วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กองทุนน้ำมันปาล์ม ตามสไตล์ปรัตยา


สวัสดีครับเพื่อน ๆ บล็อกเกอร์และท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน เอนทรีนี้เป็นตอนที่สองที่เขียนต่อเนื่องจากเอนทรีก่อนครับ ท่านที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรกจะย้อนไปอ่านก่อน หรือเริ่มอ่านจากเอนทรีเลยก็ได้ครับ

ตอนแรก

ปัญหาน้ำมันปาล์ม ตามสไตล์ปรัตยา
http://www.oknation.net/blog/chief-dan/2011/02/22/entry-1


มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะครับ ขืนให้ผมเขียนอารัมภบทประเดี๋ยวก็จะออกทะเลกว้างจนกลับเข้าสู่เนื้อหาไม่ได้อีก (ฮา) จั่วหัวเรื่องไว้ว่า "กองทุนน้ำมันปาล์ม ตามสไตล์ปรัตยา" ก็เพราะหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์โดนด่าซะอ่วมที่ปล่อยให้น้ำมันปาล์มขาดตลาดและมีราคาแพง กระทรวงพาณิชย์เลยต้องคิดหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำขึ้นอีกในอนาคต (สำหรับในปัจจุบันทำอะไรไม่ได้แล้วนอกจากนำเข้าน้ำมันธงฟ้ามาแก้ผ้าเอาหน้ารอด) โดยที่จะของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล 1,000 ล้านบาท มาเป็นเงินขวัญถุงเปิดกองทุน ซึ่งก็ถูกนายกฯ อภิสิทธิ์เบรคซะหน้าคว่ำหน้าหงายกลางที่ประชุม ครม. เล่นเอาเจ้ากระทรวงค้อนปะหลับปะเหลือก

กองทุนน้ำมันปาล์ม เป็นเรื่องของอนาคตครับยังไม่เกิด ที่ผมเอามาเขียนก็เพราะในทันทีที่นายกฯ อภิสิทธิ์เบรคโครงการนี้ด้วยเหตุผลที่สุดแสนจะคลาสสิกว่า "ยังไม่มีความจำเป็น" เสียงซี้ดซ้าดจากคนที่อยากได้ก็ดังอึ่งมี่ ก็ก่นด่านายกฯ นั่นแหละครับ น้ำมันปาล์มเป็นปัญหาใหญ่ขนาดนี้แล้วไยนายกฯ รูปหล่อถึงได้ไม่เห็นความสำคัญ ไม่รักประชาชนนี่หว่า (ฮา)
.
.
.
นายกรัฐมนตรี
.

ก่อนที่เราจะไปเรื่องกองทุนน้ำมันปาล์ม เรามาเข้าใจเรื่องกองทุนกันก่อนครับ กองทุนในบ้านเรามีอยู่หลายประเภทครับ เอาเงินมารวมกันทำอะไรสักอย่างล้วนเรียกว่ากองทุนทั้งนั้น แต่กองทุนที่เราจะพูดถึงกันในเอนทรีนี้ เราจะพูดกันจำกัดเฉพาะกองทุนที่เรียกว่า "กองทุนรักษาเสถียรภาพราคา" ซึ่งในเมืองไทยผมไม่ทราบว่ามีกองทุนแบบนี้กี่กองทุน แต่มีอยู่สองกองทุนที่ชื่อคุ้นหูและจะนำมาเป็นตัวอย่างในเอนทรีนี้ นั่นคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายนั่นเองครับ

.
กองทุนทั้งสองต่างก็เป็นกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาเหมือนกัน นั่นคือตั้งขึ้นมาเพื่อรักษาระดับราคาไม่ให้ผันผวนมากจนเกินไป และเพื่อป้องกันการขาดแคลนสินค้าเป้าหมายของกองทุนขาดตลาด แต่มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยตรงวิธีการแทรกแซงครับ

กองทุนรักษาเสถียรภาพฯ ใช้หลักการคนซื้อเป็นคนจ่าย โดยที่รัฐบาลแทบจะไม่ต้องจ่ายเงิน ตรงนี้นี่แหละครับที่ทำให้กองทุนน้ำมันปาล์มต้องอกหักเพราะเริ่มมาก็ขอเงินเลย 1,000 ล้านบาท (ผมคิดว่ากระทรวงพาณิชย์กะจะเอาเงิน 1,000 ล้านบาทไปลดหนี้ให้ อคส. ซึ่งกำลังจะกระอักเลือดจากการนำเข้าน้ำมันปาล์มราคาแพงมาขายถูกแบบเนียน ๆ)

.
หลักการคนซื้อเป็นคนจ่ายนี่มันเป็นยังไงเหรอปรัตยา?

