วันที่ เสาร์ มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปัญญาธิษฐาน


ขอบพระคุณเจ้าของภาพจาก internet-ขอประทานโทษที่ไม่ได้ขออนุญาตใช้ภาพค่ะ

ธรรมบรรยายพิเศษหัวข้อ

ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย 

รวมอยู่ในหนังสือโสฬสปัญหา 

พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  สกลมหาสังฆปริณายก

คลิกอ่านตามลิงค์

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2009/06/24/entry-1
ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย - ๘

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2009/06/25/entry-1
ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย - ๙

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2009/06/26/entry-1
ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย - ๑๐

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2009/06/27/entry-1
ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย - ๑๑

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2009/06/28/entry-1
ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย - ๑๒

http://www.oknation.net/blog/Aug-saraporn/2009/06/29/entry-1
ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย - ๑๓

 

ธาตุวิภังคสูตรธรรมบรรยาย

ปัญญาธิษฐาน

ปัญญาธิษฐาน

ได้แสดงธาตุวิภังคสูตร

พระสูตรที่แสดงถึงการจำแนกธาตุมาโดยลำดับ

ถึงหัวข้อที่พระบรมศาสดา

ได้ทรงสอนให้ปฏิบัติในอธิษฐานธรรม

ธรรมที่พึงตั้งไว้ในใจ

ที่ตั้งอาศัยธาตุ ๖ เป็นต้น

ที่ทุก ๆ คนได้มาตั้งแต่ชาติคือความเกิด

รวมเข้าก็เป็นกายใจอันนี้

ดังกล่าวว่า

ปญฺญํ   นปฺปมชฺเชยฺย

ไม่พึงประมาทปัญญา

สจฺจมนุรกฺเขยฺย

พึงตามรักษาสัจจะ

จาคมนุพฺรูเหยฺย

พึงพอกพูนจาคะคือการสละ

สนฺติเมว   โส   สิกฺเขยฺย

พึงศึกษาสันติคือความสงบรำงับ

ดั่งนี้

ไม่พึงประมาทปัญญา

ต่อจากนี้จึงได้ตรัสแสดงอธิบาย

จับตั้งแต่ข้อแรกว่าไม่ประมาทปัญญาอย่างไร

คำว่าประมาทนั้นแปลว่ามัวเมา

หมายถึงความที่เลินเล่อเผลอเพลิน

ขาดสติเป็นเครื่องรักษาจิต  หรือเป็นเครื่องรักษากายรักษาใจ

ประมาทปัญญาจึงอาจแปลต่อกันเข้าง่าย ๆ

ว่ามัวเมาปัญญาหรือว่าเมาปัญญา

แต่ว่าตามความหมายนั้น

ไม่ใช่หมายความว่าปัญญาเป็นเหตุให้เมา

ต่างจากคำว่าเมาสุรา

ซึ่งหมายว่าสุราเป็นเหตุให้เมา

แต่มีความหมายว่า

ละเลยทอดทิ้งไม่อบรมปัญญาให้บังเกิดขึ้น

ด้วยเหตุที่ไปมัวเมาในที่ตั้งแห่งความมัวเมาทั้งหลายในโลก

เช่นว่า

มัวเมาในวัย

ในความไม่มีโรค

ในชีวิต

ในสมบัติคือความพรั่งพร้อมทั้งหลาย

เช่นความพรั่งพร้อมด้วยลาภด้วยยศด้วยสรรเสริญด้วยสุขต่าง ๆ

ตลอดจนถึงมัวเมาในกรรมคือการงานที่กระทำ

จึงเป็นเหตุให้

ทอดทิ้งปัญญา 

ไม่อบรมปัญญา

ไม่ประกอบกระทำปัญญาอันเป็นความรู้ที่ทั่วถึงให้บังเกิดขึ้น

ประมาทปัญญาจึงมีความหมายดั่งนี้

ก็ไปตรงกับที่

อาศัยธาตุ

อาศัยอายตนะอันเป็นที่ต่อผัสสะ

และอาศัยมโนปวิจาร ๑๘

คือที่ท่องเที่ยวไปที่คิดไปของจิตของใจในอารมณ์ทั้ง ๖

คือในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะและเรื่องราวทั้งหลาย

อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัสบ้างโทมนัสบ้างอุเบกขาบ้าง

