วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระธิดาที่ประสูตินอกเศวตฉัตร (๔)


หายไปหลายวัน.....

วันนี้มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับลูก ๆ ของพระองค์ท่านมาเล่าสู่กันฟัง

พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระธิดาที่ประสูตินอกเศวตฉัตร ครั้งยังทรงดำรงพระยศสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ก่อนบรมราชภิเษก) อยู่ ๒ พระองค์ มีเรื่องที่น่ารู้ “ยากเล่าให้ฟัง บันทึกไว้กันลืม”

.......

เริ่มจาก พระองค์เจ้าหญิงผ่อง พระราชธิดาพระองค์แรก (ที่ถูกลืม)

พระองค์เป็นพระธิดาพระองค์แรก ทรงประสูตินอกเศวตฉัตร (ก่อนบรมราชภิเษก)  เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าหลวงยังทรงดำรงพระยศเจ้าฟ้า มีพระชนมายุประมาณ ๑๕-๑๖ พรรษา ทรงมีพระพี่เลี้ยงท่านหนึ่งคือ “คุณแข” ซึ่งมีอายุแก่กว่าพระพุทธเจ้าหลวงหลายปี (บางตำรา ๓ ปี บางตำราว่า ๑๐ ปี) ต่อมา “คุณแข” ได้เป็นนางห้าม หรือ “ข้างใน” ของสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ และได้ประสูติพระธิดา ซึ่งนับว่าเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์แรกของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

       ในครั้งนั้นกล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชบิดา ทรงกริ้วคุณแขนัก ด้วยทรงว่าคุณแขทำให้เจ้าฟ้าซึ่งยังทรงพระเยาว์ประพฤติเกินวัย แต่ด้วยพระเมตตามิได้ทรงลงทัณฑ์แต่อย่างใด

       เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ คุณแขจึงได้เป็น “เจ้าจอมมารดาแข” และหม่อมเจ้าหญิงผ่อง พระธิดา ได้พระราชทานยศตามกฎมณเฑียรบาลเป็น “พระราชธิดา”  ปรากฏพระนามว่า “พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงผ่อง”  เป็นที่รู้กันว่าพระองค์เจ้าหญิงผ่องมิได้เป็นที่สนิทเสน่หาของพระราชบิดานัก มีความเล่ากันว่า เป็นเพราะพระองค์เจ้าหญิงฯ ทรงดื้อดึง ไม่ทรงเฉลียวฉลาด และพระโฉมก็มิงาม พระราชบิดาจึงมิทรงโปรด คราวหนึ่งเมื่อพระองค์เจ้าหญิงฯ ทรงมีพระชันษา ๖ ขวบ พระพุทธเจ้าหลวงทรงลาผนวช โดยมิได้มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงรับพระราชกิจตรวจข้อราชการงานเมืองด้วยพระองค์เอง ในวันทรงเสด็จ ผู้ที่เข้าเฝ้าทุกคนต่างหมอบคลานเข้าเฝ้าฯ ตามราชประเพณี พระองค์ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เลิกธรรมเนียมหมอบคลานเข้าเฝ้า บรรดาเจ้านายลูกเธอ และน้องยาเธอ ทุกพระองค์ รวมทั้งเจ้านายผู้ใหญ่ทุกท่านต่างปฏิบัติตามพระบรมราชโองการ ทรงยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียง แต่พระองค์เจ้าหญิงผ่องเพียงองค์เดียวมิยอมยืนขึ้น พระพุทธเจ้าหลวงทรงกริ้วถึงกับเสด็จพระดำเนินไปดึงพระเมาลี (จุก) ให้พระราชธิดาลุกขึ้นยืน

        ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ สายทางเจ้าจอมมารดาแข ของพระองค์เจ้าหญิงผ่องได้รับพระราชทานนามสกุลเป็น “พึ่งบุญ ณ อยุธยา”

พระองค์เจ้าหญิงผ่องทรงเป็นเจ้านายพระองค์เดียวที่ทรงประทับอยู่แต่ในวังหลวง มิเคยเสด็จไปประทับแห่งหนใดนอกวังเลยตั้งแต่วันแรกประสูติจนถึงสิ้นพระชนม์ พระองค์เจ้าหญิงผ่องทรงมีพระชันษายืนยาวถึง ๗๕ ปี ทรงสิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๘ เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๕ นับเป็นพระราชประวัติอันน่าเศร้าของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์นี้ซึ่งมิค่อยมีผู้ใดกล่าวถึง

                       .......

