วันที่ อาทิตย์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทายาท ฮุนตระกูล บริหารโรงแรมหรู-ขอรวย พอเพียง


ธนกร-กอหญ้า "เราจะรวยแค่นี้"

ตีพิมพ์ในเซ็คชั่นจุดประกาย-ไลฟ์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม 2550

ภาพ: วริศรา วุฒิกุล

หลายคนยังจำได้ดี ว่าเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว 'เครืออิมพีเรียล' ไม่ใช่ของ 'เจ้าพ่อน้ำเมา' เจริญ สิริวัฒนภักดี อย่างทุกวันนี้ แต่เป็นธุรกิจครอบครัวของ อากร ฮุนตระกูล ผู้ล่วงลับ
หลายคนรู้ต่อไปอีกว่า การขายกิจการครั้งนั้น 'อากร' สามารถล้างหนี้ 5,900 ล้านบาท จากการลงทุนสร้างโรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 24 แล้วยังมีเงินเหลืออีก 2,000 กว่าล้านบาท วันนี้ ธุรกิจที่เหลืออยู่ของครอบครัวฮุนตระกูล มีเพียง 'บ้านท้องทราย' โรงแรม 5 ดาวรุ่นบุกเบิก บนเกาะสมุย
ปี 2543 'อากร' เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง กิจการของครอบครัวมี 'ธนกร ฮุนตระกูล' เข้ารับช่วงบริหารต่อในวัยเพียง 20 ต้นๆ โดยมี 'กอหญ้า' สายสิริ ฮุนตระกูล ภรรยาวัยรุ่นคอยยืนเคียงข้าง
ปลายปีที่แล้ว 'ธนกร' สร้างชื่อในหน้าข่าวหนังสือพิมพ์จากการมอบที่ดินเปล่ากว่า 100 แปลง รวมราว 5,000 ไร่ ให้นายอำเภอเกาะสมุย เพื่อนำไปจัดทำพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
2550 โรงแรมบ้านท้องทราย อายุครบ 20 ปี ธนกร-สายสิริ ฮุนตระกูล จูงมือเปิดใจต่อสื่อกลุ่มเล็กๆ ถึงการบริหารกิจการในแนวทาง 'พอเพียง'
"เราจะไม่เพิ่มห้องพัก ไม่เพิ่มขนาดธุรกิจ แต่จะปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้ดี เพราะไม่ต้องการเสี่ยง ไม่อยากเป็นหนี้ ผมคิดว่า การประกาศว่า 'กูจะรวยแค่นี้' คือความพอเพียง ซึ่งเป็นความชัดเจนว่าแค่ไหนที่เราจะมีความสุข ลูกค้าแฮปปี้ พนักงานแฮปปี้ สำหรับผมการเพิ่ม size business ไปเรื่อยๆ มันไม่มีจุดจบ และไม่ realistic"
'บ้านท้องทราย' โรงแรมขนาด 83 ห้อง บนเนื้อที่เพียง 72 ไร่ จึงเป็นทำเลเลี้ยงชีพที่เลือกแล้วของสองสามีภรรยา ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
"โรงแรมเราบริหารงานแบบไทยๆ โดยครอบครัว ไม่ฟอร์มใหญ่แบบโรงแรมเชนดัง ซึ่งเราสู้ไม่ได้ด้านเงินทุน ขณะที่โรงแรมใหม่ๆ แข่งกันที่ดีไซน์ เราเปิดมา 20 ปี เราแก่ ความได้เปรียบจึงอยู่ที่ว่าเราอยู่มาก่อนคนอื่น มีความเป็นธรรมชาติ มีหาดส่วนตัว พนักงานเป็นกันเอง เป็นจุดขายแบบบ้านๆ" ธนกร พูดถึงโพซิชั่นของ 'บ้านท้องทราย'
เกือบสิบปี 'โรงแรมบ้านท้องทราย' ไม่เคยจ้างผู้บริหารมืออาชีพ แต่บริหารงานโดยครอบครัว ที่ 'ธนกร' ดูแลด้านการตลาด ขณะที่ 'กอหญ้า' รับผิดชอบบริหารภายใน ลงรายละเอียดกันถึงขั้นดูแลแก้ปัญหาต้นไม้ล้ม ท่อประปารั่วกันเลยทีเดียว ซึ่ง 'กอหญ้า' มองว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดี เพื่อที่เมื่อวันหนึ่งเธอและ 'ธนกร' จะถอยจากงานจุกจิกไปทำตัวเป็น 'เจ้าของ' มากขึ้น แต่ก็จะรู้เนื้อหาของงานทั้งหมดอย่างแท้จริง
 