.
ง่ายมากเลยครับ รัฐบาลก็บวกเข้าไปในราคาสินค้าเลยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเอากี่บาทก็บวกเข้าไปในราคาน้ำมันขายปลีกเลย กองทุนอ้อยและน้ำตาลก็บวกเข้าไปในราคาน้ำตาลทรายขายปลีกเลย คนซื้อน้ำมันหรือน้ำตาลจึงเป็นคนจ่ายเงินเข้ากองทุน รัฐบาลจะเข้ามาช่วยเหลือกองทุนก็ต่อเมื่อสภาวะการเงินของกองทุนอยู่ในภาวะวิกฤตเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นการตรึงราคาน้ำมันครั้งก่อนตอนที่ขึ้นไปแตะ 100 ดอลล่าร์สหรัฐใหม่ ๆ รัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันจนหมด เลยต้องตั้งงบประมาณอุดหนุนกองทุน (ยกให้เฉย ๆ นั่นแหละ) 5,000 ล้านบาท ซึ่งผิดหลักการคนซื้อเป็นคนจ่าย เพราะเงิน 5,000 ล้านบาทนั้นมาจากผู้เสียภาษีทุกคนไม่ว่าจะมีรถส่วนตัวที่ต้องเติมน้ำมันหรือไม่ อันนี้เป็นการช่วยเหลือแบบตรง ๆ ช่วยเหลือแบบอ้อม ๆ ก็อย่างเช่นกองทุนอ้อยและน้ำตาลไม่มีเงินจ่ายชดเชยค่าอ้อย  รัฐบาลก็ให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลไปกู้เงิน ธกส. โดยรัฐบาลค้ำประกันให้ (ซึ่งกองทุนฯ อยากให้รัฐบาลอุดหนุนมากกว่า - ไม่ต้องใช้หนี้)

การที่รัฐบาลตั้งงบประมาณเข้าไปอุดหนุนกองทุน ไม่ใช่สิ่งที่ดีนะครับ เพราะมันก็เท่ากับว่าคนซื้อต้องจ่ายสองรอบ จ่ายเงินเข้ากองทุนยังไม่พอ ยังเอาเงินภาษีไปจ่ายอีกรอบ แถมคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องก็ต้องจ่ายด้วย เพราะเงินภาษีมาจากทุกภาคส่วนของประเทศ

ข้อดีของกองทุนฯ มีอยู่อย่างเดียวครับ คือมีเงินสำหรับเอาไปแทรกแซง ส่วนข้อเสียนั้นยาวเหยียดเริ่มตั้งแต่ข้อเสียจากการแทรกแซงเลยทีเดียว การแทรกแซงราคาเป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาดครับ อย่างที่ผมเล่าในเอนทรีที่แล้ว การบิดเบือนกลไกราคาตลาดหากทำระยะสั้น ๆ เป็นเรื่องที่ดีไม่มีปัญหาครับ ยิ่งสั้นเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น เป็นเหมือนกับเบาะลมลดแรงกระแทก แต่ถ้าทำต่อเนื่องนาน ๆ ล้วนแต่เป็นภัยร้ายแรง

.
กลไกราคาตลาดมันสำคัญมากนักหรือไง ทำไมถึงแทรกแซงนาน ๆ ไม่ได้?

.
ในโลกทุนนิยมที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้ กลไกราคาตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจครับ กฏแรงซื้อ-แรงขาย (Demand-Supply) เป็นแกนกลางของกลไกราคาตลาด สินค้าที่คนต้องการเยอะแต่มีน้อยจะมีราคาแพง สินค้าที่คนต้องการน้อยแต่มีเยอะจะราคาถูก ราคาสินค้าดีจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ผลิตผลิตออกมาจำหน่ายให้มากที่สุดเพื่อเงินในกระเป๋าที่เพิ่มพูนขึ้น ในขณะเดียวกันราคาสินค้าที่แพงก็จะทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคลงเพื่อความอยู่รอดยาวนานของเงินในกระเป๋าเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วแรงซื้อและแรงขายก็จะเข้าสู่สภาวะสมดุลย์ คือมีสินค้ามากขึ้นจนราคาลดลง (supply เพิ่มราคาลด-กรณีอ้อยและน้ำตาล) หรือในกรณีที่สินค้ามีน้อยไม่สามารถเพิ่มได้ คนซื้อก็จะลดการบริโภค (demand ลด ราคาไม่เพิ่มขึ้น-กรณีน้ำมันเชื้อเพลิง)

การแทรกแซงราคาเป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาด กองทุนอ้อยและน้ำตาลกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่างกันตรงนี้ครับ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินกองทุนแทรกแซงราคาจำหน่ายเพื่อช่วยเหลือคนซื้อ ส่วนกองทุนอ้อยและน้ำตาลใช้เงินกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนขาย

ในส่วนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะพูดสั้น ๆ นะครับ เพราะถ้าจะเล่ากันจริง ๆ เฉพาะเรื่องนี้ก็ยาวเกิน 3 เอนทรี การแทรกแซงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทำกันอยู่ 2 วิธีครับ วิธีแรกคือใช้การเก็บเงินเข้ากองทุนเป็นบัฟเฟอร์ (Buffer-ภาษาไทยเค้าว่าเป็นเบาะกันกระแทก) คือถ้าน้ำมันในตลาดโลกขึ้นราคาก็ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนลง ถ้าน้ำมันในตลาดโลกลดราคาก็เก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่ม ทำให้ราคาน้ำมันไม่เคลื่อนไหวรุนแรง ขึ้นลงไม่เยอะ อีกวิธีนีงก็คือใช้เงินกองทุนเข้าไปตรึงราคา แปลง่าย ๆ ว่าซื้อแพงมาขายถูกนั่นแหละครับ ส่วนที่ขาดทุนก็เอาเงินกองทุนจ่ายชดเชยให้กับโรงกลั่น (ตอนโรงกลั่นกำไร ไม่เห็นมาจ่ายชดเชยให้เรามั่งเลย - ฮา)

การทำบัฟเฟอร์หรือการตรึงราคา ถ้าทำในช่วงสั้น ๆ เป็นเรื่องที่ดีครับ บิดเบือนกลไกแค่ช่วงสั้น ๆ เพื่อให้คนซื้อมีโอกาสปรับตัว ไม่ช็อคหัวใจวายกับราคาน้ำมันที่พุ่งพรวดอาทิตย์เดียวขึ้นห้ารอบ หลังจากแทรกแซงก็ต้องค่อย ๆ ปรับราคาให้สูงขึ้นทีละนิดจนกระทั่งราคาเป็นไปตามกลไกตลาดแล้วจึงหยุดแทรกแซง

แต่รัฐบาลของเรารักประชาชนครับ ยอมทำผิดหลักการทั้งหมดของการแทรกแซง ตั้งแต่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพียงอย่างเดียว (น้ำมันดีเซลที่ใช้ในรถยนต์) การตรึงราคาดีเซลก็ทำทั้งสองแบบครับคืองดเก็บเงินเข้ากองทุน และเอาเงินกองทุนมาจ่ายชดเชยซื้อดีเซลแพงมาขายถูก โดยเงินที่ใช้ตรึงราคาก็เป็นเงินกองทุนที่เก็บจากคนซื้อน้ำมันเบนซิน คนใช้รถเบนซินบ้านเราเลยกลายเป็นคนอุ้มคนใช้รถดีเซล แทนที่จะเป็นคนใช้รถดีเซลอุ้มคนใช้รถดีเซลตามหลักการ เมืองนอกเบนซินถูกกว่าดีเซล เมืองไทยดีเซลถูกกว่าเบนซิน นี่คือความบิดเบี้ยวของกลไกราคาครับ

การทำแบบนี้รัฐบาลก็มีเหตุผลนะครับ เพราะราคาน้ำมันดีเซลมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการขนส่ง รถบรรทุกหนักเป็นรถดีเซลทั้งหมด ถ้าน้ำมันดีเซลแพงค่าขนส่งก็จะแพง ค่าขนส่งแพง ราคาสินค้าทุกชนิดก็จะแพง

ถ้าผิดหลักการแทรกแซงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ แต่พี่ไทยของเราบิดเบือนกันมานานกว่าสามปีแล้วครับ (ผมคิดว่าน่าจะ 5 ปีด้วยซ้ำไป) ปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงตอนนี้ก็แค่รอเวลาแตกโพล๊ะเปิดตัวให้อลังการงานสร้างแค่นั้นเองครับ ผลของการบิดเบือนกลไกเป็นระยะเวลานานก็เริ่มเห็นกันแล้วครับนั่นคือ ปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลไม่ลดลง (ปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก) ในขณะที่ความพยายามในการลดการใช้น้ำมันดีเซลไม่คืบหน้า รถดีเซลไม่สามารถใช้ CNG ทดแทนการใช้น้ำมันได้ทั้งหมดเหมือนรถเบนซิน การติด CNG ในรถดีเซลไม่สามารถลดการใช้น้ำมันดีเซลได้อย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นว่าจะออกกฏหมายบังคับให้รถดีเซลทุกคันติดตั้ง CNG หรือการใช้น้ำมันปาล์มมาผสมน้ำมันดีเซล (B2, B3, B5) ไบโอดีเซลพวกนี้ไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันลดลง รัฐบาลต้องจ่ายเงินชดเชยเพิ่มอีกต่างหากเพื่อให้ราคาน้ำมันไบโอดีเซลมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซล 100% (แต่ต้องทำเพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน) น้ำมันไบโอดีเซลขายถูกว่าน้ำมันดีเซล น้ำมันดีเซลขายถูกว่าราคาที่เป็นจริง (บิดเบือนสองเด้ง) แบบนี้การใช้น้ำมันดีเซลไม่มีทางลดลงหรอกครับ มีแต่จะเพิ่มขึ้น
.
.

รถบรรทุก CNG
.

เราสูญเสียเงินไปกับการตรึงราคาน้ำมันดีเซลหลายหมื่นล้านบาท เพื่อตรึงค่าขนส่งไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อตรึงราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนไม่เดือดร้อน (คนขับรถเบนซินจ่ายให้ - ฮา) น่าเสียดายครับ เงินหมื่นล้านสร้างรถไฟรางคู่ได้สบาย ๆ แต่ก็นั่นแหละครับได้อย่างก็ต้องเสียอย่างเสมอ

.

