วันที่ พุธ มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๕๔) หวนคืนบ้านเกิด ซับแดง


          ผมหอบหิ้วลูกเมียกลับซับแดง ไปพำนักอยู่บ้านพ่อเมืองแม่ที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน บ้านเลขที่ ๑ หมู่ที่ ๙ บ้านซับแดง ตำบลโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น

          “บ้านที่เคยอยู่ อู่ที่เคยนอน”

          จำได้ว่าตอนที่ออกจากเขตป่าเทือกเขาภูพาน ผมมีเพียงเป้หลังใบเดียว แต่เมื่อต้องอพยพครอบครัวหวนคืนบ้านเกิด “ซับแดง” ผมต้องเช่าเหมารถยนต์บรรทุก ๖ ล้อ เพื่อย้ายฐานการเคลื่อนไหวจากในเมืองหลวงกลับสู่ชนบทอีกครั้งหนึ่ง

          กลับไปถึงซับแดง มีเรื่องใหม่ที่ต้องคิดอ่าน เมื่อคุณตาผิว สะบก (เวลานี้เสียชีวิตแล้ว) ผู้ใหญ่บ้านประกาศจะลาออกถ้า “สมคิด” พร้อมจะเข้าแทนที่ “ผู้ใหญ่บ้านบ้านซับแดง”

สมัยที่เป็นนายก อบต.ซับสมบูรณ์

          ต้องกลับไปดูประวัติศาสตร์หมู่บ้านสักเล็กน้อย ผมเคยให้แนวคิดกับโรงเรียนมัธยมประจำตำบลว่าอยากให้เด็กได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตน โดยมอบหมายให้เด็กนักเรียนไปค้นคว้าว่าหมู่บ้านของตนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร แล้วเขียนรายงาน ผมพร้อมจะรวบรวมตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม

          เหมือนขว้างงูไม่พ้นคอ

          ปรากฏว่าผมต้องมานั่งตอบคำถามเด็กๆ เนื่องจากครูแนะนำให้เด็กไปสัมภาษณ์ผมในฐานะผู้รู้ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้รู้อะไรทั้งหมดดอก ต้องการให้ครูจัดกระบวนการให้เด็กไปเก็บข้อมูลจากพ่อแก่แม่เฒ่าที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วนำมาเรียบเรียงให้เป็นประวัติศาสตร์หมู่บ้าน ผมเพียงอยากต่อยอดองค์ความรู้เรื่องท้องถิ่นที่เด็กๆ ไปหาข้อมูลมา แล้วให้คำแนะนำในเรื่องการเรียบเรียง คือให้เทคนิคเรื่องการเขียน

          แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ เพราะครูมักง่าย โดยเฉพาะผู้บริหารโรงเรียนที่มีแต่เวลาสำหรับการยกระดับฐานะทางราชการของตัวเอง จากผู้อำนวยการระดับ ๗ เป็นระดับ ๘ ระดับ ๙... อย่างต่อเนื่อง จนไม่เหลือเวลาให้กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียน!

          ย้อนรอยถอยหลังกลับไปราว ๗๐-๘๐ ปีก่อนหน้านี้ ในยุคต้นๆ ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่กษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มีไทครัวผู้อพยพหนีภัยน้ำท่วมจากเขตที่ราบริมฝั่งแม่น้ำซี มาหาที่ตั้งรกรากถิ่นฐานแห่งใหม่ในที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง

          ละแวกภูผาป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์สินธรรมชาติ!

          สามารถยังชีพอยู่ได้ในทุกฤดูกาล โดยพึ่งพาทรัพยากรที่มีอยู่ตามธรรมชาติ อาทิ หน่อไม้ไผ่รวกบนภูเขา เห็ดป่านานาชนิดที่มีให้เก็บทั้งหน้าฝนและหน้าอื่น กุ้งหอยปูปลา ผักป่าผักน้ำ ฯลฯ

          มีให้เก็บกินดาษดื่น!

          ตลอดทั้งปี!

