วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โขงสองฝั่ง (๕๕) บ่สำคัญเท่าพี่น้องมายาม


ปี พ.ศ.๒๕๓๒ วันที่ ๑๖ เดือนกันยายน

คำประกาศของคณะผู้ริเริ่มก่อตั้ง
สโมสรนักเขียนภาคอีสาน

           ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของภูมิภาค กระแสธารแห่งศิลปวรรณคดีอีสาน รินไหลไม่ขาดสาย แผ่นดินนี้ได้ให้กำเนิดนักปราชญ์ นักคิด และนักเขียนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ประหนึ่งแม่น้ำโขง แม่น้ำซี แม่น้ำมูล แม่น้ำสงคราม ฯลฯ ยังความชุ่มชื้นแก่พืชพันธุ์ ธัญญาหาร บำรุงเลี้ยงชีวิตผู้คนในแผ่นดิน จนสืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ยืนนานมาจนทุกวันนี้
           นักคิดนักเขียนได้ชื่อว่าเป็นผู้สร้างสรรค์และจรรโลงศิลปวรรณคดี เป็นผู้จดจารความเป็นอยู่ ความเป็นไปในแผ่นดิน เผยแผ่สู่สายตาสายใจสาธารณชน ด้วยรูปลักษณ์และวิธีการต่างๆ อันควรถือได้ว่ามีค่ายิ่งต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติในด้านการสร้างสรรค์และจรรโลงศิลปวัฒนธรรมด้วยอักขรวิธี เป็นบทบาทยิ่งใหญ่หาน้อยไม่
           ในประวัติศาสตร์แห่งภูมิภาค นักปราชญ์ นักคิดนักเขียนแต่ละท่านต่างก้มหน้าก้มตาสร้างสรรค์ผลงานตามทางที่ตนถนัด ในทำนองต่างคนต่างคิดและต่างคนต่างทำ เมื่อสิ้นอายุขัยก็ล้มตายหายสูญไปในแผ่นดิน ประหนึ่งดังสายน้ำน้อยใหญ่ที่เหือดแห้งระเหยหายไปตามกาลเวลาแห่งฤดูเดือน ถึงกระนั้นก็ยังปรากฏมีแม่น้ำลางสายได้ไหลลงสู่จุดบรรจบ ก่อให้เกิดเป็นท้องทะเลและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ยังประโยชน์แก่แผ่นดินยิ่งขึ้น เป็นอุทาหรณ์ให้แก่เราผู้ทำงานสร้างสรรค์จรรโลงศิลปวัฒนธรรมทั้งหลาย
           จึงเมื่อสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและบุคคลในองค์กรท้องถิ่นกลุ่มต่างๆ ได้ร่วมกันจัดการสัมมนาเรื่อง “วรรณกรรมปัจจุบันและบทบาทนักเขียนภูมิภาค” ขึ้น ณ ทุ่งกะมัง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๓๒ ถือได้ว่าเป็นโอกาสอันสำคัญยิ่ง ที่ผู้ทำงานด้านศิลปวรรณคดีในภาคอีสานได้มาประชุมกัน ประดุจดังแม่น้ำโขง-ซี-มูล ไหลไปบรรจบกันเป็นท้องทะเลและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
           ดังนั้นผู้เข้าร่วมสัมมนาที่มีรายชื่อท้ายนี้จึงเห็นสมควรให้สถาปนา “สโมสรนักเขียนภาคอีสาน” ขึ้น เพื่อดำเนินกิจการภายใต้เจตนารมณ์ดังกล่าวข้างต้น

ทุ่งกะมัง
๑๖ กันยายน ๒๕๓๒

           นี่คือคำประกาศ ในวันนั้น! มีผู้ลงนามท้าย ประกาศถึง ๓๗ คน และเมื่อผ่าน มาถึงปีนี้ พ.ศ.๒๕๕๔ นับระยะเวลาได้กว่า ๒๐ ปีแล้ว

๓๗ รายชื่อผู้ลงนามท้ายประกาศสถาปนาสโมสรนักเขียนภาคอีสาน เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๓๒ ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ทุ่งกะมัง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

           ภาพข้างบนนี้เป็นประวัติศาสตร์ของการก่อ เกิดสโมสรนักเขียนภาคอีสานในวันนั้น คนที่กำลังถือเอกสารอ่านอยู่นั้นคือคุณลุงอาจินต์ ปัญจพรรค์ ขวามือในภาพคืออาจารย์จันทน์แดง คำลือหาญ มหาบัณฑิตด้านศิลปศาสตร์ (อักษรโบราณ) จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซ้ายมือในภาพคือผมและวงเดือน ทองเจียว

          วันนั้นผมได้รับอุปโลกน์ให้เป็นประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสานคนแรก!

