วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุดยอด “เทคโนโลยีในอดีต” ที่หายสาบสูญอย่างลึกลับ…


สุดยอด “เทคโนโลยีในอดีต” ที่หายสาบสูญอย่างลึกลับ…

…

…

 

ในอดีตกาลมีความรู้เทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ และกรรมวิธีการผลิตของสมัยโบราณมากมาย

หลายอย่างที่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา โดยไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นหายไปเพราะอะไร? ทำไมถึงได้หาย?

 

ทั้งที่ความรู้เหล่านั้นเต็มไปด้วยความพิศวง แปลกประหลาด ลึกลับจนกลายเป็นตำนาน ที่แม้แต่ปัจจุบัน

ก็ยากที่จะทำความเข้าใจ และยากที่จะลอกเลียนแบบมัน

 

และนี้คือเทคโนโลยีลึกลับที่มีชื่อเสียงดังกล่าว

…

…

 

 

1. ไวโอลีนสตาดิวารี (Stradivari Violins)

 

 

 

 

“ไวโอลีนสตาดิวารี” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่หายไปในช่วงปี 1700

โดยชื่อไวโอลีนนี้มาจากผู้สร้าง คือ อันโตนิโอ สตาดิวารี ช่างไวโอลีนในเมืองเครโมน่าประเทศอิตาลี

โดยเขามีชื่อเสียงจากการทำดนตรีเครื่องสายชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วีโอล่า, เชลโล และ กีตาร์ ด้วยความสวยงามและคุณภาพในเสียงทำให้เครื่องดนตรีของเขาทุกชิ้นล้วนมีคุณค่าระดับโลกชนิดไร้คู่แข่ง

 

ซึ่งทุกวันนี้มีเครื่องดนตรีของเขาหลงเหลือเพียง 600 ชนิดเท่านั้น และส่วนใหญ่ล้วนมีมูลค่าหลายแสน

ดอลลาร์ หากแต่น่าเสียดายที่เทคนิคกระบวนการผลิตไวโอลีนสตาดิวารีนั้นได้หายสาบสูญไป

 

เนื่องจากเทคนิคนี้มีเพียงแต่ครอบครัวของเขาเท่านั้นที่รู้ความลับอันนี้ โดยมีพระสังฆราช แอนโตนิโอ

สตาดิวารีและลูกหลานของเขาคือ ฟรานซิสโก (1671-1743) และอโมโบโน (1679-1742) เท่านั้นที่รู้

ดังนั้นเมื่อพวกเขาตายกระบวนการผลิตนี้ก็ยุติไปด้วย

 

แต่กระนั้นปัจจุบันก็ยังมีหลายฝ่ายที่พยายามจะไขความลับไวโอลีนสตาดิวารีว่า เหตุใดมันถึงได้กลาย

เป็นเครื่องดนตรีที่ยังคงมีคุณภาพอยู่จนถึงปัจจุบัน

 

นักวิทยาศาสตร์วิจัยพบว่าไม้เมเปิ้ลที่ใช้สร้างเครื่องดนตรีนี้ มีการปรับสภาพโดยเชื้อราทำให้เนื้อไม้

มีเอกลักษณ์และทำให้เกิดเสียงสะท้อน หากแต่กระนั้นในความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่ไม่เห็นความ

แตกต่างกันของคุณภาพเสียงของไวโอลีนสตาดิวารี และไวโอลีนธรรมดาสักเท่าไหร่

 

 

…

…

…

 

 

2. Nepenthe

 

 

 

 

สิ่งที่เราได้รู้สึกทึ่งทุกครั้ง ที่พูดถึงความซับซ้อมภูมิปัญญาของชาวกรีกโบราณและโรมันก็คือ

“ยา” ตามตำนานวรรณคดีมหากาพย์โอดิสซี ของโฮเมอร์และในตำนานเทพเจ้ากรีก เล่าขานกัน ว่าชาว

กรีกสามารถทำยาเสพติดได้ โดยใช้ส่วนผสมอย่างหนึ่งทำให้เป็นยาที่สามารถไล่ความเศร้าโศก หรือที่

หลายคนเรียกกันว่า "ยาแห่งการความหลงลืม” 

 

และนอกจากนี้ชื่อตัวยาดังกล่าว ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อของต้น หม้อข้าวหม้อแดงลิง (ตามภาษากรีก คือ

nepenthes แปลว่า เหยือกเหล้าที่ใช้เพื่อลืมความเศร้าเสียใจ)