          เพราะที่นี่เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์ในดินสินในน้ำ จนต้องขนานนามนิคมคนอพยพเหล่านี้ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ซับ” อันหมายถึงแหล่งน้ำซับที่รินไหลออกมาจากแหล่งลุ่มน้ำธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยภูผาป่าไม้

          อย่างบ้านผม มีน้ำซับพวยพุ่งขึ้นมาใกล้ต้นแดงใหญ่เหมือนน้ำพุ หมู่บ้านจึงได้ชื่อ “ซับแดง”

          เมื่อก่อน ถ้าเอ่ยนามหมู่บ้านซับบอน... ซับแดง คนทั้งหลายจะดูหมิ่นถิ่นแคลน ว่าเป็นบ้านป่าขาดงที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง

          ความเป็นจริงก็เป็นเช่นนั้นครับ!

          สภาพเดิมๆ ที่ผมจดจำสมัยที่อยู่ในวัยเด็ก หมู่บ้านของพวกผมค่อนข้างเร้นลับ ตั้งอยู่ชายแดนอำเภอและจังหวัด...

          นานนับชั่วนาตาปีกว่าจะมีเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาในหมู่บ้านสักคัน ทางหลวงกลางหมู่บ้านเป็นทรายลึกกว่าครึ่งแข้ง รถบรรทุกหัวโตเหมือนตัวกุดจี่มักจะลุยผ่านได้ยาก ต้องเกณฑ์กำลังชาวบ้านมาช่วยดันท้าย หรือไม่ก็ต้องใช้ลวดสลิงมัดโยงกับต้นไม้ใหญ่ข้างหน้า แล้วใช้กำลังเครื่องยนต์ดึงม้วนสายลวดสลิงลากรถยนต์ให้พ้นหล่มทราย

          เป็นมหกรรมที่น่าตื่นเต้นสำหรับเด็กน้อยอย่างพวกผม...

          ต่อมามีเรื่องอัศจรรย์เกิดขึ้น เมื่อมีคนในตระกูล “ผู้ใหญ่สมบูรณ์ ชื่นใจ” ผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านซับแดง มีโอกาสไปร่ำเรียนในระดับมหาวิทยาลัย...ทั้งลูกและหลาน

          โดยเฉพาะที่... มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์!

          งานวันธรรมศาสตร์ปี ๒๕๔๘ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม มีคนขอให้ผมเขียนกลอนเพื่ออ่านในงานวันธรรมศาสตร์ขอนแก่น และตีพิมพ์ใน นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๘

          ขอนำมาถ่ายทอดไว้ที่นี่... ดังนี้

                             เอ็งจะเลิศล้ำคนข้าไม่ว่า

                   เอ็งจะรวยล้นฟ้าข้าไม่สน

                   ขอเพียงแต่อย่าแหกตาประชาชน

                   อย่าวางตนเหนือฟ้าว่าตัวดี

                             สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ

                   สำนักนั้น “ธรรมศาสตร์ฯ” คือศักดิ์ศรี

                   เทิด “เสมาธรรมจักร” บ่ราคี

                   สำคัญมีสัจธรรมประจำใจ

                             ถึงข้าจนต่ำต้อยด้อยสมบัติ

                   แต่ยืนหยัดทิศทางสว่างไสว

                   ไม่บังเบียดเสียดแทงแข่งขันใคร

                   แต่ผู้ใดรังแกต้องแก้คืน

                             นี่คือลูก “เหลืองแดง” ขนานแท้

                   ที่แน่วแน่ชีวทัศน์บ่ขัดขืน

                   ประชาชนคนชั้นล่างคือจุดยืน

                   ถึงกล้ำกลืนก็จะทนทุกนาที

                             แล้วเอ็งล่ะ ลูกใคร ผู้ใดสอน?