.
อย่าเพิ่งสงสัยนะครับว่าตั้งเอนทรีเรื่องกองทุนน้ำมันปาล์มแล้วทำไมเล่าเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกับกองทุนอ้อยและน้ำตาลซะยาวเหยียด อ่าน ๆ ไปเถอะครับ รับรองดี (ฮา)

.

มาพูดถึงการแทรกแซงราคาน้ำตาลทรายกันบ้าง การแทรกแซงราคาน้ำตาลทรายเป็นเรื่องประหลาดครับ เพราะแทรกแซงเพื่อคนขายไม่ได้แทรกแซงเพื่อคนซื้อ คนกินน้ำตาลจ่ายเงินเพิ่มเพื่อช่วยคนปลูกอ้อยและโรงงานน้ำตาล เป็นเรื่องแปลกแต่ก็มีเหตุผลครับ

ก่อนอื่นต้องพูดถึงโครงสร้างน้ำตาลโดยรวม ๆ กันก่อนครับ ประเทศไทยเราผลิตน้ำตาลได้เยอะครับ เยอะเกินกว่าที่จะกินในประเทศได้หมด เราจึงส่งน้ำตาลขายต่างประเทศ สมัยก่อนตอนที่ยังไม่มีการวางระบบการขายน้ำตาลแบบทุกวันนี้ น้ำตาลจะขึ้น ๆ ลง ๆ ขาดตลาดเป็นพัก ๆ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำตาลในตลาดโลก คือถ้าน้ำตาลในตลาดโลกแพง พ่อค้าก็จะพากันส่งออกน้ำตาลจนไม่มีเหลือ ทำให้น้ำตาลในประเทศขาดตลาด ไม่มีน้ำตาลกิน ที่มีขายก็ราคาแพงเว่อร์ ถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำ พ่อค้าก็จะพยายามขายในประเทศ แต่คนไทยเราไม่ได้กินน้ำตาลแทนข้าว ดังนั้นสักพักราคาน้ำตาลในประเทศก็จะตกต่ำ ขายในประเทศก็ไม่ได้ราคา ส่งออกก็ไม่ได้ราคา ส่งผลให้เกษตรกรถูกกดราคารับซื้อ เกษตรกรขายอ้อยไม่ได้ราคาปีต่อไปก็หันไปปลูกอย่างอื่นแทน ทำให้อ้อยขาดตลาด น้ำตาลก็แพงอีก เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา

รัฐบาลจึงเข้าควบคุมธุรกิจอ้อยและน้ำตาลแบบครบวงจร โดยแบ่งบริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งหมดออกเป็น 3 ส่วน เรียกว่าโควต้าน้ำตาล

- โควต้า ก. เป็นน้ำตาลที่กำหนดให้ขายในประเทศเท่านั้น
- โควต้า ข. เป็นน้ำตาลที่บังคับผลิตเพื่อส่งมอบให้กับบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด เอาไปส่งออกจำนวน 8 แสนตัน เพื่อที่จะได้เอาราคาที่ส่งออกมาคำนวน เป็นราคาส่งออกของน้ำตาลในระบบทั้งหมด
- โควต้า ค. เป็นน้ำตาลที่เหลือจาก โควต้า ก. และ ข. เป็นน้ำตาลที่สามารถส่งออกได้ในแต่ละปี

การกำหนดให้มีโควต้า ข. นั้นก็เพื่อนำมาคำนวนหาราคาอ้อยครับ สมัยก่อนเกษตรกรขายอ้อยให้โรงงานได้ราคาไม่ค่อยแน่นอนและมีโอกาสขาดทุนสูง รัฐบาลเลยแก้ปัญหาด้วยการกำหนดราคารับซื้อก่อน ราคารับซื้อเป็นส่วนผสมระหว่างราคาน้ำตาลขั้นต้นกับส่วนต่างราคาน้ำตาลขั้นสุดท้าย ราคาน้ำตาลขั้นต้นก็คือตัวกำหนดราคาอ้อยขั้นต่ำสุด เป็นราคาตั้งต้นของราคาน้ำตาลในประเทศ ส่วนราคาขั้นสุดท้ายคือ ราคาน้ำตาลที่ขายได้ทั้งหมดรวมทั้งน้ำตาลที่ขายในตลาดต่างประเทศ**

ถ้าไม่มีโควต้า ข. กำหนดราคารับซื้อกันเรื่อยเปื่อยตามใจฉัน ถ้ากำหนดราคารับซื้ออ้อยสูงเกินไปแล้วส่งออกไม่ได้ราคา โรงงานก็จะเจ๊งเพราะขาดทุน ถ้ากำหนดราคารับซื้อต่ำเกินไปเพราะกลัวส่งออกไม่ได้ เกิดขายได้ราคาดี โรงงานก็รวยเละ เกษตรกรก็จนเท่าเดิมและจะถูกกดราคาไปเรื่อย ๆ

