วันที่ พุธ มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อากันจิลแพ็ฮ์


              

 

จำเนียรกาลผ่านมาแต่นานเนิ่น ณ หมู่บ้านชายป่าอันไกลโพ้น ยังคงมียายกับหลานชายตัวน้อย ทั้งสองอาศัยอยู่ในกระต๊อบไม้ไผ่เล็ก ๆ อันโกโรโกโสหลังหนึ่ง

ผู้เป็นยาย แม้ว่าจะแก่เฒ่ามากแล้วก็ตาม แต่ด้วยความยากจนข้นแค้น จึงต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำ  ทุกวันมักจะออกไปรับจ้างทำงานสารพัดในหมู่บ้าน เพื่อแลกกับข้าวปลาอาหาร ก็สุดแท้แต่ว่าใครจะใช้ให้ทำอะไร  

กล่าวถึงผู้เป็นหลาน  แม้จะรู้ว่ายายของตนต้องลำบากตรากตรำ แต่ก็หาได้ใส่ใจไม่ แต่ละวันที่ผ่านไป เจ้าเด็กคนนี้จะนอนคุดคู้เกียจคร้านอยู่ใต้ร่มไม้อย่างสบายอารมณ์ ช่วงไหนที่นึกเบื่อ ๆ ก็ลุกขึ้นมาบิดขี้เกียจ  เดินไปเดินมาสักสอง – สามรอบ แล้วจึงกลับมาเอนหลังลงนอนต่อ จนทำให้ยายถึงกับเรียกมันว่า

‘อากันจิล’ หรือ ‘จอมขี้เกียจ’ 

ยิ่งถ้าหากเป็นฤดูหนาวด้วยแล้ว ‘อากันจิล’ จะนอนนิ่งอยู่ข้างกองไฟ แทบจะไม่ยอมกระดิกตัวบางครั้งก็นอนเกลือกกลิ้ง คลุกกับกองขี้เถ้าที่พอกสุมอยู่จนเนื้อตัวมอมแมม แต่ถึงร่างกายจะสกปรกแค่ไหน  ’อากันจิล’ ก็ไม่เคยคิดจะอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว  หากยังคงมีความสุขกับการได้นอนผิงไฟไล่ความหนาวคลุกขี้เถ้าเหมือนไม่มีวันเบื่อ นานเข้าคนที่เดินผ่านไปมา ก็พากันตั้งฉายาให้ว่า

 ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ หรือ ‘จอมขี้เกียจคลุกขี้เถ้า’

ความขี้เกียจของ ‘อากันจิลแพ็ฮ’ ว่ากันว่า ไม่มีใครคนไหนที่จะมาเสมอเหมือน มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังนอนหลับอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ เกิดนึกอยากกินลูกตะขบสุกหน้ากระต๊อบ ครั้นจะลุกเดินไปที่ต้นแล้วปีนขึ้นไปเก็บเอามากินก็ขี้เกียจ แต่ด้วยความอยากกินเต็มแก่บวกกับความขี้เกียจ ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ จึงใช้วิธีนอนม้วนตัวกลิ้งคลุกฝุ่นคลุกดินไปจนถึงโคนต้น เสร็จแล้วก็นอนอ้าปากรอให้ผลสุกสีแดงสดของลูกตะขบตกลงใส่ปาก ขณะที่ตาก็ยังคงหลับพริ้มไม่สนใจใด ๆ ทั้งสิ้น ลูกไหนหล่นไม่ตรงปาก ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ก็ไม่สนเพราะขี้เกียจเอื้อมมือไปหยิบ เสร็จแล้วพออิ่ม ถึงตอนนั้นก็ม้วนตัวกลิ้งมาหลับอยู่ข้างกองไฟใต้ร่มไม้ตรงที่เดิม

แม้แต่ในยามที่ยายร้องเรียกให้มากินข้าวก็เหมือนกัน ทุกครั้งพอได้ยิน ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ จะปรายตามองไปทางเสียงเรียกของยายเสียทีหนึ่ง เสร็จแล้วก็นอนต่อไปอีกสักพัก จนกว่ายายจะเรียกเสียงหนัก ๆ อีกสักครั้งสองครั้งนั่นแหละ มันถึงจะยอมลุกขึ้นเดินทำตาสลึมสลือไปบนกระต๊อบ แล้วพอถึงวงข้าว ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ จะนั่งลงอ้าปากรอให้ยายป้อน ไม่ยอมตักกินเองเพราะขี้เกียจ แต่พอป้อนข้าวใส่ปากไปแล้ว จอมขี้เกียจก็ยังขี้เกียจเคี้ยวข้าวกลืนลงไปอีก เหตุการณ์เป็นอย่างนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนกระทั่งยายก็จนปัญญาจะหาวิธีจัดการ ในที่สุดก็จำต้องปล่อยเลยตามเลย

วันเวลาล่วงผ่านไปวันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ก็ได้แต่นอนเกียจคร้านอยู่อย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ขณะที่ร่างกายนั้นก็เริ่มผ่ายผอมลงทุกวันจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ชาวบ้านร้านถิ่นที่เดินผ่านไปมา ต่างก็หัวเราะแกมสมเพชเวทนาในชะตาชีวิตของเด็กน้อยจอมขี้เกียจคนนี้

จนมาวันหนึ่ง ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ เกิดนึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ จู่ ๆ ก็ลุกยืนขึ้นมาพรวดพราด หันไปพูดกับยายด้วยสีหน้าจริงจัง