ทิ้งกล่องโฟม-หันหิ้วปิ่นโตเถาเก่า
เมื่อพูดถึง 'ธรรมชาติ' และ 'สิ่งแวดล้อม' ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งอาจมองเป็นจุดขายหนึ่ง แต่สำหรับ ธนกร และ กอหญ้า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ 'ลูกเล่น' ทางการตลาดแน่ ดูได้จาก 'กรีน โปรเจ็ค' ของโรงแรมบ้านท้องทราย ที่ทำเอาทั้งพนักงานและลูกค้าต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามๆ กัน
'กอหญ้า' เล่าว่า งานด้านสิ่งแวดล้อมของโรงแรมเริ่มต้นจริงจังเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อทางโรงแรมทยอย 'รีโนเวท' ห้องพัก และอาคารสถานที่ต่างๆ เพื่อจะพบกับ 'ขยะก่อสร้าง' กองพะเนิน ซึ่งดูเหมือนไม่ถูกใส่ใจจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวเจ้าของกิจการเอง
"เราไม่นึกว่ามันต้องมีขยะ ไม่ได้นึกว่าผู้รับเหมาเขาจะจัดการขยะเหล่านี้อย่างไร ซึ่งเขาก็เอาไปกองตรงที่โล่งข้างโรงแรม พนักงานเราหวังดี ก็ไปจุดไฟเผา ปรากฏว่ามันมีทั้งพลาสติก กระป๋อง ฯลฯ ชาวบ้านโทรเข้ามาบอกว่า เหม็นมาก ควันเต็มไปหมด เราก็ตกใจ ทำให้เริ่มคิดว่า โรงแรมนี่ก่อนจะสวยงามอย่างที่เห็น มันมีด้านมืด"
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือทำในสิ่งที่เป็น 'ความรับผิดชอบ' ของผู้ประกอบการ โดยทั้งผู้บริหารและพนักงานพากันศึกษาหาข้อมูล เพื่อหาวิธีจัดการสิ่งแวดล้อม นับหนึ่งที่การลดปริมาณขยะ โดยเฉพาะที่มีผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยการตรวจสอบข้าวของเครื่องใช้ทุกจุด พบว่าในครัว ขยะเยอะจากพลาสติกที่ใช้ห่ออาหาร ฉะนั้น เปลี่ยนเป็นใช้ภาชนะที่ล้างได้ไม่ต้องทิ้ง บรรดาพนักงานจากที่เคยซื้ออาหารใส่กล่องโฟม หันมาหิ้วปิ่นโตแบบดั้งเดิม ผ้าปูที่นอนเก่านำมาตัดเป็นถุงผ้า ไว้ให้ฝ่ายจัดซื้อใช้ใส่ของ เลี่ยงพลาสติกได้อีกทางหนึ่ง
ในห้องพัก ใช้ถุงผ้าหรือถุงกระดาษแทนถุงพลาสติก สบู่ก้อนต้องมีกล่องกระดาษ พลาสติกหุ้ม ดังนั้น เปลี่ยนไปใช้สบู่เหลวดีกว่า ขนมในห้องพัก พยายามเลือกที่แพกเก็จเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเขียนป้ายเล็กๆ คุยกับแขกที่มาพัก ให้ข้อมูลถึงการช่วยกันประหยัดน้ำ-ไฟ แขกออกจากห้องเปิดแอร์ทิ้งไว้ พนักงานจะย่องเข้าไปปิด ฯลฯ
อันดับสองคือการแยกขยะ โดยจัดสร้างโรงแยกขยะ มีพนักงานประจำ เพื่อนำขยะรีไซเคิลได้มาแยกประเภทอีกครั้ง ก่อนส่งไปยังโรงงานรีไซเคิล ส่วนขยะอันตราย จำพวกถ่ายไฟฉาย เศษโฟม เครื่องใช้ไฟฟ้า กระดาษโรเนียว แผ่นอาร์ตแมต ฯลฯ รวบรวมแล้วนำส่งไปกำจัดที่ Genco ซึ่งเป็นบริษัทรับกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกวิธี
สำหรับขยะอินทรีย์ พวกเศษอาหาร วัสดุจากธรรมชาติต่างๆ 'บ้านท้องทราย' สร้างโรงปุ๋ย เพื่อนำขยะที่ย่อยสลายได้เหล่านี้ไปผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติ เพื่อแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักใช้ใส่ต้นไม้ และเป็นน้ำหมักชีวภาพ เพื่อทำความสะอาดห้องน้ำได้ไม่เสียเปล่า
บริเวณติดกับโรงปุ๋ย เป็นแปลงผักปลอดสารเคมี มีทั้งผักใบเขียว ไม้ผล และดอกไม้ ที่สามารถนำมาใช้ในโรงแรมได้ทั้งสิ้น
