วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ ก็แค่ยุโรป DAY 19 วันแรกที่ได้พบเพื่อนเก่า


DAY 19

รถไฟกำลังแล่นเรื่อยลงสู่ทางใต้ของฝรั่งเศส..ฉันนั่งเหม่อลอยคิดย้อนกลับไปนึกถึงเหตุผลของการมาเยือนที่นี่ อันสืบเนื่องให้เป็นจุดเริ่มต้นของทริปตุปัดตุเป๋ในครั้งนี้

แล้วจุดหมายปลายทางต่อไป จะเป็นการเดินทางในรูปแบบใหม่กับเพื่อนเก่า ที่เราถือว่าสนิทมากพอที่ควรจะรับไว้พิจารณาว่าเขาคนนั้น “อีริค” จะสามารถก้าวเข้ามารับตำแหน่ง “ผู้ชายของฉัน” ในอนาคตได้หรือไม่

อีริค เป็นเพื่อนชาวฝรั่งเศสที่เคยร่วมทริปแบกเป้กับฉันมาหลายแห่ง เรามีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เรารักการผจญภัย ชอบท่องเที่ยวแบบลากอีแตะแล้วแบกเป้ นอนเกสต์เฮ้าส์ถูก ๆ อีริค มีอาชีพไกด์เหมือนกับฉัน ฉันพาฝรั่งดูวัดวาอารามในเมืองไทย แต่เขาเป็นไกด์ปีนเขาและเดินป่าในฝรั่งเศส แต่สิ่งที่เราทั้งสองเหมือนกันอย่างกับแกละคือความติงต๊องและมักชอบสุมหัวตามหา “เสียงหัวเราะ”กันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ภาพบน : วันก่อนเก่าที่เราเคยร่วมแบกเป้ด้วยกันในเมืองไทยและพม่า

ความแตกต่างของเรานั้นก็มีมากไม่แพ้ความเหมือน...เราสองคนมีความชำนาญในการพูดภาษาบิดามารดาได้มากกว่าภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะอีริค...ภาษาอังกฤษของเขา อาจถึงขั้นต้องซ้ำชั้น ป.1 ถึงสองปีซ้อนเลยกระมัง อีริคเคยสูบบุหรี่มวนต่อมวน แถมมีผมยาวรุงรัง แต่เมื่อเขาอยาก “เป็น” มากกว่าเพื่อนของฉัน ยี่สิบกว่าปีที่เคยสูบ เขาสามารถ “หยุด” ได้เพื่อฉัน ล่าสุดเขาตัดผมเผ้าจนดูดีผิดหูผิดตาเพื่อให้พ่อแม่พี่น้องของฉันมองเขาเป็นคนใหม่ที่น่าไว้ใจกว่าเดิม

ฉันมองดูความรักที่อีริคหยิบยื่นให้ด้วยความหวาดกลัว ยิ่งได้รับมากเท่าไหร่ ฉันก็กลัวว่าจะไม่มีอะไรหยิบยื่น ตอบกลับไปนะซี

นับตั้งแต่ที่ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการโดนหักอก, ถูกชกใต้เข็มขัด และถูกกัดใบหู ฯลฯ ฉันเริ่มเสื่อมศรัทธาใน ความรักของชายหญิงลงไปทุกขณะ...คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ก็อดไม่ได้ว่าตัวเองก็ไม่แตกต่างจากไปจาก จูเลีย โรเบิร์ต...ไม่ใช่เรื่องความสวย...แต่บทของเธอในเรื่อง Runaway bride ต่างหาก

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถ้าผู้อ่านอยากรู้ว่า ฉันพูดบ้าอะไรในตอนนี้ ตามย้อนไปอ่านต้นเรื่องได้ที่นี่ค่ะ http://www.oknation.net/blog/tanthainium/2010/09/29/entry-1 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ถึงแล้ว..สถานีรถไฟ Latour de Carol มันคือสถานีสุดท้ายปลายทางของรถไฟสายนี้

ฉันเห็นอีริคยืนคอเป็นพ่อยีราฟอยู่ตั้งไกล เขาดีใจจนมือไม้สั่นที่ได้มีโอกาสพบฉันในบ้านเมืองของเขา ฉันเองก็ดีใจและมือไม้สั่น ทว่าสั่นเพราะหิวโหยเสียมากกว่า