 

นอกจากนี้มันยังมีฤทธิ์พอๆ กับฝิ่นหรือมีมากกว่าด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตามจนถึงปัจจุบันนี้ ไม่รู้ว่ายา

เสพย์ติดที่ว่ามีอยู่จริงหรือไม่ แต่ส่วนผสมของมันยังคงลึกลับ รู้แต่ว่าตัวยาดังกล่าว ถูกใช้แพร่หลายใน

กรีกโบราณ โดยผ่านทางอียิปต์

 

สันนิษฐานกันว่ามันน่าจะมีส่วนผสมของไม้วอร์ทวูด ซึ่งเป็นยารักษาทุกโรคในเวลานั้น และจากการดูตามอาการที่ปรากฏในวรรณคดี หลังทานยานี้เข้าไป น่าจะเป็นพวกพืชจำพวกมะเขือพวง ซึ่งมีฤทธิ์

ทำให้ความทรงจำเสื่อม ซึ่งในอดีตนั้นมันมีฤทธิ์ร้ายแรงกว่าฝิ่น และมักถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

ในทางการแพทย์และทันตกรรม

 

 

…

…

…

 

               

3. The Antikythera Mechanism

 

 

 

 

หนึ่งในที่สุดของความลึกลับ ของสิ่งประดิษฐ์ทางโบราณทั้งหมดที่เป็นที่รู้จักกันดี คงจะเห็นไม่

เกินไปกว่า “เครื่องจักรแอนติไกเธอร่า” วัตถุประหลาดเครื่องทองเหลือง ที่ค้นพบโดยนักดำน้ำนอก

ชายฝั่งของประเทศกรีกในเกาะแอนติไกเธอร่า ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900

 

กลไกของ “เครื่องจักรแอนติไกเธอร่า” ซับซ้อนจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นฝีมือของคนโบราณ ประกอบไป

ด้วยชุดฟันเฟืองมากกว่า 30 ชิ้น มีข้อหมุนเหวี่ยง และการหมุนที่สามารถคำนวณหาตำแหน่ง ทาง

ดาราศาสตร์ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ต่างๆ ได้

 

โดยอุปกรณ์ดังกล่าวพบอยู่ในซากเรือแตก การการวิเคาระห์ของวิทยาศาสตร์คำนวณแล้ว พบว่า

อุปกรณ์ชิ้นนี้มีอายุถึง 1 หรือ 2 ก่อนคริสตกาล จุดประสงค์ที่แท้จริงของมันยังคงเป็นความลับ รวม

ถึงเบื้องหลัง เทคนิคการสร้าง และการใช้งาน

 

แต่ที่น่าสนใจคือ เครื่องจักรนี้ไม่ปรากฏในบันทึกทางประวัติศาสตร์จนถึงศตวรรษที่ 14 แสดงให้เห็น

ว่าเทคโนโลยีนี้หายสาบสูญไปถึง 1,400 ปี ซึ่งปริศนาในเรื่องนี้ได้สร้างความงงงวย แก่นักวิทยาศาสตร์

มานานหลายศตวรรษ

 

แต่กระนั้นข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เครื่องจักรแอนติไกเธอร่าน่าจะเป็นกลไลของนาฬิกา

โบราณที่สามารถคำนวณระยะทางจันทรคติ และปีแสงอาทิตย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือ “คอมพิวเตอร์ที่

เก่าแก่ที่สุดในโลก”

 

 

…

…

…

 

 

4. The Telharmonium

 

 

 

 

เป็นเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องแรกของโลก โดยเป็นเครื่องดนตรีที่มีขนาดใหญ่

สร้างขึ้นโดย Thaddeus Cahill ในปี ค.ศ. 1897 ซึ่งในช่วงเวลานั้นเครื่องดนตรี เครื่องนี้ถือว่าใหญ่

ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา

 

โดยเจ้าเครื่องนี้ใช้สัญญาณไฟฟ้าส่งมายังสาย แล้วสังเคราะห์เสียงจนเป็นเสียงดนตรีผ่านยังลำโพง

มันถูกสร้างมาสามรุ่นแล้ว หนึ่งในนั้นมีน้ำหนักกว่า 200 ตัน และใช้พื้นที่มากประมาณหนึ่งห้องเพื่อจะ

เก็บมันไว้

 