บังเกิดตัณหาอุปาทานขึ้น

เมื่อตัณหาอุปาทานบังเกิดขึ้น

ก็เป็นเหตุให้ไม่ใช้ปัญญา 

เพราะตัณหาอุปาทานบังเกิดขึ้นบังปัญญาพร้อมทั้งสติ

ไม่ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามที่เป็นจริง

เพราะตัณหาอุปาทานนั้นเมื่อบังเกิดขึ้น

ก็ปิดบังไม่ให้เห็น

ความเป็นอนิจจะ  ไม่เที่ยง

ความเป็นทุกข์  ตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป

และ

ความเป็นอนัตตา

อันเป็นสัจจะคือความจริงของสิ่งทั้งหลายในโลก

เมื่อตัณหาอุปาทานมาบัง

ไม่ให้เห็นสัจจะคือความจริงดั่งนี้

จึงยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา

เกิดความยินดีความยินร้ายความหลงงมงายต่าง ๆ

จึงทำให้ชื่อว่าประมาทปัญญา

ดังจะเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเผลอปัญญา

แม้จะสามารถอบรมปัญญาให้เกิดขึ้นได้

ก็ไม่อบรมไม่ทำไม่ประกอบ

ทรงสอนให้พิจารณาธาตุดิน

เพราะฉะนั้น

ไม่ประมาทปัญญานั้นทำอย่างไร

จึงได้ทรงสอนให้พิจารณาธาตุทั้งหลายคือธาตุ ๖

ที่ตรัสตั้งไว้เป็นบทอุเทศข้อแรกไปทีละข้อ

ข้อที่หนึ่ง

ปฐวีธาตุ  คือธาตุดิน

ก็ให้พิจารณาธาตุที่เป็นภายในก่อน

คือปฐวีธาตุอันหมายถึงส่วนที่แข้นแข็งเป็นภายใน

คือที่มีอยู่ในกายนี้

จำเพาะที่มีอยู่ในอัตตภาพนี้

ที่ยึดถืออยู่

หรือที่มีใจครอบครองอยู่

อันได้แก่

เกสา  ผม  โลมา  ขน  นขา  เล็บ  ทันตา  ฟัน  ตโจ  หนัง

มังสังเนื้อ  เนื้อ  นหารู  เอ็น  อัฏฐิ  กระดูก  อัฏฐิมิญชัง  เยื่อในกระดูก 

วักกัง  ไต  หทยัง  หัวใจ  ยกนัง  ตับ  กิโลมกัง  พังผืด  ปิหกัง  ม้าม 

ปับผาสัง  ปอด  อันตัง  ไส้ใหญ่  อันตคุณัง  ไส้เล็กหรือสายรัดไส้ 

อุทริยัง  อาหารใหม่  กรีสัง  อาหารเก่า 

และในที่อื่น ๆ ได้มีเติมเข้าอีกหนึ่งคือ 

มัตถเกมัตถลุงคัง  ขมองในขมองศีรษะ

จึงรวมเป็น ๒๐

และส่วนที่แข้นแข็งอย่างอื่น

บรรดาที่มีอยู่ในกายนี้  อันยึดถือไว้  หรือที่มีใจครองนี้

ก็เรียกว่าเป็นปฐวีธาตุ  ธาตุดินที่เป็นภายใน

ปฐวีธาตุ  คือธาตุดินที่เป็นภายในทั้งหมด

กับทั้ง

ปฐวีธาตุ  ธาตุดินที่เป็นภายนอกทั้งหมด

พึงพิจารณาให้เห็นด้วยสัมมัปปัญญา

คือปัญญาชอบตามที่เป็นจริงหรือตามที่เป็นแล้ว

ว่านี่ไม่ใช่เป็นของเรา

เราไม่ใช่เป็นสิ่งนี้

สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นอัตตาตัวตนของเรา

เมื่อพิจารณาดั่งนี้

ก็จะเกิดความหน่ายในปฐวีธาตุ

จะเกิดวิราคะ

คือความสิ้นติดใจยินดีในปฐวีธาตุ

ทรงสอนให้พิจารณาธาตุน้ำ

ข้อที่ ๒

อาโปธาตุ  ธาตุน้ำ

ก็ให้พิจารณาส่วนที่เหลวไหลเอิบอาบ

บรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

อันนับว่าเป็นภายใน

ที่ยึดถือไว้หรือที่มีใจครอง

อันได้แก่

ปิตตัง  น้ำดี  เสมหัง  น้ำเสลด  ปุพโพ  น้ำหนองน้ำเหลือง 