ก่อนเราจะเดินทางออกมาจากสถานีรถไฟ ฉันเห็นคุณป้าที่นั่งอยู่ในตู้รถไฟเดียวกัน กำลังยืนรอรถแท็กซี่เพื่อไปยังโรงพยาบาลโรคจิต ที่ลูกชายของแกกำลังเข้ารับการรักษาตัวอยู่

ภาพบน : ฉันเห็นเท้าคุณป้า นานกว่าหน้าแกเสียอีก

มองดูจากสายตาของฉัน ณ ขณะนี้ จะเรียกที่นี่ว่าคือบ้านนอก นั้นอาจไม่ถูกต้องนัก...แต่ฉันคงต้องขอเรียกว่า “บ้านน๊อก บ้านนอก” จึงจะเหมาะสมกว่า ความกันดารของชานเมือง ฉันว่าคุณป้าคงไม่พ้นต้องได้เดินและหากว่าไกลนัก..กว่าจะถึงที่นั่น คุณป้าแกอาจจะบ้าพอดีให้หมอที่นั่นได้ทันตรวจเป็นแน่

ฉันขอร้องให้อีริคขับรถไปส่งแกที่โรงพยาบาล หากมันจะไม่เหนือบ่ากว่าแรงเกินไปนัก

แล้วฉันกับคุณป้า ก็ได้ร่วมเดินทางด้วยกันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่บนรถไฟ แต่เป็นรถจี๊บแลนด์โรเวอร์คันสีขาวของอีริค

ฉันดีใจที่ได้มีโอกาสช่วยเหลืออะไรคุณป้าแกบ้าง เพราะน่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย ที่ลูกชายก็ต้องมาอยู่ที่นี่ถึง 3 เดือนแล้ว มิหนำซ้ำ สามีของแก ก็เพิ่งมาด่วนจากไปเมื่อปีกลายนี่เอง

ภาพบน : ทางใต้ของฝรั่งเศสแถบนี้นะคะ

-------------------------------------------------------------

ตลอดเส้นทางกลับไปบ้านอีริค ฉันเห็นมันมีแต่ทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ล้อมรอบไปด้วยหุบเขาอีกหลากหลาย ส่วนบ้านเรือนที่ปลูก ก็ดูแปลกตาเพราะมีแต่หินก้อนใหญ่สีหม่น

อันที่จริง ฉันรู้สึกว่าสีสันของบ้านเมืองในยุโรปที่พบเห็นส่วนใหญ่ มักจะมีแต่สีตุ่น ๆ กันทั้งนั้น จะด้วยภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ หรือเพียงวัสดุทางธรรมชาติที่เหมาะสมกับบ้านเมืองเขา แต่ดูอย่างไร ฉันก็รู้สึกหม่นหมองตามไปด้วย เดชะบุญที่บ้านแต่ละหลัง มักประดับประดาไปด้วยดอกไม้สีจัดจ้านแสบตามาตั้งประดับไม่ให้ดูน่าเบื่อ

อีริค ชี้ให้ดูหมู่บ้านด้านล่าง ว่านั่นคือหมู่บ้าน Llivia ซึ่งเป็นเมืองในประเทศสเปน

ภาพบน : เมือง Llivia ประเทศสเปน ทางผ่านก่อนเข้าบ้านเพื่อน

ภาพบน : อีกมุมสวยของทางผ่าน

ฉันไม่คิดเลยว่า บ้านของเขาจะอยู่ใกล้กันกับสเปนมากถึงขนาดนี้ และกลายเป็นว่าเราต้องเข้าออกหมู่บ้าน Llivia ทุกครั้ง ก่อนเข้าถึงหมู่บ้านของอีริคในประเทศฝรั่งเศส

อีริค พักอยู่ในหมู่บ้านเซยากูส (Saillagouse) เมืองเล็ก ๆ ที่นักท่องเที่ยวผู้รักการเล่นสกีและกีฬากลางแจ้ง มักมาหยุดพักที่นี่

“เซยากูส” แม้มีไม่ครบแต่ก็เกือบทุกอย่าง เหมือนบ้านของอีริคที่เป็นบ้านไม้หลังเล็กกะทัดรัดที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือของเขาแต่เพียงผู้เดียว แถมเสร็จสรรพด้วยวิวทะเลภูเขาที่ขนมาทั้งเทือกตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าบ้านน้อยหลังนั้น