โดยส่วนประกอบของเครื่อง คือ แป้นพิมพ์และแป้นเหยียบ ซึ่งผู้ใช้สามารถกดเพื่อให้เกิดเสียง เครื่อง

ดนตรีนี้ถูกนำแสดงในที่สาธารณะครั้งแรก แล้วพบว่ามีหลายคนชอบมันเพราะได้ยินชัดเจน และแปลก

ใหม่ในเวลานั้น เพราะเครื่องดนตรีสามารถทำเสียงได้หลายอย่าง เช่น เครื่องดนตรีประเภทเป่าอย่าง

ขลุ่ย บาสซูน คลาริเน็ต และยังมีเชลโล่ 

 

หากแต่เจ้าเครื่องดนตรีนี้ ก็ไม่ได้รับการพัฒนาหรือสานต่อ จนถึงการแก่อนิจกรรมของมันในที่สุด

สาเหตุเนื่องจากใช้พลังงานไฟฟ้ามาก และน้ำหนักมหาศาล อีกทั้งมันยังรบกวนสัญญาโทรศัพท์ ทำ

ให้เครื่องดังกล่าวยุติลงในปี 1914 และผู้สร้างก็ตาย (ในปี 1934) เครื่องดนตรีที่เหลือถูกเก็บนานกว่า

หลายทศวรรษ และปัจจุบันมันยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่สามารถนำมาเล่นได้เหมือนก่อน

 

 

…

…

…

 

 

5. The Library of Alexandria

 

 

 

 

หอสมุดอเล็กซานเดรีย เป็นหอสมุดที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นหอสมุดที่ใหญ่และสำคัญที่สุด

ของโลกโบราณ หอสมุดนี้สร้างเมื่อ 300 ปีก่อนคริสตกาล ในเมืองอเล็กซานเดีย ประเทศอียิปต์ ที่มี

ความเจริญรุ่งเรืองภายใต้การอุปถัมภ์ของราชวงค์พโทเล และอนุญาตให้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย ขุนนาง และชนชั้นที่ร่ำรวยมาใช้บริการได้เท่านั้น

 

โดยหอสมุดดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก (จนไม่สามารถคาดคะเนได้) และยังเป็นสถานที่รวบรวมและเป็น

ศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาในยุคนั้น เพราะภายในหอสมุดได้รวบรวมความรู้จากภายนอกจากที่

ต่างๆ ทั่วทั้งกรีซ อียิปต์ เอเชียไมเนอร์ และยุโรปมาไว้ในที่เดียวกัน

 

ในตำนานกล่าวกันว่านักท่องเที่ยวที่จะเข้าสู่อเล็กซานเดรียทุกคนจะถูกริบหนังสือ โดยหนังสือนั้นจะ

ถูกนำไปคัดลอกด้วยมือ และต้นฉบับจะถูกเก็บไว้ที่หอสมุด  

 

หอสมุดอเล็กซานเดรีย และหนังสือจำนวนมากถูกเผาทำลายหลายครั้งตั้งแต่ 47 ปี ก่อนคริสตกาล

โดยจากเอกสารประวัติศาสตร์ระบุว่า หอสมุดดั่งกล่าวถูกทำลายโดย จูเลียด ซีซาร์ จักรพรรดิ์แห่งโรมัน

โดยการเผาทำลายบางส่วนของหอสมุด เพื่อปิดกั้นเส้นทางของกองทัพเรือศัตรูเมื่อครั้งเข้ายึดเมือง

ในยุคของพระนางคลีโอพัตรา

 

ในขณะที่ทฤษฏีอื่นๆ ก็ระบุว่า หอสมุดและหนังสือเกือบทั้งหมดถูกทำลายโดยจักรพรรดิธีออโดเชียส

ผู้ปกครองชาวคริสต์ที่สั่งให้ทำลายเอกสารทุกอย่างที่ถือว่าเป็นของพวกนอกรีต หรืออีกกระแสกล่าวว่า

มาร์ก แอนโทนี่ได้ขนหนังสือทั้งหมดในหอสมุดแห่งนี้ไปอียิปต์ และด้วยเหตุการณ์ทั้งหมดดังกล่าว ได้

ส่งผลทำให้ความรู้ในอดีตกาลที่มีค่าอย่างมากมายหายสาบสูญพร้อมกับหอสมุดไปด้วย

 

 

…

…

…

 

 

6. Damascus Steel

 

 

 

 