โลหิตัง  น้ำเลือด  เสโท  น้ำเหงื่อ  เมโท  น้ำมันข้น

อัสสุ น้ำตา  วสา  น้ำมันเหลว  เขโฬ  น้ำลาย

สิงฆาณิกา  น้ำมูก  ลสิกา  ไขข้อ  มุตตัง  น้ำมูตร 

และบรรดาสิ่งที่เหลวไหลเอิบอาบอย่างอื่น

บรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

ที่ยึดถือหรือที่มีใจครอง

ก็เรียกว่าอาโปธาตุ  ธาตุน้ำที่เป็นภายใน

อาโปธาตุธาตุน้ำที่เป็นภายใน

กับทั้ง

อาโปธาตุธาตุน้ำที่เป็นภายนอกทั้งหมด

ก็รวมเรียกว่าอาโปธาตุ  ธาตุน้ำ

ให้พิจารณาอาโปธาตุธาตุน้ำนี้

ด้วยสัมมัปปัญญาคือปัญญาชอบ

ตามที่เป็นไปแล้วคือตามที่เป็นจริง

ให้เห็นว่า

สิ่งนี้ไม่ใช่ของเรา

เราไม่ใช่เป็นสิ่งนี้

สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นอัตตาตัวตนของเรา

เมื่อพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริงดั่งนี้

จิตก็จะหน่ายจากอาโปธาตุ

อันเรียกว่านิพพิทา

จะสิ้นติดใจยินดีคือสำรอกใจได้จากอาโปธาตุ

ทรงสอนให้พิจารณาธาตุไฟ

ข้อที่ ๓

เตโชธาตุ  ธาตุไฟ

ให้พิจารณาสิ่งที่อบอุ่นที่ร้อน

บรรดาที่มีอยู่ในกายนี้อันนับว่าเป็นภายใน

ที่ยึดถือหรือที่มีใจครองอันนี้

คือ

เยน  จ  สนฺตปฺปติ  ไฟที่ทำให้อบอุ่น

เยน  จ  ชิริยติ  ไฟที่ทำให้ทรุดโทรม

เยน  จ  ปริฑยฺหติ  ไฟที่ทำให้เร่าร้อน

เยน  จ  อสิตปีตขายิตสายิตํ  สมฺมาปริณามํ  คจฺฉติ

ไฟที่ทำให้อาหารหรือสิ่งที่กินที่ดื่มที่เคี้ยวที่ลิ้ม  ให้ย่อยไปได้ด้วยดี

และ

บรรดาอาการที่อบอุ่นเร่าร้อนอย่างอื่นบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

ที่ยึดถือหรือที่มีใจครอง

ก็เรียกว่าเตโชธาตุ  ธาตุไฟที่เป็นภายใน

กับทั้ง

เตโชธาตุธาตุไฟที่เป็นภายนอกทั้งหมด

ก็รวมเรียกว่าเตโชธาตุ  ธาตุไฟ

ให้พิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาชอบตามที่เป็นแล้วคือตามที่เป็นจริง

ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ของเรา

เราไม่ใช่เป็นสิ่งนี้

สิ่งนี้ไม่ใช่เป็นอัตตาตัวตนของเรา

เมื่อพิจารณาให้เห็นจริงดั่งนี้

จิตก็จะหน่ายจากเตโชธาตุ  ธาตุไฟ

จะสำรอกความติดใจยินดีจากเตโชธาตุธาตุไฟได้

ทรงสอนให้พิจารณาธาตุลม

ข้อที่ ๔

วาโยธาตุ  ธาตุลม

ให้พิจารณาว่าอาการที่พัดไหวที่เคลื่อนไหวบรรดาที่มีอยูในกายนี้

อันนับว่าเป็นภายใน

ที่ยึดถือหรือที่มีใจครอง

ได้แก่

อุทฺธงฺคมา  วาตา  ลมพัดขึ้นเบื้องบน

อโธคมา  วาตา  ลมพัดลงเบื้องต่ำ

กุจฺฉิสยา  วาตา  ลมในท้อง

โกฏฺฐสยา  วาตา  ลมในไส้หรือลมในกระเพาะอาหาร

องฺคมงฺคานุสาริโน  วาตา

ลมที่พัดไปทั่วอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย

อสฺสาโส  ลมหายใจเข้า

ปสฺสาโส  ลมหายใจออก

และ

อาการที่เคลื่อนไหวพัดไกวอย่างอื่นบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