ภาพบน : บ้านน้อยยืนต้อนรับพร้อมทะเลภูเขา

ภาพบน : มุมนั่งเล่นในสวน

ฉันเริ่มต้นจินตนาการขึ้นมาทันทีว่า ถ้าหากเราลงเอยชีวิตอยู่กับผู้ชายคนนี้...ที่นี่..ธรรมชาติจะโอบกอดเราไปตลอดกาล มันช่างเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและน่าประทับใจเสียเหลือเกิน ความเรียบง่ายสมถะที่ฉันโหยหา กำลังอ้าแขนต้อนรับฉันอยู่

อีริค พาเดินแนะนำบ้านของเขาให้ฉันได้รู้จักคุ้นเคย ด้วยฉันจะอยู่ที่นี่ถึง 15 วัน

ในช่วงเที่ยง ...อีริคพาฉันออกเดินทางไปยังเมือง Font-Romeu เราต้องไปที่นั่น เพื่อหาซื้อชุดเดินป่าของฉัน ที่จะต้องใช้ในวันพรุ่ง

ภาพบน : ไม่ได้ขับก็ขอนั่งเท่ห์ ๆ ก็ยังดีนะ..ขอนิดนึง

คราวนี้..เราไม่ได้ไปด้วยรถจิ๊บ แต่เป็นรถมอเตอร์ไซด์คันใหญ่ของเขา ฉันดูว่ารถของเขา ช่างมันหนักและแข็งแรงดี แต่ทว่า..เขาก็ยังจับฉันใส่ชุดคนซ้อนมอเตอร์ไซด์อย่างครบสูตร ไม่ว่าจะมีหมวกกันน็อก ถุงมือหนัง เสื้อกันหนาวขนสัตว์ และคลุมด้านนอกอีกทีด้วยเสื้อหนังอย่างหนา...ใส่ครบชุดแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนเป็นนักบินอวกาศยังไงชอบกล

ภาพบน : เห็นหญ้าแล้วเปรี้ยวปาก

นี่คือครั้งแรกในชีวิตที่ฉันจะได้นั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์คันใหญ่ ๆ เสียงดังกระหึ่มไปทั่วหมู่บ้าน

ฉันรู้สึกเท่ห์ในเวลาที่ต้องเหวี่ยงขาหมูของฉันขึ้นไปนั่งซ้อนท้าย ถ้าใครยืนอยู่ท้ายรถ มีหวังโดนจระเข้ฟาดหางจากสาวไทยเป็นแน่...

และถึงแม้อีริคจะหล่อและเท่ห์ไม่เท่าพี่หลิวเต๋อหัว อย่างหนังเรื่อง “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” แต่ก็พอกล้อมแกล้มให้ฉันพอได้รู้สึกว่าเราสวยและเท่ห์ได้ในระหว่างที่รถแล่นล่องทะยานต้านลมไป

ฉันรู้สึกสนุก ตื่นเต้น จนหัวเราะร่าไปตลอดทาง...เสียงหัวเราะของฉัน..มันก็แค่ดังก้องอยู่ในหมวกกันน็อกของตัวเองนั่นแหละ คนด้านนอกหมวกกันน็อก หารู้ไม่ว่าฉันรู้สึกหวาดเสียวมากเพียงใด ในยามที่เขาเหวี่ยงแฮนด์รถ เลี้ยวซ้ายขวาไปตามเส้นทาง

ภาพบน : คนขับของฉัน

คนที่นี่..นิยมขับมอเตอร์ไซด์เท่ห์แบบนี้กันเยอะเหลือเกิน เวลาที่พวกเขาขับรถสวนกัน เขาก็จะมีการทักทายให้กันโดยเอามือผายออกไปด้านข้างรถซึ่งมีระดับต่ำกว่าแฮนด์บิดคันเร่งเพียงเล็กน้อย จากนั้น เขาก็จะได้รับมือทักทายเช่นนั้นตอบกลับมาเช่นกัน

“แม่เจ้าโว้ย...เท่ห์ชะมัดเลยเรา” ฉันอุทานเป็นภาษาฝรั่งเศสไม่เป็น โดยเฉพาะคำว่า แม่เจ้าโว้ย...จึงทำได้แค่คิดในใจแล้วฉีกยิ้มอยู่ลำพังอย่างสุขใจภายใต้หมวกกันน็อคใบนั้น