พระองค์เจ้าหญิงศรีวิไลยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี 

พระธิดาพระองค์ที่ ๒ ที่ประสูติก่อนบรมราชภิเษก พระมารดาคือ  “คุณแพ” หรือ “เจ้าจอมมารดาแพ” พระนัดดาของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เจ้านายผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในเวลานั้น สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงมีพระทัยชอบพอในตัว “คุณแพ” ซึ่งถือเป็น “รักแรก” ของพระองค์  พระราชบิดาทรงดีพระทัย จึงทรงสู่ขอและพระราชทานให้เป็น “สะใภ้หลวง” เพื่อให้เกิดผลดีทางการเมืองอีกประการหนึ่งด้วย

พระธิดาฯ  แรกประสูติดำรงพระยศชั้น “หม่อมเจ้า” เนื่องด้วยตามกฎมณเฑียรบาล พระโอรสและพระธิดาที่ประสูติแต่พระมารดาผู้เป็นสามัญชน ให้ดำรงพระยศเป็น ”หม่อมเจ้า”  และยังมิได้เรียกขานเป็น “พระราชธิดา” แต่ให้เรียกเป็น “พระธิดา” เหมือน หม่อมเจ้าหญิงผ่อง

 

พระธิดาพระองค์นี้เป็นที่โปรดปรานในพระราชบิดานัก ทรงเรียกพระธิดาว่า “เจ้าหนู” และเมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ได้เลื่อนพระยศเป็น “พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์”

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ ทรงเป็นที่เคารพนับถือของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและลูกยาเธอเจ้าฟ้าฯ ทุกพระองค์ คนในวังจึงออกพระนามว่า “เสด็จพระองค์ใหญ่” ทั้ง ๆ ที่เป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ ๒ ของพระเจ้าอยู่หัว บรรดา เจ้าน้องที่เป็น “เจ้าฟ้า” ทุกพระองค์ทรงเรียกพระองค์ว่า “พี่หนู” ตามที่พระราชบิดาทรงเรียกพระองค์เจ้าหญิงฯ ว่า “เจ้าหนู”มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

 

“เสด็จพระองค์ใหญ่” ทรงได้รับพระมหากรุณาเป็นพิเศษกว่าพระเจ้าลูกเธอที่เป็นพระองค์เจ้าด้วยกัน ดังจะเห็นได้ว่า “เสด็จพระองค์ใหญ่” เป็นพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิง พระองค์เดียวที่ได้ทรงกรมระดับเจ้าฟ้า โดยเป็น “กรมขุน” ที่ “กรมขุนสุพรรณภาควดี”

เป็นที่น่าสะเทือนใจนักที่ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ์ ทรงมีพระชันษาสั้นนัก ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อทรงมีพระชันษาเพียง ๓๗ ปี เป็นที่อาลัยอาวรณ์แก่พระราชชนก และข้าหลวงชาววังทั่งไป ด้วยอาลัยยิ่งนัก ในการพระราชทานเพลิงศพพระราชธิดาพระองค์ใหญ่นี้ ถือเป็นครั้งแรกในรัชสมัยที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระภูษา “ขาว” และทรงมีรับสั่งว่า “ลูกคนนี้รักมาก เป็นลูกคู่ทุกข์คู่ยาก ต้องนุ่งขาวให้”

(ตามธรรมเนียมโบราณของงานศพ ผู้ที่อ่อนวัยกว่าผู้ตายเท่านั้นถึงจะต้องแต่งขาวมาในงานศพ ส่วนผู้ที่แก่อาวุโสกว่าผู้ตาย ต้องแต่งดำ)

จะกล่าวถึง “คุณแพ” หรือ “เจ้าจอมมารดาแพ”  พระราชมาดาของพระองค์หญิงฯ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้เลื่อนให้เป็นได้เพียง “เจ้าคุณพระสนมเอก” มิอาจสถาปนาให้เป็นพระมเหสีเทวี หรือพระอัครชายาได้ เพราะ “คุณแพ” เป็นเพียงสามัญชน มิต้องตามธรรมเนียมราชประเพณี กรณีตั้งวงศ์แต่แรกนั้นถึงจะสถาปนาได้  แต่พระพุทธเจ้าหลวงก็ทรงยกย่องนัก ทรงเรียก “คุณแพ” ตลอดไป ซึ่งโดยปกติพระองค์จะทรงเรียกพระอัครชายาหรือเจ้าจอมแต่ละท่านว่า “นาง...” เช่น “นางสดับ” เป็นต้น  และที่ทรงเรียก เจ้าจอมมารดาแพ และ พระองค์หญิงฯ ว่าเป็น “ลูกเมียคู่ทุกข์คู่ยาก” เนื่องด้วยในคราวที่ทรงตามเสด็จพระราชชนก ไปที่ตำบลหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคา ขณะที่ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ หลังกลับจากทอดพระเนตรได้ทรงประชวรด้วยไข้ป่า “คุณแพ” ได้เฝ้าดูแลพยาบาลมิห่างหายทั้งที่ยังมีลูกอ่อน จนหายประชวร ทรงตรัสเสมอว่า คุณแพและพระราชธิดาพระองค์นี้เป็น “ลูกเมียคู่ทุกข์คู่ยาก” และทรงเมตตาเป็นพิเศษ ทรงโปรดให้ประทับอยู่กับพระองค์ดุจเป็น “ครอบครัว” มิต้องแยกพระตำหนักกันดังเช่นพระองค์อื่นอีกด้วย

 วันนี้ ขอแค่ ๒ พระองค์ก่อน เดียววันหน้าจะเขียนให้อ่านกันอีก อย่างพึ่งเบื่อซะก่อนละ

 

โดย misterjack

 

กลับไปที่ www.oknation.net