ราคารับซื้ออ้อย = ราคาในประเทศเฉลี่ยกับราคาส่งออก* ถ้าปีไหนราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำเกษตรกรก็จะได้เงินน้อย ถ้าราคารับซื้ออ้อยต่ำกว่าต้นทุนการปลูกอ้อย เกษตรกรก็จะขาดทุน กองทุนอ้อยและน้ำตาลเข้ามามีบทบาทตรงนี้นี่แหละครับ นั่นคือถ้าปีไหนที่คำนวนราคารับซื้อออกมาแล้วต่ำกว่าต้นทุนการปลูก ก็จะเอาเงินกองทุน (ที่เก็บจากคนซื้อ - ในประเทศ) มาจ่ายชดเชยให้เกษตรกร เรียกว่าการเพิ่มเงินค่าอ้อย ทำให้เกษตรกรไม่ขาดทุน ทำให้โรงงานก็ไม่ต้องแบกภาระความเสี่ยง

หมายเหตุ*

ราคาอ้อย = (0.7(ร.1 + ร.2))/อ้อยที่เข้าหีบ

โดยที่

ราคาอ้อย                   =  บาท/ตัน
      0.7                      =  สัดส่วนของชาวไร่อ้อย
       ร1                      = รายรับสุทธิจากการจำหน่ายน้ำตาลภายในประเทศ
       ร2                      = รายรับสุทธิจากการจำหน่ายน้ำตาลไปต่างประเทศ
อ้อยเข้าหีบ                 = ปริมาณตันอ้อยที่เข้าหีบในโรงงานทั้งหมด


หมายเหตุ**

การกำหนดราคาอ้อย (ขั้นต้นและขั้นสุดท้าย)

ก่อนเริ่มฤดูการผลิตน้ำตาลทรายในปีหนึ่ง ๆ นั้น คณะกรรมการบริหารมีหน้าที่ที่จะต้อง จัดทำประมาณการรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายที่คาดว่าจะผลิตได้ในฤดูนั้น เพื่อกำหนดราคาอ้อย ขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ซึ่งวิธีการและหลักเกณฑ์ในการ จัดทำนั้น จะเป็นไปตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนด โดยการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นนั้น ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละแปดสิบของประมาณการรายได้ และต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายด้วย

 เมื่อคณะกรรมการบริหารได้จัดทำประมาณการรายได้และกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและการจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นแล้ว  จะต้องแจ้งให้แก่สถาบันชาวไร่อ้อย และสมาคมโรงงานทราบ พร้อมทั้งจัดให้มีการประชุมผู้แทนสถาบันชาวไร่อ้อย และผู้แทนสมาคมโรงงานเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อคัดค้าน โดยจะต้องมีการจัดทำหนังสือแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า สิบวันก่อนวันประชุม ซึ่งหากมีการคัดค้านให้ทำคำคัดค้านเป็นหนังสือพร้อมด้วยเหตุผลโดยละเอียด ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ก่อนวันประชุม

จากนั้นทาง สอน.จะสรุปผลการประชุมพร้อมตัวเลขประมาณการรายได้ และราคาอ้อย ขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นเสนอต่อคณะกรรมการอ้อยและ น้ำตาลทราย เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นต่อไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ 

เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว สอน.ก็จะประกาศราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่าย น้ำตาลทรายขั้นต้นในราชกิจจานุเบกษา โดยโรงงานจะใช้ราคาอ้อยขั้นต้นที่กำหนดไว้นี้ ในการคำนวณเงินเพื่อชำระค่าอ้อยล่วงหน้าให้แก่ชาวไร่อ้อย  และเมื่อสิ้นเดือนกันยายนของทุกปี คณะกรรมการบริหารก็จะต้องคำนวณรายได้สุทธิที่ได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายในแต่ละฤดูการผลิต 

จากนั้นในเดือนตุลาคม คณะกรรมการชุดนี้จะต้องกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายเสนอต่อ คณะกรรมการชุดใหญ่ โดยในการกำหนดนั้นจะต้องคำนึงถึงรายได้สุทธิที่คำนวณไว้ ต้นทุนและผล ตอบแทนในการผลิตอ้อย ต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตน้ำตาลทราย ราคาอ้อยขั้นต้น ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น และเงินที่ได้รับจากกองทุน        เมื่อคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายเห็นชอบกับการกำหนดราคาดังกล่าวแล้วจะต้อง นำเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เช่นเดียวกับการกำหนดราคาขั้นต้น ซึ่งหากราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้น สุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น กองทุนอ้อยและตาลทรายจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้แก่โรงงานเท่ากับส่วนต่าง ๆ ดังกล่าว โดยที่ชาวไร่อ้อยไม่ต้องส่งคืน ค่าอ้อยที่ได้รับล่วงหน้าและมีราคาเกินกว่านั้นกับโรงงาน

ในทางกลับกันหากราคาอ้อยขั้นสุดท้าย และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายสูงกว่าราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น โรงงานจะต้องชำระค่าอ้อยเพิ่มให้แก่ชาวไร่อ้อยจนครบตามราคาขั้นสุดท้าย

.



