วันที่ อังคาร มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเมืองเรื่องพระราชอำนาจและกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (๑)


เสฐียนพงษ์  แซ่ตั้ง

หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕ สถานะของพระมหากษัตริย์ยังคงดำรงอยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐแต่ไม่มี "พระราชอำนาจ" สั่งการใดๆโดยตรง แต่เพราะสถานะที่เป็นประวัติศาสตร์ทำให้รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้พระมหา กษัตริย์สามารถใช้พระราชอำนาจแทนปวงชนชาวไทยผ่านอำนาจอธิปไตยทั้งสามคือ "บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ"

ซึ่งก็เป็นลักษณะเช่นเดียวกับประเทศที่มีการปกครองในรูปแบบรัฐสภาแบบมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยทั่วไป โดยคำว่า "ใช้พระราชอำนาจแทนปวงชนชาวไทย" ที่เห็นได้ชัดนั้นคือการ "โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง" ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผบ.เหล่าทัพ ตุลาการ เป็นต้น โดยผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งนั้นก็มาจากคัดเลือกของประชาชน องค์กรต่างๆ และเมื่อคัดเลือกได้แล้วก็จะทูลเกล้าเสนอชื่อให้ในหลวงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งลงมา

ผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งนั้นก็คือ "ตัวแทน" ของพระมหากษัตริย์ที่ได้รับการคัดเลือกจากประชาชน เพื่อให้ใช้อำนาจอันมีอยู่ในหน่วยงานที่รับผิดชอบแทนองค์พระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร "นายกรัฐมนตรี" ประมุขฝ่ายตุลาการ "ประธานศาลฎีกา" และประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ "ประธานรัฐสภา" ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็น "ตัวแทนใช้พระราชอำนาจ" ของพระมหากษัตริย์มาปกครองบ้านเมือง

สถานะของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยคือ "ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง" ซึ่งลักษณะนี้ก็เหมือนกับประเทศอังกฤษ หรือญี่ปุ่น ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ถูกผลักดันให้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประเทศมาอย่าง เนิ่นนาน แต่ในประเทศไทยด้วยสถานะพิเศษใต้รัฐธรรมนูญกษัตริย์คือผู้ใช้อำนาจแทนปวงชน ชาวไทย แต่กษัตริย์จะต้องไม่ทำผิด จึงทำให้การใช้พระราชอำนาจใดๆผ่านฝ่ายบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ จะต้องมี "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย โดยผู้รับสนองฯนั้นจะต้องรับผิดชอบในทุกกรณีเมื่อพระบรมราชโองการนั้นไม่ชอบ ด้วยกรณีใดๆทั้งปวง!

ถึงกระนั้นสิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นเพียง "พระราชอำนาจ" ที่ถูกบัญญัติไว้ในสมุดไทยบนพานแว่นฟ้า แต่ทว่าพระราชอำนาจที่แท้จริงของพระมหากษัตริย์นั้นล้วนเกิดจาก "พระบารมี" ที่สั่งสมมาหลายสิบปีตลอดที่ครองราชย์ ซึ่งพระราชอำนาจนี้ล้วนเป็นที่ประจักชัดต่อสายตา ต่อจิตใจ ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "คนไทย" มาช้านาน

แต่ในทุกวันนี้มีความพยายามของบุคคลบางกลุ่มโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ถึง เรื่องการใช้พระราชอำนาจและ "การได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ" ในเรื่อง "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" (ม.๑๑๒) ว่าไม่เป็นธรรมต่อสิทธิพื้นฐานและเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน โดยให้เหตุผลว่าพระมหากษัตริย์แม้จะเป็นประมุขแห่งรัฐ แต่ก็อยู่ใต้รัฐธรรมนูญเดียวกันกับประชาชนทุกคนในประเทศไทย แต่กฎหมายหมิ่นฯนี้กลับทำให้สถานะของพระมหากษัตริย์ "ดูจะ" อยู่เหนือกว่าสิ่งใดๆที่ประชาชนจะวิจารณ์ได้ เพราะประชาชนนั้นไม่รู้ว่าจะวิจารณ์อย่างไรเพื่อไม่ให้ต้องโทษ เพราะด้วโทษสูงสุดถึง ๑๕ ปีนั้นเปรียบเสมือนกำแพงที่กันการวิจารณ์พระมหากษัตริย์ออกไปจากประชาชน และทำให้การวิจารณ์พระมหากษัตริย์นั้นกลายเป็นเรื่อง "ต้องห้าม" ในประเทศไทย!

ด้วยเหตุผลของคนกลุ่มนี้อ่านอย่างผิวเผินดูเหมือนว่ากฎหมายหมิ่นฯนั้นดูจะริดรอนสิทธิและเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์(ในลักษณะที่ประชาชน วิจารณ์รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน)มากเกินไป แต่ผมกลับมมองว่ากฎหมายหมิ่นฯนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ "ปกป้อง" สถาบันพระมหากษัตริย์(อันได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท)เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะประมุขแห่งรัฐในทางกฎหมาย ไม่เพียงเท่านั้นสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็น "ผู้นำทางจิตวิญญาณชาติ" เมื่อใดที่พระมหากษัตริย์ทุกข์ใจ ประชาชนก็ทุกข์ใจ เมื่อใดพระมหากษัตริย์มีความสุข ประชาชนก็มีความสุข เมื่อใดพระมหากษัตริย์ทรงพระประชวร ประชาชนก็ทุกข์ใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปรากฎให้เห็นได้ในสังคมไทยเท่านั้น

ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่มีมาว่าร้าย แสดงกิริยาอาฆาต คนไทยก็จะเจ็บแค้นแทน ตอบโต้แทนพระมหากษัตริย์ แต่พระมหากษัตริย์ออกมาตอบโต้ไม่ได้ เพราะสถานะของพระมหากษัตริย์จะต้องดำรงอยู่ในความเป็นธรรมและเป็นกลางสำหรับ ทุกฝ่าย

ผมเชื่อว่าหลายคนในประเทศไทยนี้เข้าใจแบบที่ผมเข้าใจ ขนาดผมไม่ต้องจบด๊อกเตอร์ ไม่ต้องมีคำนำหน้าทางวิชาการ ไม่ต้องเรียนรัฐศาสตร์ ไม่ต้องเรียนกฎหมาย ก็ยังเข้าใจในกฎธรรมดาข้อนี้ แต่ทว่าในสังคมไทยตอนนี้มีกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มนักกฎหมาย รวมตัวกัน "สร้างความไม่เข้าใจ" กฎหมายข้อนี้ ในความคิดของเขามีเพียงคำว่า "สิทธิถูกปิดกั้น" และคำว่า "ริดรอนซึ่งเสรีภาพ" ทำไมคนที่เป็นถึงระดับนั้นกลับไม่มองดูบริบทของสังคม ไม่มองดูประวัติศาสตร์ ไม่มองดูคติความเชื่อของคนไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง

หลังจากที่ผมเก็บข้อมูลและศึกษาเรื่อง "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" นี้มาซักระยะหนึ่ง ก็พอจะสรุปสิ่งที่ "พวกเขา" ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับกฎหมายฉบับนี้ ได้เป็น ๔ ข้อครับ

๑.ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิง
๒.ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ แต่ให้ไปใช้กฎหมายหมิ่นประมาท
๓.ไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ แต่ไปปรับแก้โทษสูงสุด
๔.ไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ แต่ตั้งองค์กรรับผิดชอบแทนตำรวจ

ผมจะขอวิจารณ์ทีละข้อนะครับ

๑.ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิง
ออกจะเป็นแนวคิดที่ "สุดโต่ง" จนเกินไป แม้ว่าคนที่สนับสนุนหลักการนี้จะบอกว่าถ้าคนไทยรักจริงก็จะไม่มีใครมาว่า หรือจะบอกว่าจะให้คนไทยรักก็ต้องไม่บังคับให้รัก ต้องใจกว้างยอมรับคำวิจารณ์ได้ ซึ่งผมมองว่าคนที่คิดแบบนี้สายตาเขาแคยเกินไป "คนธรรมดา" ยังมีกฎหมายหมิ่นประมาทมาคุ้มครอง เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้ว "พระมหากษัตริย์" จะไม่มีกฎหมายใดให้ความคุ้มครองพระองค์บ้างเลยหรือ?

๒.ยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ แต่ให้ใช้กฎหมายหมิ่นประมาท
ออกตัวก่อนว่าไม่ได้ร่ำเรียนกฎหมาย อันนี้ใช้พื้นฐานวิชาสังคมมัธยมมาตอบเลยหล่ะครับ ผมเข้าใจว่ากฎหมายหมิ่นประมาทนั้น ผู้ที่ถูกหมิ่นประมาทจะเป็น "ผู้ร้องทุกข์" กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองใช่ไหมครับ ถ้าให้ใช้กฏหมายนี้กับพระมหากษัตริย์ก็คงจะไม่มีคดีหมิ่นประมาทพระมหา กษัตริย์ ดังที่ผมกล่าวไว้แล้วในข้างต้นว่าพระมหากษัตริย์จะต้องดำรงอยู่อย่างเป็น ธรรมทุกฝ่าย ซึ่งส่วนนี้ได้มีผู้รู้ให้ความรู้ผมว่ากฎหมายหมิ่นฯนั้นเป็นการฟ้องร้องโดย เจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ต้องมีผู้มาร้องทุกข์ ตำรวจก็ฟ้องร้องได้

๓.ไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ แต่ให้ไปปรับแก้โทษสูงสุด
อันนี้มีหลายคนพูดตรงกันว่ากฎหมายหมิ่นฯ มีโทษที่สุดลิบเกินไป หมิ่นประมาทบุคคลแม้ว่าจะเป็นพระมหากษัตริย์แต่โทษไม่น่าถึง ๑๕ ปี เอาเพียงแค่หลาบจำก็พอ การระบุโทษที่สูงลิบแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการห้ามวิจารณ์พระมหากษัตริย์ ตรงนี้ผมอยากจะอธิบายว่าโทษที่ระบุไว้สูงสุด ๑๕ ปี ก็ต้องดู "ความผิด" ดูที่เจตนา ดูที่องค์ประกอบหลายอย่างที่แวดล้อมในขณะนั้น และศาลท่านก็จะตัดสินเองว่าความผิดนั้นสมควรได้รับโทษเท่าใด ก็ให้ต้องให้เป็นดุลพินิจของศาลเท่านั้น

๔.ไม่ต้องยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ แต่ตังองค์กรรับผิดชอบแทนตำรวจ
เรื่องที่ท่านอ่านนี้ผมรวบรวมข้อมูลมานานแล้วครับ ทำให้บางเรื่องที่ไม่ได้ติดตามข่าวตลอดก็เลยพลาด)ตอนนี้อำนาจในการสั่งฟ้อง คดีหมิ่นฯได้ถูกโอนจาก สตช. มายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ซึ่งผมเห็นด้วยทุกประการครับ

จบตอนที่ ๑

โดย เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net