“เหล็กดามัสกัส” เป็นวัตถุที่แข็งแรงจนเป็นไปไม่ได้ว่า มันจะทำขึ้นจากโลหะที่ถูกใช้กันอย่าง

แพร่หลายในสมัยกลาง ในทางตะวันออกกลาง ประมาณ 1100-1700 ปีก่อนคริสตกาล

 

โดยเหล็กเหล่านี้มีลักษณะเด่นคือมันมีความคม ความเหนียว และทนทาน แต่ใบมีดกลับคมและยืดหยุ่น

นอกจากนี้ตัวมีดยังมีลวดลายพิศวงมีทั้งลายน้ำไหล หรือลายตัวอักษร และมันยังเป็นเหล็กที่มีส่วนผสม

ของคาร์บอนสูงเป็นพิเศษ ซึ่งโดยปกติแล้วเหล็กที่มีคาร์บอนสูงจะเปราะง่าย แต่สำหรับเหล็กดามัสกัส

มันกลับยืดหยุ่น ทำให้กระบวนการผลิตนั้นยากที่จะรู้ว่า ทำมันได้อย่างไร

 

แต่ที่แน่ๆ คือ วัตถุดิบที่ใช้ทำเหล็กนั่นเอามาจากอินเดียและศรีลังกาในชื่อ “Wootz steel” รวมไปถึง

แม่พิมพ์และส่วนผสมต่างๆ เพื่อสร้างใบมีดให้มีลวดลายสวยงามมีเอกลักษณ์ แต่กระนั้นกระบวนการ

ผลิตเหล็กดามัสกัสนั้นก็ได้หายไปประมาณ 1750 AD ด้วยสาเหตุลึกลับ

 

มีหลายทฤษฏี และยังที่ได้รับความนิยมมากที่ก็สุดคือ เส้นทางการค้าถูกตัดขาดทำให้แร่พิเศษที่ใช้

ผลิตเหล็กดังกล่าวนั้นมีน้อย อีกทั้งการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ในการทำเหล็กนั้น ค่อนข้างยากทำให้ช่วง

หลังๆ ลวดลายใบมีดเริ่มลดลง

 

ปัจจุบันนี้มีหลายเจ้าที่อ้างว่ามีดของตนคือ เหล็กดามัสกัส ซึ่งความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงการ

ประมาณวิธีการทำเหล็กดามัสกัสส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนของแท้ของจริงนั้นยังไม่มีใครทำได้แต่อย่างใด

 

 

...

...

...

 


7. Silphium

 

 

 

 

Silphium เป็นพืชในสกุลเฟอรูล่า ยี่หร่า เป็นพืชที่เคยมี และได้รับความนิยมในสมัยกรีก

ซึ่งนำเข้าจากเมืองการค้าซาร์มอัลชีค ลิเบีย โดยต้นดังกล่าวผลเป็นรูปหัวใจ ชาวโรมันนิยมใช้มัน

ปรุงอาหาร แก้อาการเจ็บคอ ไข้ อาหารไม่ย่อย ปวดท้อง

 

และนอกจากนี้มันยังมีฤทธิ์ในการคุมกำเนิดได้ด้วย โดยผู้หญิงจะดื่มน้ำผลไม้จากพืชชนิดนี้ทุกครั้ง

เพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งถือได้ว่าการใช้พืช Silphium เป็นหนึ่งในวิธีที่

เก่าแก่ที่สุดในการทำแท้ง

 

ก่อนที่มันจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ 200 AD เนื่องจากมันเป็นที่นิยมมาก แต่สามารถพบพืชชนิดนี้ได้แต่เพียง

ที่เมดิเตอร์เรเนียมในแอฟริกาเท่านั้น การขาดแคลนดังกล่าวทำให้มันสูญพันธ์  และปัจจุบันเราสามารถ

เห็นต้นดังกล่าวได้จากเหรียญโบราณของโรมันโบราณเท่านั้น

 

 

...

...
...