-------------------------------------------------------------

Font-Romeu ตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส บนอุทยานแห่งชาติพิเรนีส (Pyrenees) ซึ่งอยู่ระหว่างชายแดนฝรั่งเศสและสเปน ที่นั่น เป็นแหล่งท่องเที่ยวของผู้ใฝ่ในกีฬากลางแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สกี จักรยาน ปีนเขา หรือแม้กระทั่งว่ายน้ำ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์หลายแห่ง แต่ที่น่าทึ่งมากที่สุดสำหรับฉัน เห็นจะเป็นเจ้าตึกกระจกโค้งหลังโตที่ตั้งตระหง่าน ที่เรียกว่า THE SOLAR FURNACE (CNRS) เห็นเขาว่าเจ้าตึกนั่นคือเตาพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ทำหน้าที่สะท้อนแสงแล้วผลิตความร้อนได้ถึง 3500 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว คนที่นี่ นำมันไปใช้ประโยชน์ในการสร้างกระแสไฟฟ้า หลอมเหล็ก และให้เชื้อเพลงไฮโดรเจน

ภาพบน : แหล่งผลิตไฟฟ้าของคนที่นี่

ภาพบน : ภายในเมือง Font-Romeu

ภายในตัวเมือง Font-Romeu แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งซื้อหาเครื่องอุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ ก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปทางซ้ายหรือขวา ก็เจอแต่ร้านขายเครื่องกีฬาอยู่ทุกซอกทุกมุม

อีริค เลือกซื้อรองเท้าเดินเขาให้ฉัน ตามมาด้วยเสื้อกันลมกันฝน แถมสายตาสอดส่ายเล็ดลอดไปเห็นเสื้อกันหนาว พ่อเจ้าประคุณก็ถูกอกถูกใจซื้อให้ฉันอีก ฉันไม่อยากได้ของสมนาคุณจากเขานัก แต่กับสินค้าที่มีราคาแพงเกือบเท่าค่าเครื่องบินไปกลับยุโรปนั้น ฉันเอง..ก็ไม่มีปัญญาจะจ่ายเช่นกัน

แต่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่...ฉันรู้ดีว่ามันคือความสุขของเขา ที่จะได้อวดโฉมความงดงามของเทือกเขาพีเรนีส ที่เขาเชี่ยวชาญจนแทบเดินหลับตาได้แล้วกระมัง...สุดท้าย จึงกลายเป็นว่า วันนี้เป็นวันช็อปปิ้งเสื้อผ้าที่แพงที่สุดในชีวิตของฉันไปเลยทีเดียว...

ภาพบน : ไม่ค่ะ...อยากได้กะทิกระป๋องมากกว่าค่ะ

ความเจริญหูเจริญตาของที่นี่ ที่ดูว่าดีกว่าเมืองเซยากูส ของหมู่บ้านอีริค ฉันถือโอกาสมองหาซื้อกะทิกระป๋องเพื่อเอามากักตุนไว้ทำอาหารในมื้อต่อไป แต่น่าเสียดายที่หาซื้อผักยากเต็มทน แถมร้านอาหารไทยที่เคยเปิดบริการที่นี่ก็ปิดตัวไปเสียแล้ว เห็นเขาว่า รายได้ของร้านอาหารไทยที่นี่ ขายดิบขายดีก็จริง แต่จะต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลถึง 70% เลยทีเดียว...โอ้ว..พระเจ้าช่วย..กลับไปขายกล้วยทอดที่เมืองไทย จะดีกว่าไหมคะ

-------------------------------------------------------------

ค่ำคืนนี้...เรากลับมากิน ซุปเนื้อกระต่าย ที่อีริคทำเตรียมเอาไว้ต้อนรับการมาเยือนของฉัน

มันเป็นความรู้สึกสุขเกินบรรยายเสียเหลือเกิน กับวินาทีที่ได้ตักข้าวสวยร้อน ๆ เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

อีริคต้องการให้ฉันผ่อนคลายหายเหนื่อยจากการเดินทางตะลุยเดี่ยวมาอย่างสมบุกสมบัน เขาเดินไปเตรียมน้ำอุ่นให้ฉันอาบและแนะนำให้ฉันใช้เวลาอยู่ในอ่างอาบน้ำนั้นให้นานเท่าที่ฉันจะรู้สึกดีขึ้น

วันนี้...นับเป็นวันแรกที่ฉันรู้สึกว่าเนื้อตัวสะอาดที่สุดตลอดการเดินทางเริ่มต้นสะพายเป้ของฉันแล้ว

ขอบคุณนะ อีริค...ฉันให้คะแนนเธอ 1 แต้ม สำหรับความรักและห่วงใยในวันนี้

(ข้อมูลอ้างอิงจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Solar_furnace)

โดย tanthainium

 

กลับไปที่ www.oknation.net