                   สำนักใด บอกก่อน อย่าถอยหนี

                   ถ้าเลือดเราดั่งเดียวกลมเกลียวดี

                   บ่ต่างสีก็จงทราบซึ่งความใน

                             เอ็งจะเลิศล้ำคนข้าไม่ว่า

                   เอ็งจะรวยล้นฟ้าบ่สงสัย

                   สถาบันฯ สอนให้รักประชาธิปไตย

                   ธรรมศาสตร์ยิ่งใหญ่เช่นนี้เอยฯ

สมคิด สิงสง

เขียนให้วันธรรมศาสตร์ ๒๕๔๘

เหนือปุยเมฆบนท้องฟ้ากรุงเทพฯ-ขอนแก่น

๔ ธันวาคม ๒๕๔๘

          บทกลอนข้างต้นผมให้ชื่อว่า “ธรรมศาสตร์ยิ่งใหญ่” พร้อมกับถ้อยคำแถมท้ายอีกว่า “เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”

          ช่วงปี พ..๒๕๒๕-๒๖ ผมมีตำแหน่งเป็นผู้ใหญ่บ้านซับแดง ด้วยวัย ๓๐ ต้นๆ มีค่าตอบแทนจากทางราชการเดือนละ ๔๑๙ บาท (สี่ร้อยสิบเก้าบาทถ้วน) เทียบกับเวลานี้ (๒๕๕๔) ผู้ใหญ่บ้านซับแดงมีค่าตอบแทนราว ๘ พันบาท

          แต่เวลาไปประชุมประจำเดือน ณ ที่ว่าการอำเภอมัญจาคีรี ผมจะต้องใช้จ่ายประมาณ ๕ พันบาทในการกินข้าวมื้อเที่ยงกับพรรคพวกกำนันผู้ใหญ่บ้าน

          บังเอิญช่วงนั้นผมมีงานรับจ้างบริหารการเพาะชำกล้าไม้จำนวนหลายล้านต้น ทำให้มีเงินผ่านมือวันละไม่น้อย ดังนั้นการดื่มกินมื้อเดียวสี่ซ้าห้าพันบาท เพื่อทำไมตรีกับพรรคพวกหลายสิบคนจึงเป็นเรื่องธรรมดา

          ทว่า... กงล้อแห่งวันเวลาย่อมเคลื่อนไปเบื้องหน้ามิได้หยุดหย่อน ในปี ๒๕๒๖ นั่น เองมีการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร และให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ ทำให้ผมจำต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านซับแดง เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

          ภายใต้สโลแกนของ พล.. ...คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า “ไม่มีเวลาคิด เลือกกิจสังคม” พวกผมนำเสนอสวนทางว่า...

          “มีเวลาไตร่ตรองสักนิด

          เลือกสมคิดกับอดิสร

          พ่อใหญ่ผลก็เป็นตาออนซอน

          พี่น้องสะออนเลือกผู้แทนบ้านเฮา...”

          พวกผมทำเป็นทำนองลำเต้ย อัดเทปเปิดผ่านเครื่องขยายเสียงตลอดระยะเวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งหนนี้เป็นครั้งที่ ๒ ในชีวิตการลงสมัครรับเลือกตั้งของผม

          ผลเป็นอย่างไรหรือครับ?

          ไม่ต้องเฉลยก็มีคำตอบอยู่แล้ว... ผมได้ ๗ พันกว่าแต้ม อดิสร เพียงเกษ ลงครั้ง แรกได้ ๓ พันเศษ ลุงผล แสนสระดี อดีต ส..ขอนแก่นสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใหม่ๆ ได้ ๑ พันกว่าๆ

          เหตุผลง่ายๆ คือคนอีสานบ้านผมเขาชอบคนต่างถิ่น โดยเฉพาะพวกที่เว้าลาวบ่เป็น แล้วก็กระเป๋าหนักๆ...

          ถ้าเล่นซื่อๆ แบบผมมีแต่แพ้อย่างเดียว

          เป็นอย่างนี้มานมนาน นับแต่ถูกเขากิน “บี” จนตายซาก และความคิดดีๆ ก็หมากินหมดแล้ว...

          เป็นที่มาของสำนวนพื้นถิ่นที่ใช้ค่อนขอดคนพวกที่สติปัญญาอ่อนแอว่า “พวกหมากินความคิด

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net