลงทุนไปซื้อใหม่”

ณ วันนี้ ครอบครัวของคุณเต็ง อุ่นถิ่น สามารถสร้างรายได้ จากพื้นที่เพียงเล็กน้อยประกอบมีอาชีพที่สุจริตสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวที่มีสมาชิก 6 คนได้อย่างไม่ขัดสนจากที่เคยไปดักรอซื้อผักจากรถขายเร่ในราคาที่สูงมาก เสียค่าใช้จ่ายคิดเป็นเดือนตกเดือนละประมาณ 600 บาท ปัจจุบันนี้ ไม่ต้องไปรอดักแล้ว ปลูกผักไว้กินเอง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่ต้องซื้อจากรถเร่ขาย และปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย ที่สำคัญ จากที่เคยปลูกผักรับจ้างก็หันมาเป็นเจ้าของสวนผักเอง ลงทุนด้วยแรงกาย แรงใจและทำตามคำแนะนำเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และรับความรู้ใหม่ ๆ จากทางโครงการปิดทองหลังพระฯ  ก็รู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นอย่างทันตาเห็น เป็นข้อมูลที่คุณเต็ง ถิ่นอุ่นบอกเล่าเรื่องราวของเธอกับโครงการปิดทองหลังพระฯ ผ่านทีมงาน

 

โดย บก.จิ๊บ

 

กลับไปที่ www.oknation.net