          ถัดมาอีก ๑ ปี

          คือปี พ..๒๕๓๓ วันที่ ๘-๑๒ เดือนตุลาคม

          ผม ในฐานะประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน (แห่งประเทศไทย) ได้ให้การต้อน รับ “คะนะขนขวยส้างตั้งสะมาคมนักปะพันลาว”

          นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๒๐๓ ประจำวันที่ ๒๒-๒๘ ตุลาคม ๒๕๓๓ อุทิศเนื้อที่เต็มหน้า ๖๙ รายงานข่าวภายใต้หัวข้อเรื่องว่า “วันดอกไม้อักษรหลากพันธุ์บาน ทั่วอุทยานวรรณกรรมสองฝั่งโขง” พร้อมกับตีพิมพ์ภาพ ๔ สีของคณะผู้แทนนักเขียนลาว ๙ คนกับ สมคิด สิงสง ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน คำบรรยายใต้ภาพบอกว่าเป็นผู้กระทำพิธีเปิดจุกขวด “เหล้าเทวดา” ที่นักเขียนฝั่งซ้ายนำมาฝาก  เป็นการโหมโรงการสัมมนา โดยมีไพทูรย์ ธัญญา นักเขียนรางวัลซีไรท์คอยลุ้นอยู่ด้านหลัง

          ลีดของข่าวดังกล่าวเขียนว่า “เปิดตัว ๙ คนวรรณกรรมฝั่งซ้าย เป็นครั้งแรกในรอบ ๑๕ ปีที่ดวงดอกไม้หลากสีสันเบ่งบานและส่งกลิ่นหอมอบอวลทั่วอุทยานวรรณคดีสองฝั่งโขง ในอดีตมีกำแพงทางการเมืองขวาง อยู่ใกล้เหมือนไกล  ผู้จัดการรายสัปดาห์พบ ๓ นักเขียนหนุ่มลาวเลียนแบบนักเขียนหนุ่มไทย เขียนเองพิมพ์เอง แล้วก็แบกหนี้ไว้เองคนละล้าน เพราะว่าค่าปากกายังมิได้รับการคุ้มครอง เลยต้องลงทุนวัดดวงกัน เป็นบททดลองเบื้องแรก”

บ้านปรารถนา : สมัยที่นาย มานิต เพชรล้ำ เป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติตาดโตน ได้ขึ้นป้าย “ศาลานักเขียน” ไว้หน้าบ้านปรารถนา เพื่อรับรองนักเขียนที่มาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติตาดโตน ในภาพเป็นคืนวันเปิดขวด “เหล้าเทวดา” ที่นักเขียนฝั่ง สปป.ลาว นำมาเชื่อมโยงสายสัมพันธ์พี่น้อง

 

          ครั้งนั้น บ้านปรารถนา ซึ่งขึ้นป้ายไว้งามเด่นว่า ศาลานักเขียน ได้กลายเป็นบ้านพักรับรองคณะนัก เขียนลาว ๙ คน ก่อนหน้านั้นเรือนรับรองของอุทยานแห่งชาติตาดโตนหลังนี้เคยต้อนรับนักเขียนไทยชื่อดัง มาแล้วหลายท่าน อาทิ “ลาวคำหอม”  สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) พร้อมด้วยเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ และใครต่อใครอีกมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะนักเขียนในสังกัดสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ได้ใช้เรือนรับรองหลังนี้เสมอมา จนทางการอุทยานต้องยกให้เป็น ศาลานักเขียน

          และนี่คือที่มาของ...

แถลงการณ์ร่วมนักเขียนสองฝั่งโขง

          ในช่วงบุญออกพรรษาปีนี้ ระหว่างวันที่ ๘-๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๓ สโมสรนักเขียนภาคอีสาน และคณะผู้แทนนักประพันธ์ลาวได้ร่วมกันเปิดการสัมมนา วรรณกรรมสองฝั่งโขง ซึ่งเป็นครั้งปฐมฤกษ์ ที่อุทยานแห่งชาติตาดโตน อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ในท่ามกลางภูผาป่าไม้ สายน้ำ และบรรยากาศบริสุทธิ์สดชื่น ด้วยความรักฉันพี่น้อง

          ถึงแม้ว่าจะเป็นคืนวันอันไม่ยาวนาน แต่ก็เปี่ยมด้วยน้ำใสใจจริงแห่งสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 

          มรดกทางวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งบรรพบุรุษได้สร้างสรรค์อย่างอุดมสมบูรณ์ด้วยเนื้อหาสาระ และรูปแบบอันหลากหลาย สมควรแก่การพิทักษ์รักษา ฟื้นฟูบูรณะ และพัฒนาให้งอกงามสืบไป