 

 

2. Roman Cement

 

 

 

 

สูตรปูนซีเมนต์สมัยใหม่ได้รับการพัฒนาในปี 1700 โดยส่วนผสมของมันอย่างง่ายก็คือ

การย้ำ ทรายและหิน ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้นิยมแพร่หลายไปทั่วโลกในศตวรรษที่ 8

 

แต่ในความจริงแล้วสูตรปูนซีเมนต์นั้น แพร่หลายมาช้านานในสมัยโบราณโดยเปอร์เซีย อัสซีเรีย อียิปต์

และชาวโรมัน ชาวโรมมีสูตรปูนซีเมนต์ที่คงทนโดยผสมกับปูนขาวกับหินบดและน้ำ และด้วยสูตรนี้เอง

ทำให้พวกเขาสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างมากมาย ที่มีชื่อเสียงและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน อย่าง วิหาร

แพนธีออน โคลอสเซียม ผันน้ำระบบท่อโรมัน โรมันบาส ซึ่งเห็นได้ชัดว่าปูนซีเมนต์สมัยโบราณดีกว่า

ปูนสมัยปัจจุบัน ที่มันสามารถทนต่อสภาพอากาศเป็นพันๆ ปี

 

แต่แล้วสูตรปูนซีเมนต์ก็ได้หายสาบสูญในยุคมืดอย่างลึกลับ ทฤษฏีที่นิยมมากที่สุดคือ ความลับทาง

การค้าระหว่างช่างก่อตึกหินด้วยกัน และวิธีการทำซีเมนต์ และคอนกรีตก็หายไปพร้อมกับคนที่รู้จักวิธี

การทำไปด้วย

 

แต่กระนั้นก็ยังมีข้อสันนิษฐานว่า ปูนซีเมนต์ของพวกเขาได้ใส่ส่วนผสมพิเศษลงไปด้วย โดยสารนี้จะ

ทำให้สร้างฟองอากาศในคอนกรีต ซึ่งช่วยให้วัสดุเกิดการขยายทำให้ทนความร้อนและความเย็น ซึ่ง

สารเคมีนี้ยังคงความลับอยู่

 

 

…

…

…

 

 

1.Greek Fire

 

 

 

 

และนี้คือเทคโนโลยีที่หายสาบสูญที่มีชื่อเสียงมากที่สุด “ไฟกรีก” เป็นชื่อของอาวุธที่

พัฒนาโดยกองทัพเรือไบแซนไทน์ ในสมัยยุคกลาง ประมาณศตวรรษที่ 11

 

โดยปกติแล้วจะใช้มันต่อสู้กับกองทัพเรือ โดยเปลี่ยนสูตรน้ำมันเผาไหม้และหลักกาลักน้ำมาใช้  พุ่ง

ผ่านท่อทองเหลืองขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนเรือรบ ให้ไปตกบนเรือของข้าศึก โดยมีการเก็บของเหลวไว้

ในถังร้อนจัดดที่ถูกอัด และพ้นผ่านท่อดังกล่าว โดยมีอุปกรณ์บางอย่างช่วยสูบ

 

ส่วนผู้ควบคุมเครื่องนั้นจะซ่อนหลังโล่โลหะขนาดใหญ่ โดยไฟดังกล่าวนั้นไม่สามารถดับได้ด้วยน้ำ

ธรรมดา มีการบันทึกไว้ว่าอาวุธนี้ถูกใช้ในการขับไล่ผู้รุกรานชาวอาหรับ โดยไฟกรีกสามารถนำมาใช้

ในหลายรูปแบบ เช่น ใช้มันเทลงในขวดหรือกาน้ำแบบพกพา แล้วโยนเป็นระเบิดใส่ศัตรู

 

แต่แล้วเทคโนโลยีนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย หลังจากการล่มสลายของไบแซนไทน์ และแม้ว่า

จะมีบันทึกหลายฉบับเขียนกล่าวว่ามันมีการใช้จริง แต่ไม่ค่อยมีใครรู้การทำงานของมัน ในขณะที่

องค์ประกอบทางเคมีของไฟกรีก ยังคงมีการศึกษาและได้รับความสนใจจากนักประวัติศาสตร์ และ

นักวิทยาศาสตร์

 

โดยทฤษฏีแรกคือ การผสมของดินประสิวคล้ายกับการทำดินปืน แต่ความคิดนี้ได้ถูกปฏิเสธ เพราะว่า

ดินประสิวไม่ไหม้ในน้ำ และทฤษฏีใหม่เชื่อว่าไฟกรีก คือ ส่วนผสมต่างๆ ของสารเคมีปิโตรเลียม รวม

ถึงปูนขาวและกำมะถัน


…

…

…
By Cammy : http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=486572&chapter=308#ixzz1DjwIYVkJ

โดย พฤจิกา

 

กลับไปที่ www.oknation.net