.
.
การเก็บเงินเข้ากองทุนก็อย่างที่บอก คือบวกเข้าไปในราคาขายปลีกเลย การเก็บเงินเข้ากองทุนเป็นการป้องกันปัญหาน้ำตาลในประเทศขาดแคลนเนื่องจากผู้ส่งออกแอบเอาน้ำตาลโควต้า ก. ไปขายต่างประเทศแบบบ้าเลือดไปในตัว (สมมุติว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีราคาดี)

ป้องกันได้อย่างไร?

การกำหนดโควต้าน้ำตาลเป็นการกำหนดตัวเลขตายตัวครับ คณะกรรมการน้ำตาลฯ จะกำหนดตัวเลขตายตัว (จากการคำนวน) เลยว่าปีนี้คนไทยจะบริโภคน้ำตาลกี่ตัน (ตัวเลข โควต้า ก.) ตัวเลขนี้จะถูกนำมาใช้ในการคำนวนจำนวนเงินที่โรงงานน้ำตาลจะต้องส่งมอบให้กับกองทุนฯ โดยรัฐบาลจะเป็นคนกำหนดว่าจะเก็บกิโลละกี่บาท พอเอาตัวเลขนี้มาบวกกับต้นทุนการผลิตน้ำตาล ก็จะกลายเป็นราคาน้ำตาลภายในประเทศ ซึ่งจะกำหนดให้มีราคาแพงกว่าราคาน้ำตาลในตลาดโลก

ยกตัวอย่างสมมุติว่า ต้นทุนน้ำตาลกิโลละ 10 บาท ราคาในตลาดโลกอยู่ที่ 15 บาท รัฐบาลจะเก็บเงินเข้ากองทุนมากกว่า 5 บาท ติ๊งต่างว่าเก็บ 7 บาท ทำให้น้ำตาลโควต้า ก. (ขายในประเทศ) มีราคากิโลละ 17 บาท แพงกว่าน้ำตาลในตลาดโลก 2 บาท

โรงงานน้ำตาลหรือผู้ส่งออกจะเอาน้ำตาลโควต้า ก. ไปขายเมืองนอกก็ไม่คุ้ม เพราะไม่ว่าจะขายน้ำตาลโควต้า ก. ในประเทศ หรือแอบเอาไปขายต่างประเทศ โรงงานก็ต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ กิโลละ 7 บาทอยู่ดี ส่งออกได้ 15 บาทก็จริง แต่ต้องจ่ายให้กองทุนฯ 7 บาท ขาดทุน 2 บาท ดังนั้นไม่ว่าราคาในตลาดโลกจะแพงแค่ไหนก็ตาม โควต้า ก. ก็จะไม่ถูกแตะต้องเพราะมันจะแพงกว่าอยู่ตลอดเวลา ทำให้น้ำตาลในประเทศไม่ขาดตลาด


ฟังแล้วดูดีนะครับ แม้ว่าคนไทยต้องซื้อน้ำตาลในราคาแพงกว่าต่างประเทศ แต่ก็ประกันได้ว่าน้ำตาลจะไม่ขาดตลาด ในขณะเดียวกันเกษตรก็อยู่ได้ โรงงานก็จะไม่มีวันขาดทุน สมประโยชน์กันทุกฝ่าย (แต่คนซื้อน้ำตาลจ่ายอยู่ฝ่ายเดียว - ฮา) ฟังดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรบิดเบี้ยวใช่มั้ยครับ

.
มาดูความบิดเบี้ยวกันครับ

.
วิธีแทรกแซงกลไกราคาน้ำตาลนี้ถูกคิดค้นขึ้นในสมัยยังไม่ลดค่าเงินบาทครับ และในตอนนั้นราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีราคาสูง มีปัญหาน้ำตาลในประเทศขาดแคลนเป็นประจำ พอใช้วิธีนี้แทรกแซงน้ำตาลก็ไม่มีปัญหาการขาดตลาดอีกเลย เกษตรกรก็ไม่ขาดทุน ก็เลยใช้กันมาเรื่อย ๆ (แทรกแซงเป็นระยะเวลายาวนาน)

ต่อมาราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีราคาลดต่ำลง กองทุนฯ ก็เริ่มมีปัญหาเพราะต้องชดเชยราคาอ้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เก็บเงินเข้ากองทุนได้น้อยลง หนองเกือบจะแตก เกษตรกรกำลังจะออกมาเดินประท้วงราคาอ้อยตกต่ำกันอยู่แล้ว พอดีเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยลดค่าเงินบาท ในช่วงนั้นรัฐบาลไม่เก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อไม่ให้ราคาน้ำตาลสูง กองทุนก็ไม่มีเงิน น้ำตาลในตลาดโลกก็ราคาไม่ดี แต่สถานการณ์กลับช่วยประคองให้ระบบไม่ล่ม ส่งออกขายน้ำตาลได้เงินดอลล่าร์น้อยก็จริงแต่พอแลกกลับมาเป็นเงินไทยได้เยอะขึ้น ถัวเฉลี่ยแล้วราคาในตลาดโลก กับราคาในประเทศมีราคาพอ ๆ กัน เลยไม่มีการแอบเอาน้ำตาลโควต้า ก. ไปขายต่างประเทศ ส่วนเกษตรกรก็อยู่ได้ไม่ต้องชดเชยค่าอ้อย รอดตัวแบบหวุดหวิด