ที่ยึดถือหรือที่มีใจครอง

ก็เรียกว่าวาโยธาตุ  ธาตุลมที่เป็นภายใน

กับทั้ง

วาโยธาตุธาตุลมที่เป็นภายนอกทั้งหมดนั้น

พึงพิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาชอบตามที่เป็นแล้วคือตามที่เป็นจริง

ว่าสิ่งนี้มิใช่ของเรา

เรามิใช่สิ่งนี้

สิ่งนี้มิใช่เป็นอัตตาตัวตนของเรา

เมื่อพิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาชอบตามเป็นจริงดั่งนี้

จิตย่อมหน่ายจากวาโยธาตุธาตุลม

ย่อมสำรอกความติดใจยินดีได้จากวาโยธาตุธาตุลม

ทรงสอนให้พิจารณาธาตุอากาศ

ข้อที่ ๕

อากาศธาตุ  ธาตุอากาศ  หมายถึงช่องว่าง

คือช่องว่างที่เนื้อและเลือดไม่จรดกันบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

อันเรียกว่าเป็นภายใน

ที่ยึดถือหรือที่มีใจครอง

อันได้แก่

กณฺณจฺฉิทฺทํ  ช่องหู

นาสิกจฺฉิทท  ช่องจมูก

มุขทฺวารํ  ช่องปาก

เยน  จ  อสิตปีตขายิตสายิตํ  อชฺโฌหรติ

ช่องที่สิ่งที่กินที่ดื่มที่เคี้ยวที่ลิ้มกลืนให้ล่วงลำคอลงไป

ยตฺถ  จ  อสิตปีตขายิตสายิตํ  สนฺติฏฺฐติ

ช่องที่สิ่งที่กินที่ดื่มที่เคี้ยวที่ลิ้มทั้งปวงตั้งอยู่ในท้อง

เยน  จ  อสิตปีตขายิตสายิตํ  อโธภาคา  นิกฺขมติ

ช่องที่สิ่งเหล่านี้ออกไปภายนอกในเบื้องล่าง

และช่องว่างอย่างอื่นบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

ที่ยึดถือที่มีใจครอง

ก็เรียกว่าอากาศธาตุ  ธาตุอากาศ  คือช่องว่างที่เป็นภายใน

อากาศธาตุคือช่องว่างที่เป็นภายใน

กับทั้ง

อากาศธาตุคอช่องว่างที่เป็นภายนอกนั้น

พึงพิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาชอบตามที่เป็นแล้วคือตามเป็นจริง

ว่าสิ่งนี้มิใช่ของเรา

เรามิใช่สิ่งนี้

สิ่งนี้มิใช่อัตตตัวตนของเรา

เมื่อพิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาชอบตามที่เป็นจริงดั่งนี้

จิตก็จะหน่ายจากอากาศธาตุ  ธาตุคือช่องว่าง

จะสำรอกความติดใจยินดีจากอากาศธาตุ

ธาตุคือช่องว่างได้ดั่งนี้

ปัญญาธิษฐาน (ต่อ)