          ศิลปวรรณกรรมนั้นมีความเป็นสากล ผู้ทำงานสร้างสรรค์จรรโลงศิลปวรรณคดี จึงเป็นผู้มีจิตใจสากลนิยม โดยเฉพาะผลงานที่เกิดจากความคิดระดับสร้างสรรค์ย่อมต้องถือว่าเป็นสมบัติร่วมกันของมวลมนุษยชาติ

          ศิลปวรรณคดีนั้นแสดงออกถึงความเป็นอารยะของมนุษยชาติควรค่าแก่การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีบทบาทในการพัฒนาสังคม

          ในการสัมมนานักเขียนสองฝั่งโขงครั้งนี้ พวกเราได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเขียน ทรรศนะต่างๆ ทางสังคม และวัฒนธรรม อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ทั้งทางวัตถุและความคิดจิตสำนึก

          ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงเห็นพ้องต้องกันว่ามีความจำเป็นต้องให้นักเขียนมีโอกาส ไปมาหาสู่กัน ร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผลงานการเขียน รวมทั้งการแปลเพื่อตีพิมพ์เผยแผ่อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและยอมรับนับถือซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนไทย-ลาว 

          ผลสำเร็จของการสัมมนาครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนด้วยดีจากองค์การปกครองของทั้งสองประเทศ และองค์กรต่างๆ ทั้งส่วนราชการ และเอกชน  จึงขอขอบคุณไว้    ที่นี้

          แม่น้ำโขง, สายเลือดเลี้ยงคนสองฝั่ง น้ำใจไหลหลั่งด้วยกระแสวรรณกรรมที่หอมหวนไม่เหือดหาย อันจะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าชั่วกาลนาน

                                      ที่บ้านซับแดง, ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๓

          (ลงนาม) โสมสี  เดชากำพู   (ลงนาม) สมคิด  สิงสง

          ผู้แทนคณะนักเขียนสปป.ลาว     ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน

แถลงการณ์ร่วมนักเขียนสองฝั่งโขง

          นั่นเป็นพันธสัญญารากเหง้าที่วางอยู่บนบ่าของพวกเราโดยเฉพาะผม หลังนำคณะนักเขียนชาวไทยจากสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ไปเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ และได้เข้าเยี่ยมคารวะ ฯพณฯ พูมี วงวิจิด ถึง ๒ ครั้ง ท่านผู้นี้นอกจากเป็นปัญญาชนที่อุทิศตนเข้าร่วมต่อสู้กู้ชาติในยุคสงครามเย็นอย่างเอาการเอางานแล้ว ท่านยังเป็นนักปราชญ์ ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของลาว

          ครั้งแรกเป็นการเยือนนครหลวงเวียงจันทน์อย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของสมาคมนักปะพันลาว กระ-ทรวงแถลงข่าวและวัฒนธรรม ระหว่าง ๘-๑๕ สิงหาคม ๒๕๓๔

: คืนวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๓๓ คณะยกร่างแถลงการณ์ร่วมนักเขียนสองฝั่งโขงเร่งมือทำงานกันเต็มที่ หลังอิ่มหนำสำราญอาหารมื้อค่ำที่กระท่อมลายสือ บ้านซับแดง จังหวัดขอนแก่น ในภาพ (จากซ้าย) ไชสุวัน แพงพง สมคิด สิงสง ที่เห็นข้างหลังคือบุนทะนอง ชมไชผน ส่วน ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน คอยเพิ่มเติมและตรวจแก้อยู่ห่างๆ

พวกเราได้เข้าเยี่ยมคารวะ ฯพณฯ พูมี วงวิจิด ในวันสุดท้ายที่ท่านอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๔ ณ ห้องรับรองแนวลาวฮักชาด ในภาพ (จากซ้าย) สุรสีห์ ผาธรรม ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “ครูบ้านนอก” และผู้ผลิตรายการสารคดีโทรทัศน์ และผม (สมคิด สิงสง) ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ฯพณฯ พูมี วงวิจิด สมสี เดชากำพู และ ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน อธิบดีกรมวัฒนธรรมมหาชน ในฐานะประธานสมาคมนักประพันธ์ลาว

          ครั้งที่ ๒ ผมจำวันเดือนปีไม่ได้ ครั้งหลังนี้ไม่ได้ไปอย่างเป็นทางการ แต่ได้เข้าเยี่ยมคารวะท่านพูมีที่บ้านพักของท่าน ปรากฏว่าท่านผู้เฒ่าล้มป่วยจนต้องนอนให้หมอหยอดน้ำเกลือ แต่เมื่อทราบว่าคณะของพวกผมขอเข้าเยี่ยม ฯพณฯ สั่งให้หมอถอดเข็มน้ำเกลือ แล้วลงมาพูดคุยกับพวกเรานานนับชั่วโมง

          “บ่สำคัญเท่าพี่น้องมายาม

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net