เหตุการณ์สงบอยู่ได้ไม่นาน ราคาน้ำตาลในตลาดโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ น้ำตาลก็เริ่มขาดตลาด รัฐบาลจึงต้องเริ่มเก็บเงินเข้ากองทุนอีกครั้งตามกลไกแทรกแซงเดิม และแทรกแซงมาจนถึงปัจจุบัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (เริ่มเผยตัว) ก็คือต้นทุนสินค้าทุกชนิดขึ้นราคา น้ำตาลก็ขึ้นราคาด้วย (ขึ้นจากต้นทุนการปลูกอ้อยที่เพิ่มขึ้น) การเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้บริโภค แต่จะหยุดเก็บก็หยุดไม่ได้ น้ำตาลในตลาดโลกมีราคาสูงถ้าหยุดเก็บจะทำให้ราคาน้ำตาลในประเทศต่ำกว่าราคาในตลาดโลก น้ำตาลโควต้า ก. จะถูกแอบเอาไปขายต่างประเทศทันทีนั่นคือจะทำให้น้ำตาลขาดตลาด
.
.


.

ยุ่งอิรุงตุงนังไปหมดครับ ปี 53 ต่อเนื่องมาถึง 54 บาทแข็ง (ส่งออกได้เงินบาทน้อยลง) ประกอบกับคาดการณ์กันว่าบลาซิลและอินเดียจะผลิตน้ำตาลได้เยอะ ราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีแนวโน้มราคาลดลง น่าจะหยุดเก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อลดภาระให้กับผู้บริโภคได้ อ้าวลานิน่ามาพอดี ปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกลดลงน้ำตาลในตลาดโลกเลยไม่ลดราคา ทำให้หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนไม่ได้อีก

ตอนนี้ก็รอเวลากันหละครับ ว่าหนองน้ำตาลจะแตกโพล๊ะเมื่อไหร่ และจะแตกอีท่าไหน (ที่แน่ ๆ น้ำตาลกำลังจะขึ้นราคาอย่างแน่นอน เพราะปุ๋ยจ่อขึ้นราคาแล้ว - ฮา)

.

.

เขียนเรื่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกับกองทุนอ้อยและน้ำตาลให้อ่านกันก็เพราะ กองทุนน้ำมันปาล์มมันจะมาอีหรอบเดียวกันกับสองกองทุนนี้แหละครับ อาจจะเป็นแบบใดแบบหนึ่ง หรือว่าอาจจะเป็นยำรสอร่อยของทั้งสองแบบรวมกัน แม้ว่าวันนี้กองทุนน้ำมันปาล์มจะยังไม่เกิดเพราะนายกฯ อภิสิทธิ์บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นก็ตาม (ซึ่งผมเห็นด้วยกับนายกฯ นะ) แต่แนวคิดที่จะตั้งกองทุนมันเกิดขึ้นแล้ว และกระทรวงพาณิชย์ก็คงจะผลักดันให้มันเกิดในที่สุด

ผมทำนายว่ากองทุนน้ำมันปาล์มจะออกมาในรูปแบบคนซื้อจ่ายเพื่อช่วยคนขาย แบบเดียวกับกองทุนอ้อยและน้ำตาล แต่รูปแบบการดำเนินงานจะคล้ายกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นั่นคือเราต้องซื้อน้ำมันปาล์มในราคาที่แพงขึ้นเพื่อเก็บเงินเข้ากองทุน ถ้าปาล์มราคาตกต่ำก็จะเอาเงินกองทุนไปจ่ายชดเชยให้กับเกษตรกรเพื่อไม่ให้ออกมาประท้วง (ฮา) ถ้าปาล์มมีราคาแพงก็จะใช้เงินกองทุนตรึงราคาน้ำมันปาล์มเอาไว้ที่ราคาควบคุม จ่ายชดเชยให้กับโรงกลั่นแทน เพื่อให้น้ำมันปาล์มไม่ขาดตลาดจากการที่โรงกลั่นหยุดผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวด (เกษตรกรสามารถขายปาล์มได้ราคาดี ในขณะที่น้ำมันปาล์มไม่แพงขึ้นและไม่ขาดตลาด)