ได้แสดงธาตุวิภังคสูตร

พระสูตรที่แสดงการแยกธาตุมาโดยลำดับ

ถึงข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมิให้ประมาทปัญญา

อันนับว่าเป็นอธิษฐานธรรม

ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ

หรือ

ธรรมที่ตั้งอาศัยธาตุ ๖ เป็นต้น

ซึ่งทุก ๆ คนมีอยู่

รวมเข้าก็คือ

ที่ตั้งอาศัยกายและใจอันนี้

เรียกว่าปัญญาธิษฐานธรรมเป็นที่ตั้งอาศัยคือปัญญา

และได้ทรงแสดงอธิบายให้พิจารณาธาตุทั้ง ๕

อันรวมเข้าเป็นรูปกายนี้

คือ

ปฐวีธาตุ  ธาตุดิน

อันได้แก่ส่วนที่แข้นแข็งบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

และ

ธาตุดินคือส่วนที่แข้นแข็งที่เป็นภายนอก

ให้พิจารณาอาโปธาตุคือธาตุน้ำ

คือส่วนที่เอิบอาบเหลวไหลบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

และ

อาโปธาตุ  ธาตุน้ำที่เป็นภายนอก

ให้พิจารณาเตโชธาตุคือธาตุไฟ

คือส่วนที่อบอุ่นที่ร้อนบรรดาที่มีอยู่ในร่างกายนี้

และ

เตโชธาตุ  ธาตุไฟที่เป็นภายนอก

ให้พิจารณาวาโยธาตุคือธาตุลม

คือส่วนที่พัดไหวเคลื่อนไหวบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

และ

วาโยธาตุ  ธาตุลมที่เป็นภายนอก

ให้พิจารณาอากาศธาตุ

คือช่องว่างบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้

และ

อากาศธาตุคือช่องว่างที่มีอยู่ในภายนอก

ให้เห็นด้วยสัมมัปปัญญาคือปัญญาชอบตามที่เป็นแล้ว

คือตามเป็นจริง  ว่า

เนตํ  มม     นั่นมิใช่ของเรา

เนโสหมัสมิ     เรามิใช่เป็นนั่น

นเมโส  อัตตา     นั่นมิใช่ตัวตนของเรา

ดั่งนี้

ก็คือพิจารณาที่เป็นธาตุกรรมฐานนั่นเอง

แยกกายนี้ออกเป็นธาตุ

มิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

เพราะโดยปรกตินั้น

บุคคลย่อมมีความความยึดถือในก้อนกายอันนี้

ว่า

ตัวเราของเรา

อัตตสัญญา  สัตตสัญญา

ความสำคัญหมายว่าอัตตาตัวตนหรือสัตว์บุคคล

ย่อมบังเกิดขึ้น

ในเมื่อเห็นก้อนกายอันนี้ หรือ นึกถึงก้อนกายอันนี้

แม้จะถ่ายรูปก็หมายถึงว่าถ่ายรูปกายอันนี้

เมื่อเห็นรูป

ก็ย่อมจะนึกว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคล  เป็นคนนั้นเป็นคนนี้

อยู่โดยปรกติ

ความสำคัญหมายว่าตัวตนหรือสัตว์บุคคล

ดังที่เรียกตามภาษาธรรมว่าอัตตสัญญาสัตตสัญญานั้น

ย่อมบังเกิดขึ้น

เมื่อเป็นดั่งนี้

จึงได้มีความยึดถือติดอยู่สืบต่อไปและยิ่งขึ้น

ไม่มีที่จะเกิด

นิพพิทาคือความหน่าย

และ

วิราคะ  ความสิ้นติดใจยินดี

ในก้อนกายอันนี้

โดยปรกติย่อมเป็นอยู่ดั่งนี้

เพราะฉะนั้น

ก้อนกายอันนี้พร้อมกับใจที่เรียกว่าวิญญาณธาตุ  ธาตุรู้

จึงเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสทั้งหลาย

เป็นต้นว่า

มานะ  คือความสำคัญหมายยึดถือว่าตัวเราของเรา

ตัณหา  ความดิ้นรนทะยานอยากของใจ

ราคะโทสะโมหะหรือโลภโกรธหลงต่าง ๆ

อาศัยก้อนกายอันนี้อยู่เป็นประจำ

พิจารณาแยกกายให้เห็นสักแต่ว่าเป็นธาตุ

เพราะฉะนั้น

ทางที่จะดับทุกข์

จึงต้องอาศัยธาตุกรรมฐานพิจารณาแยกออกไปว่า

อันที่จริงนั้นก้อนกายที่เห็นว่าเป็นก้อนเป็นแท่งอยู่นี้

ย่อมประกอบขึ้นด้วยธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมธาตุอากาศ

แยกออกไม่ได้

เพราะฉะนั้น

ที่ยึดถือว่าตัวเราของเรานั้น

เมื่อแยกออกไปแล้ว

ก็ย่อมจะพบแต่ธาตุ

ส่วนที่แข้นแข็งก็เป็นธาตุดินไป

ส่วนที่เหลวไหลก็เป็นธาตุน้ำไป

ส่วนที่อบอุ่นที่ร้อนก็เป็นธาตุไฟไป

ส่วนที่พัดไหวเคลื่อนไหวก็เป็นธาตุลมไป

ส่วนที่ช่องว่างก็เป็นธาตุอากาศไป

ไม่มีตัวเราอยู่ที่ไหนที่จะหาพบ

พบแต่ธาตุ

และไม่มีตัวเรา

จึงไม่มีของเราอยู่ที่ไหนเช่นเดียวกัน

สักแต่ว่า

เป็นธาตุที่ต้องเกิดต้องดับต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป

อยู่ตลอดเวลา

ดังที่

ปรากฏเป็นความแก่เป็นความเจ็บเป็นความตายต่าง ๆ

อันแสดงถึงว่า

ไม่เที่ยงต้องเกิดต้องดับ

แสดงถึงว่าเป็นทุกข์ต้องทนอยู่ไม่ได้

ถูกความเกิดความดับบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา

ให้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อเป็นดั่งนี้

จึงไม่มีตัวเราของเราอยู่ที่ไหนในก้อนกายอันนี้

มีแต่ธาตุเท่านั้น

เมื่อพิจารณา  ดั่งนี้

ธาตุสัญญา  ความสำคัญหมายว่าเป็นธาตุ

ก็บังเกิดขึ้น

ความสำคัญหมายว่าตัวเราของเรา

หรือ

ความสำคัญหมายว่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

ก็หายไป

ปรากฏแต่ความเป็นธาตุ

ความเป็นธาตุที่เป็นกลางอยู่ในโลก

ไม่ใช่เป็นตัวเราของเรา

ไม่ใช่เป็นตัวเขาของเขาที่ไหน

เหมือนอย่าง

ธาตุดินน้ำไฟลมอากาศที่เป็นภายนอกทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน

แม้บุคคลจะมีกรรมสิทธิ์ในพัสดุสิ่งของต่าง ๆ

ที่เป็น

สังหาริมทรัพย์  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้

อสังหาริมทรัพย์  ทรัพย์ที่เคลื่อนที่มิได้

ก็ย่อมเป็นธาตุดินน้ำไฟลมอากาศทั้งนั้น

ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอย่างแท้จริง

เป็นเจ้าเข้าเจ้าของโดยสมมติบัญญัติ

ที่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายบ้าง

ประกอบด้วยความยึดถือทั้งหลายเท่านั้น

เพราะว่าในที่สุดแล้ว

ถ้าทรัพย์สินเหล่านี้ไม่จากไปก่อน

บุคคลก็ต้องจากทรัพย์สินเหล่านี้ไป

ด้วยมรณะคือความตายในที่สุด

อย่าว่าแต่ธาตุดินน้ำไฟลมอากาศที่เป็นภายนอก

เป็นทรัพย์ต่าง ๆ เหล่านั้น

แม้ธาตุดินน้ำไฟลมอากาศที่เป็นภายใน

คือที่เป็นก้อนกายอันนี้

ก็ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้

ธาตุดินก็ไปรวมกับธาตุดิน

ธาตุน้ำก็ไปรวมกับธาตุน้ำ

ธาตุไฟธาตุลมก็ไปรวมกับธาตุไฟธาตุลม

ธาตุอากาศคือช่องว่าง  ก็เป็นอากาศช่องว่าง

และเมื่อรวมกันเป็นก้อนกายอันนี้

ครั้งแรกก็เป็นชาติคือความเกิด

ก็นำเอาธาตุเหล่านี้จากโลกธาตุที่เป็นภายนอกนี้แหละ

แบ่งเอามารวมเข้าเป็นก้อนกายอันนี้

บริโภคอาหารก็บริโภคธาตุเหล่านี้นั่นเองเข้าไป

สำหรับบำรุงเลี้ยงส่วนที่สิ้นไปหมดไปตามธรรมชาติธรรมดา

บุคคลต้องบริโภคธาตุเหล่านี้เข้าไปเป็นอาหาร

สำหรับที่จะทดแทนสิ่งที่สิ้นไปหมดไป

และก็มักจะเข้าใจกันว่า

