วันที่ อังคาร มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ไพศาล” ชี้ “บรรหาร-เนวิน” จับขั้วเพื่อเป็นแกนตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง


    นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อเที่ยงวันนี้ ชี้ว่าการจับขั้วของนายบรรหารและนายเนวิน จะทำให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา กลายเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของนายบรรหาร ศิลปอาชา และนายเนวิน ชิดชอบ โดยมีแกนนำของแต่ละฝ่ายเคลื่อนตัวตาม ดังที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น แม้จะมีการแถลงว่าไม่ใช่เป็นการฮั้วในการเลือกตั้ง แต่คอการเมืองก็รู้เท่าทันว่านี่คือการรวมตัวกันในทางการเมืองเพื่อเตรียมการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งคนไทยย่อมรู้และเข้าใจดีว่าคำพูดของนักการเมืองกับความจริงนั้นเป็นอย่างไร 
 
     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าก่อนหน้านี้มีการรวมตัวกันระหว่างพรรครวมชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และบางซีกของพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มีกลุ่มสามพีเป็นแกนนำและมีการเปิดตัวไปสองครั้งแล้ว และไม่ว่าจะแถลงอย่างไร แท้จริงก็เป็นการรวมตัวกันในทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้เป็นรัฐบาลเช่นเดียวกัน โดยกลุ่มนี้อาจมีพรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง เข้าร่วมด้วย แต่เมื่อรวมกันแล้วคาดว่าน่าจะมีคะแนนเสียงรวมไม่เกิน 50 ที่นั่ง ในขณะที่การรวมตัวของนายบรรหาร ศิลปอาชา และนายเนวิน ชิดชอบนั้น จะทำให้พรรคการเมืองในกลุ่มนี้อาจมีคะแนนเสียงรวมกันถึง 80-100 ที่นั่ง และจะมีเสียงเป็นลำดับที่ 3 โดยตนคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงมากเป็นลำดับที่ 1 พรรคประชาธิปัตย์เป็นลำดับที่ 2 ดังนั้นดุลอำนาจจะอยู่ที่นายบรรหาร-เนวิน ที่จะเอาใครมาร่วมรัฐบาล หรือจะให้ใครเป็นรัฐบาล ในกรณีเช่นนี้นายชัย ชิดชอบ หรือพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือนายชุมพล ศิลปอาชา จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยคนที่เหลือจะเป็นตัวชิงตำแหน่งประธานรัฐสภา 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนี้อยู่ในขาลง เช่นเดียวกับภาพรวมของนักการเมืองห้าร้อย ที่อยู่ในขาลงและตกต่ำที่สุด ดังที่ปรากฏผลสำรวจโพลว่ามีประชาชนถึงร้อยละ 57 ไม่เลือกนักการเมืองพรรคไหน และคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยอยู่ระดับ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์เหลือเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยิ่งนานไปก็จะยิ่งตกต่ำมากกว่านี้ เพราะขณะนี้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ต่างมองพรรคประชาธิปัตย์ในภาพลบถึงขีดสุดทั้งนั้น ในขณะเดียวกัน พรรคการเมืองต่างๆ ก็รู้ดีว่าหากยกให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ก็จะอยู่ได้ไม่นานและจะไม่มีความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีบทเรียนมากมายแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไปได้สูงว่าการจับกลุ่มของนายบรรหารและนายเนวินไม่ใช่จับกลุ่มเพื่อเข้าร่วมเป็นรัฐบาล แต่จะจับกลุ่มเพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวอีกว่าขณะนี้ในซีกของอำนาจเก่าก็มีความพยายามเจรจาต่อรอง โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะอุ้มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต่อไปไม่ไหวแล้ว ทั้ง ๆ ที่ความจริงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีวาสนาที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก 11 ปี แต่วิบากกรรมของอนันตริยกรรมที่รัฐบาลนี้ได้ทำกับบ้านเมืองได้ตัดวาสนาไปจนหมดสิ้น และอาจถึงขนาดอยู่ในประเทศไทยไม่ได้ แม้กระทั่งครอบครัวอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วย เรื่องกฎแห่งกรรมนั้นอย่าทำเป็นเล่นและอย่าประมาทเป็นอันขาด ตนเองเสียดายโอกาสของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีโอกาสแล้วไม่ยอมเป็นวีรบุรุษ กลับถูกผลักให้กลายเป็นทรชนไปอย่างน่าเสียดาย 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าขณะนี้มายาภาพทางการเมืองสองลักษณะ ได้สิ้นมนต์ขลังไปแล้วเพราะประชาชนรู้เท่าทัน ลักษณะแรก คือการสร้างมายาภาพว่าถ้าไม่อุ้มชูรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมามีอำนาจ ซึ่งลักษณะนี้ประชาชนไม่กลัวแล้ว เพราะไม่ได้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันดีกว่ารัฐบาลพรรคไทยรักไทยอย่างไร กลับมีหลายเรื่องที่เสียหายหนักหนาสาหัสกับบ้านเมืองด้วยซ้ำไป ลักษณะที่สอง คือการปล่อยข่าวว่าถ้ารัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำพ่ายแพ้ หรือพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็เท่ากับสถาบันเบื้องสูงพ่ายแพ้ด้วย ก็ไม่ได้รับการเชื่อถือจากประชาชน เพราะประชาชนรู้ทันเช่นเดียวกันว่ารัฐบาลนี้ปล่อยให้มีการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้กองทัพแตกสามัคคี แบ่งแยกกองทัพมารับใช้การเมือง และเป็นอันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างรุนแรงด้วย เมื่อมนต์มายาทั้งสองลักษณะนี้ใช้ไม่ได้ผล ประกอบทั้งการบริหารบ้านเมืองมีแต่การคอร์รัปชั่น และข้าวยากหมากแพง ประชาชนเดือดร้อนทุกหัวระแหง ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จึงอยู่ในขาลงและยากที่จะกลับมามีอำนาจอีก 

     นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าเวลายังเหลือพอที่จะสร้างความดีให้กับบ้านเมืองได้ ซึ่งทำได้ไม่ยาก ขอเพียงทำในเรื่องเหล่านี้ก็จะฟื้นคืนภาพลักษณ์ คือ ยกเลิก MOU 2543 ผลักดันเขมรผู้รุกรานออกไปจากดินแดนไทย ถอนตัวจากยูเนสโก้ และห้ามชาติใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องกับดินแดนในเขตอุทยานแห่งชาติพระวิหาร กดดันให้เขมรมอบตัววีระ-ราตรี กลับคำสั่งของอัยการที่ไม่ฟ้องบริษัทค้าบุหรี่ที่โกงภาษี 68,000 ล้าน และรีบแก้ปัญหาราคาสินค้าโดยไม่เห็นแก่หน้าใคร จากนั้นก็มายืนอยู่กับประชาชนผู้รักชาติทั้งปวง ถ้าทำได้อย่างนี้อนันตริยกรรมก็จะบรรเทาเบาบางลง.

โดย paisal

 

กลับไปที่ www.oknation.net