.
การเกิดขึ้นของกองทุนน้ำมันปาล์ม จะทำให้เราไม่สามารถกินน้ำมันปาล์มได้ในราคาถูกอีกต่อไป ช่วงที่น้ำมันปาล์มมีราคาถูกรัฐบาลจะเก็บเงินเข้ากองทุน ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดมีราคาทรงตัวไม่ลดลง ผลกระทบจากการบิดเบือนกลไกราคานั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ แต่จะบิดเบี้ยวแค่ไหนยังคงไม่มีคำตอบ ทั้งหมดขึ้นกับว่ากองทุนฯ จะดำเนินการอย่างไรและสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มในตลาดโลกจะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องน้ำมันปาล์มมันเกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม รวมไปจนถึงน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยครับ

.
ปาล์มน้ำมันเป็นเพียงดาบแรก ๆ เท่านั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนกลไกราคาตลาดโดยการควบคุมราคา นำมาซึ่งปัญหามากมาย ยังมีสินค้าควบคุมราคาอีกหลายตัวที่เริ่มประสบปัญหาแบบเดียวกับน้ำมันปาล์ม ตัวอย่างที่เริ่มมีให้เห็นแล้วก็คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่นอกเหนือจากจะมีปัญหาเรื่องน้ำมันปาล์มแล้ว ยังมีปัญหาวัตถุดิบเช่นแป้งหมี่มีราคาสูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาได้เนื่องจากรัฐบาลไม่ยอมให้ปรับราคา จนตอนนี้เริ่มลดกำลังการผลิตลงแล้ว ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นสุดท้ายแล้วเราคงจะได้เห็นบะหมี่ขาดตลาดอย่างแน่นอน

แนวความคิดการตั้งกองทุนน้ำมันปาล์ม เป็นการบิดเบือนกลไกราคาตลาดโดยวิธีการแทรกแซง หากใช้ไม่ถูกวิธี หรือใช้ในระยะเวลายาวนานเกินไปก็จะทำให้เกิดปัญหาเรื้อรังแบบเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำตาล ก็ได้แต่หวังครับว่า รัฐบาลจะตั้งให้คนมีฝีมือเข้ามารับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว

.

.
สุดท้าย เอนทรีที่แล้วมีคำถามจากคุณภาษาหลากสี (นิดนรี) ว่าหากผมเป็นรัฐบาลผมจะแก้ปัญหาอย่างไร?

.
การแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มในตอนนี้ อยู่ในสภาพที่เรียกว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว ไม่ทันการณ์แล้ว ปัญหามันปะทุขึ้นมาเกินระดับที่จะเยียวยาได้ ที่ทำได้ในขณะนี้คือต้องควบคุมความเสียหายให้เกิดน้อยที่สุด ปาล์มฤดูกาลใหม่กำลังจะออกมาแล้ว เมื่อมีวัตถุดิบในการผลิตก็จะมีน้ำมันปาล์มออกมาสู่ท้องตลาด และราคาก็จะค่อย ๆ ลดลง แต่ผมจะไม่หวังพึ่งน้ำมันธงฟ้าเพียงอย่างเดียวเหมือนกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมจะปรับราคาควบคุมน้ำมันถั่วเหลืองให้สูงขึ้น เพื่อให้มีน้ำมันถั่วเหลืองออกสู่ท้องตลาด เนื่องจากวัตถุดิบไม่ขาดแคลน ติดขัดแค่ปัญหาราคาควบคุมจึงหยุดผลิต น้ำมันปาล์มควบคุมราคาอยู่ที่ 47 ถ้าปรับราคาควบคุมน้ำมันถั่วเหลืองให้อยู่ที่ 52-55 น่าจะมีน้ำมันถั่วเหลืองออกมาในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ส่วนในระยะยาว ถ้าหากนายกฯ ไม่ยุบสภาอยู่จนครบเทอม ถ้าผมเป็นรัฐบาล ผมจะปรับ ครม. เอารัฐมนตรีพาณิชย์คนนี้ออก (ก็คงต้องเจรจากับภูมิใจไทย) เอาคนที่มีฝีมือเข้ามานั่งแทน ไม่ใช่เพื่อเป็นการลงโทษหรือหาคนรับผิดชอบความเสียหาย แต่เพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังจ่อคิวจะเกิดอย่างเร่งด่วน ปัญหาลักษณะเดียวกันทั้งนั้น คือควบคุมราคาจนผู้ผลิตไม่สามารถแบกภาระการขาดทุนได้ การแก้ไขปัญหาไม่ได้ทำด้วยการปรับราคาควบคุม แต่ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ ยกตัวอย่างเช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการให้ปรับราคา แต่ต้องแก้ปัญหาเรื่องไข่และแป้งหมี่ที่มีราคาแพงให้ถูกลงเป็นต้น

.

จบแล้วครับ เอนทรีนี้ยาวมาก ต้องขออภัยเพื่อน ๆ และท่านผู้อ่านทุกท่านมา ณ ที่นี้ครับ
ขอขอบคุณภาพประกอบจากบล็อกคุณสายลมที่ผ่านมา และท่านเจ้าของภาพที่ผมไม่ทราบนามทุกท่าน และขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงในหมายเหตุจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายครับ

.
สวัสดีครับ

.
.

โดย ปรัตยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net