บริโภคอาหารวันละ ๑ มื้อ ๒ มื้อ ๓ มื้อ

แต่อันที่จริงนั้น

ต้องบริโภคอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

ก็คือ

ต้องหายใจอยู่ตลอดเวลา

ก็เป็นการบริโภคธาตุเหล่านี้

ที่ปรากฏว่าเป็นวาโยธาตุคือธาตุลม

เข้าไปสำหรับที่จะบำรุงเลี้ยงร่างกาย

อันแสดงว่า

ธาตุทั้งหลายในร่างกายอันนี้

ต้องสิ้นไปเสื่อมไปอยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก

จึงต้องบริโภคเข้าไปทดแทนกันอยู่ทุกลมหาายใจเข้าออก

หยุดไม่ได้

พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์

จึงแสดงว่า

อันความสิ้นไปเสื่อมไปที่เป็นลักษณะของ

อนิจจะ  ไม่เที่ยง

ทุกขะ  เป็นทุกข์

นั้น

มีอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

ไม่ใช่ว่ามีมานาน ๆ ครั้ง

แต่มีอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก

จึงต้องบริโภคซ่อมเข้าไปทุกลมหายใจเข้าออกดังกล่าว

อันแสดงถึงอนิจจะ  ไม่เที่ยง  ทุกขะ  เป็นทุกข์

ซึ่งเป็นสัจจะคือความจริง

และสัจจะคือความจริงนั้นก็คือจริงตามที่เป็นไปแล้ว

ที่เรียกว่า  ยถาภูตะ

ตามที่เป็นไปแล้ว  คือเป็นไปแล้วอย่างนี้

ซึ่งรวมหมายถึงว่า

ทั้งที่เป็นไปแล้ว  ทั้งที่เป็นไปอยู่  ทั้งที่จะเป็นไป  ก็อย่างนี้

คือเป็นไปอย่างนี้

และความที่เป็นไปอย่างนี้นั้นก็เป็นไปตามธรรมชาติธรรมดา

ดั่งที่เรียกว่า

เป็นไปเอง  ไม่มีใครไปปรุงแต่งให้เป็น

ดูที่ก้อนกายอันนี้

พิจารณาดูย่อมจะเห็นได้

ย่อมจะรับรองว่าก้อนกายอันนี้

เป็นไปอย่างนี้หรือว่าเป็นอย่างนี้

เป็นแล้วอย่างนี้

กำลังเป็นอยู่อย่างนี้

จะเป็นอย่างนี้

ตลอดเวลา

ปัญญาที่รู้

ตามที่เป็นแล้วอย่างนี้

ตามที่เป็นไปอยู่อย่างนี้

ตามที่จะเป็นอย่างนี้

อันรวมว่าตามที่เป็นไป

เรียกว่า

สัมมัปปัญญา  คือปัญญาชอบ

เป็นความรู้ที่รู้เห็นตามที่เป็นไป

มิได้คิดเอาเอง  มิได้ปรุงแต่งขึ้นเอง

แต่ว่าก้อนกายอันนี้เป็นไปอย่างนี้เอง

รู้เท่าตามที่เป็นไป

ดั่งนี้แหละ

จึงจะเรียกว่าสัมมัปปัญญาคือปัญญาชอบ

ไม่ได้ปรุงไม่ได้แต่งไม่ได้คิดเอา

และเมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว

ก็ชื่อว่าเป็นการเห็นอนัตตาในก้อนกายอันนี้

เพราะ

ไม่มีตัวตนอยู่ที่ไหน

ไม่มีตัวเราของเราอยู่ที่ไหน

มีแต่ธาตุที่ต้องสิ้นไปเสื่อมไปอยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก

ฉะนั้น

ก็เป็นอันว่า

เมื่อเกิดสัมมัปปัญญาคือปัญญาชอบขึ้นดั่งนี้

ก็ชื่อว่าเห็นอนัตตา

พร้อมทั้งอนิจจะทุกขะ

ก็เป็นอันว่าได้เห็นไตรลักษณ์

คือ

ลักษณะที่ไม่เที่ยง

ลักษณะที่เป็นทุกข์

ลักษณะที่เป็นอนัตตา

ตามที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเอาไว้

ได้นิพพิทา  วิราคะ  จากธาตุกรรมฐาน

ฉะนั้น

นิพพิทาคือความหน่าย

อันตรงกันข้ามกับความยินดีพอใจก็ย่อมบังเกิดขึ้น

วิราคะคือความสิ้นติดใจยินดี

ก็ย่อมบังเกิดขึ้นในก้อนกายอันนี้

เพราะว่าเมื่อธาตุสัญญาปรากฏขึ้น

เห็นสักแต่ว่า

เป็นธาตุที่ต้องเกิดดับ

ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

มิใช่ตัวเราของเราที่ไหน

ไม่มีตัวเราของเราอยู่

จึงหน่ายจากธาตุเหล่านี้

สิ้นติดใจยินดีในธาตุเหล่านี้

เพราะฉะนั้น

จึงต้องทำความเข้าใจในตอนนี้ว่า

แม้จะพิจารณาเป็นธาตุกรรมฐาน

แยกธาตุออกไปดังกล่าว

ถ้าเห็นธาตุตามที่แยกออกไป

แต่ว่ายังไม่หน่ายในธาตุที่เห็นนั้น

ยังติดใจยินดีอยู่ในธาตุที่เห็นนั้น

ก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นธาตุกรรมฐาน

การพิจารณานั้นยังไม่เป็นธาตุกรรมฐาน

ยังเป็นก้อนกายอยู่

ที่จะเป็นธาตุกรรมฐานนั้น

เมื่อปรากฏเป็นธาตุขึ้นก็สักแต่ว่าเป็นธาตุ

ย่อมจะได้ความสิ้นติดใจยินดีจากธาตุนั้นหรือจากธาตุที่เห็นนั้น

ดั่งนี้

จึงจะเป็นธาตุกรรมฐาน

ความสำเร็จเป็นธาตุกรรมฐาน

จึงอยู่ที่ธาตุที่จะทำให้เกิดความหน่าย  เกิดความสิ้นติดใจยินดี

นั่นแหละ

จึงจะเป็นธาตุกรรมฐาน 

จึงจะชื่อว่าเห็นธาตุ  ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

ฉะนั้น

ธาตุกรรมฐานนั้น

จึงมิได้บังเกิดขึ้นตามที่คิดว่าได้แล้ว

โดยที่ยังมีความติดใจยินดีอยู่

ยังไม่ได้นิพพิทายังไม่วิราคะ

เพราะฉะนั้น

จึงต้องทำความเข้าใจดั่งนี้

จะเห็นธาตุเป็นธาตุกรรมฐาน

จะต้องได้นิพพิทาได้วิราคะจากธาตุกรรมฐานที่เห็นนั้น

นั่นแหละจึงจะเป็นธาตุกรรมฐาน

ถ้ายังไม่ได้นิพพิทาไม่ได้วิราคะ

แม้จะเข้าใจว่าได้ธาตุกรรมฐาน

นั่นก็ยังเป็นก้อนกายนี้อยู่ยังแยกไม่ออก

เพราะฉะนั้น

ก็ต้องหัดพิจารณาเนือง ๆ

รู้แจ้งเห็นจริงลงไปว่าสักแต่ว่าเป็นธาตุ

แทงตลอดลงไปว่าสักแต่ว่าเป็นธาตุ

ได้นิพพิทาได้วิราคะขึ้นมา

จึงจะเป็นธาตุกรรมฐาน

แยกกายออกให้เหลือแต่ธาตุรู้ที่บริสุทธิ์

เมื่อได้ธาตุกรรมฐานดั่งนี้แล้ว

พระบรมศาสดาได้ทรงแสดงไว้ว่า

ก็เหลือแต่วิญญาณที่บริสุทธิ์ที่ผ่องแผ้ว

ย่อมรู้อะไร ๆ ได้ด้วยวิญญาณนั้น

ย่อมรู้ว่าเป็นสุข  ย่อมรู้ว่าเป็นทุกข์  ย่อมรู้ว่ามิใช่ทุกข์มิใช่สุข

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา

 สุขเวทนาย่อมเกิด

เมื่อเสวยสุขเวทนา

ก็รู้ว่าเราเสวยสุขเวทนา

และเพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนาดับ

สุขเวทนาก็ย่อมดับ

และเมื่อสุขเวทนาดับก็ย่อมรู้ว่าสุขเวทนาดับ

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา 

ทุกขเวทนาก็ย่อมเกิด

เมื่อเสวยทุกขเวทนา

ก็ย่อมรู้ว่าเราเสวยทุกขเวทนา

เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนาดับ

ทุกขเวทนาก็ย่อมดับ

ก็ย่อมรู้ว่าทุกขเวทนาดับ

เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุข

เวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ย่อมเกิด

เมื่อเสวยเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุข

ก็ย่อมรู้ว่าเราเสวยเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุข

เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขดับ

เวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ย่อมดับ

ก็ย่อมรู้ว่าเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขดับ

เปรียบเหมือนอย่างว่าไม้สีไฟ ๒ อันนั้นออกจากกัน

ไฟก็ย่อมดับฉันใด

เวทนาที่บังเกิดขึ้นก็ฉันนั้น

เพราะอาศัยผัสสะจึงเกิด

เพราะผัสสะดับเวทนาก็ดับ

ดั่งนี้

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net