"แต่ผักผลไม้ที่เราปลูกเอง จะเล็กๆ หน่อยคะ อย่างแอสพารากัส กับถั่วงอก ต้นผอมๆ เราก็ไปบังคับให้เชฟใช้ทำกับข้าว เชฟโกรธมากเลย ทำไมแอสพารากัสของยูมันผอมอย่างนี้ เราก็บังคับให้เขาใช้จนได้" กอหญ้าเล่าปนหัวเราะ
นอกจากนี้ ยังระมัดระวังเรื่องการใช้ไม้ ซึ่งจะนำมาใช้ซ่อมแซมตามอาคารที่พักต่างๆ โดยจะพยายามตรวจสอบว่าเป็นไม้ซึ่งมีการปลูกทดแทน หรือถ้าจะให้ดีก็ใช้ไม้ปลูกหรือวัสดุรีไซเคิล แม้ในแง่ความสวยงามอาจจะไม่เท่าไม้จริงแผ่นโตๆ
การบำบัดน้ำจากการซักรีด ถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับกิจการโรงแรมระดับ 5 ดาว 'กอหญ้า' บอกว่า ทางโรงแรมลงทุนราว 1.3 ล้านบาท ติดตั้งระบบโอโซน เพื่อลดปริมาณสารเคมีตกค้างในน้ำทิ้ง ที่ถูกระบายสู่ธรรมชาติ ซึ่งนี่ถือเป็นการลงทุนก้อนใหญ่ที่สุด ซึ่งก็มองว่าคุ้มค่า
โรงแรมรักนก หนูเราก็ไม่ฆ่า
ผู้บริหารบ้านท้องทรายรักสัตว์นานาชนิด พนักงานกว่า 200 คน ถูกกำชับว่าห้ามยิงนกตีหนู และสัตว์อื่นๆ โดยมีการตั้งหน่วยพิทักษ์สัตว์ จัดอบรมความรู้เรื่องการอนุรักษ์สารพัดสัตว์เล็กใหญ่ ในโรงแรมบ้านท้องทราย เนื้อที่ไม่น้อยถูกปล่อยเป็น 'พื้นที่สีเขียว' ให้สัตว์นานาชนิดได้อยู่อาศัย ที่นี่มีนกหลากพันธุ์ชนิดที่นักดูนกต้องตื่นเต้น
ผู้บริหารและพนักงานรักสัตว์ แขกที่มาพักต้องพลอยต้องปรับตัว ในทุกห้องพักมีป้ายเล็กๆ ข้อความระบุถึงแนวทางรักษ์ธรรมชาติของทางโรงแรม นก หนู งู ตุ๊กแก ฯลฯ ถือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ธนกร บอกว่า "โรงแรมไม่ฆ่าสัตว์ อย่างหนู เราก็จะดักไปปล่อยในป่า เราอยู่กับธรรมชาติ ก็ต้องมีหนู หนูชอบกินผลไม้ ถ้าแขกเปิดประตูทิ้งไว้ มันก็จะวิ่งเข้ามากิน เราแจ้งลูกค้าว่าให้ปิดประตู เราไม่ฆ่าหนู เพราะมีงู เดี๋ยวงูก็กินหนูเอง แขกบางคนก็ไม่ชอบ มีเขียนคอมเมนต์ว่าไม่ได้จะนอนซาฟารี แขกเจองู เจอหนู เช็คเอาท์ออกไปเลยก็มี"
ขณะที่ 'กอหญ้า' เล่าว่า วันที่งูหลามตกลงไปในสระว่ายน้ำ แขกส่วนใหญ่ไม่ได้ตกใจกลัว หลายคนวิ่งไปหยิบกล้องมาถ่ายรูปด้วยความสนุกสนาน
ผู้บริหารบ้านท้องทรายมองว่า ลูกค้านักท่องเที่ยวมีความหลากหลาย เป็นไปไม่ได้ที่โรงแรมจะตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น สิ่งที่โรงแรมนี้เลือกทำคือ เป็นตัวของตัวเอง
"ความเป็นธรรมชาติของบ้านท้องทราย บางทีแขกก็ไม่ชอบ โรงแรมอะไร (วะ) ไม่ฆ่าหนู บางคนเจอยุง บ่น ยุงๆๆ ก็บ้านเราเป็นเมืองร้อน เปิดประตูไว้ ยุงก็เข้าสิ แล้วก็มีที่มาแล้วบ่น ทำไมที่นี่เงียบจัง อ้าว ก่อนจะมาไม่ได้ดูข้อมูลก่อนหรือไง อยากสนุก เราก็จับขึ้นรถไปส่งแถวหาดเฉวง คือผมมองว่า แขกที่มา ร้อยพ่อพันแม่ ทำไมเราต้องตามใจทุกอย่าง"
ทั้งสองรู้ดีว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสร้างสมดุลระหว่างการรักษาธรรมชาติ กับการทำโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ซึ่งหมายถึงความฟุ่มเฟือย และสะดวกสบายในชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะเดินหน้าในอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสวนทางกับแนวทางทุนนิยม ที่ให้คุณค่ากับการเติบโตทางธุรกิจ และหมายรวมถึงการแข่งขัน
"หวังแค่ว่าในสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่แข่งขันสูง เราจะสามารถคงแนวทางอย่างนี้ของเราต่อไปได้"
ผู้บริหาร 'บ้านท้องทราย' กล่าวทิ้งท้าย

โดย rachada

 

กลับไปที่ www.oknation.net