.”ยายฉันขอยืมขวานหน่อยซิ จะเอาไปตัดต้นยางริมลำธารมาทำด้ามกระบวย”

ฝ่ายยาย – พอได้ยินเจ้าหลานจอมขี้เกียจเอ่ยดังนั้น พลันก็นึกแปลกอกแปลกใจระคนตลกขบขัน คิดอยู่ในใจว่า ด้ามกระบวยมันก็เล็กนิดเดียว ถึงกับต้องไปตัดไม้ต้นใหญ่มาทำเชียวรึ  แต่ไม่ทันจะพูดอะไรออกไป ฝ่ายหลานชายจอมขี้เกียจ ก็วิ่งไปฉวยเอาขวานที่เสียบไว้ตรงข้างฝา ก่อนจะเดินดุ่ม ๆ มุ่งไปยังลำธารเพื่อตัดต้นยางมาทำด้ามกระบวยตามที่คิด

เมื่อไปถึงลำธาร  ขณะกำลังเลือกต้นยางที่จะตัดอยู่นั้น ชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างก็นึกแปลกใจที่เห็น ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ลุกจากที่นอนมาจนถึงที่นี่ได้ จึงพากันเอ่ยปากถามด้วยความอยากรู้ ครั้นพอรู้ว่ามันกำลังจะตัดต้นยางเอาไปทำด้ามกระบวย ทุกคนต่างก็หัวเราะขบขันจนสุดที่จะกลั้นเอาไว้ได้ คิดอยู่ในใจว่าเจ้าหมอนี่มันคงนอนเกียจคร้านจนเสียสติไปแล้วเป็นแน่แท้ แต่ก็ไม่มีใครทักท้วงว่าอะไร ต่างคนต่างก็เดินจากไปเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล

ฝ่าย ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ เมื่อเลือกได้ต้นยางที่ถูกใจแล้ว จากนั้นก็ลงมือตัดโค่นในทันที แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้เกียจ จึงทำให้เผลอหลับสัปหงก จนกระทั่งปล่อยขวานให้หลุดมือตกลงไปในลำธาร เมื่อรู้สึกตัว ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ครั้นว่าจะดำน้ำลงไปงมหา แต่น้ำในลำธารก็ดูจะลึกเกินไป สุดท้ายเมื่อคิดอะไรไม่ออก จึงนั่งลงร้องไห้ริมลำธารอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย

เสียงคร่ำครวญด้วยความเสียใจของจอมขี้เกียจ ดังไปจนถึงหูของรุขเทวดาที่สิงสถิตอยู่ในบริเวณนั้น ด้วยความเวทนาสงสารเด็กน้อยไร้เดียงสา จึงจำแลงแปลงกายเป็นชายหนุ่มคนหาปลา แล้วเดินเข้ามาสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยความอารี

“ฉันทำขวานของยายตกลงไปในน้ำจ๊ะน้า นี่ถ้าไม่ได้ขวานคืนฉันคงไม่พ้นต้องถูกยายตีจนตายแน่ ๆ ” ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม ก่อนจะฟุบหน้าลงกับหัวเข่าแล้วฟูมฟายต่อไปอย่างน่าสงสาร

ฝ่ายเทวดาแปลงกาย เมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมด พลันก็รีบปลอบใจเด็กน้อย เอ่ยปากบอกว่าจะลงไปงมหาขวานให้เอง เสร็จแล้วจึงกระกระโดดลงลำธาร ดำดิ่งลงไปงมหาขวานที่ตกมานอนนิ่งอยู่ก้นลำธาร  จากนั้นจึงโผล่ขึ้นมาพร้อมกับขวานทองคำสีเหลืองอร่ามก่อนจะร้องถาม

“นี่ใช่ขวานที่เจ้าทำหล่นลงน้ำหรือไม่หลานชาย”

“ไม่ใช่จ๊ะน้า ของฉันไม่สวยเท่านี้” ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ตอบไปตามความจริง

จบคำชายหนุ่มคนหาปลาก็ดำดิ่งลงสู่ก้นลำธารอีกครั้ง ก่อนจะโผล่ขึ้นมาพร้อมขวานเงินที่ถืออยู่ในมือ

“นี่ใช่ไหมขวานที่เป็นของเจ้า”

“ไม่ใช่ ๆ ด้ามนี้ก็ไม่ใช่อีกแหละจ๊ะน้า”

 ได้ฟังคำตอบ ชายหนุ่มคนหาปลาก็ทิ้งตัวดำน้ำลงไปอีกครั้งหนึ่ง โผล่มาคราวนี้ขวานที่อยู่ในมือ กลับเป็นขวานเหล็กธรรมดาที่ทำหล่นลงน้ำไป

“ใช่ ๆ ๆ เล่มนี้แหละจ๊ะน้าขวานของฉันที่ตกน้ำ” ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ร้องขึ้นมาด้วยความลิงโลดดีใจ

ฝ่ายชายหนุ่มคนหาปลา ทันทีที่ขึ้นมาบนฝั่ง ก็เอ่ยปากถาม ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ อีกครั้งว่าแน่ใจหรือไม่ ฝ่าย ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ก็ยืนยันมั่นเหมาะว่า ใช่  ดังนั้นชายหนุ่มคนหาปลา จึงส่งขวานเหล็กพร้อมกับขวานทองคำและขวานเงิน เพื่อเป็นรางวัลแห่งความซื่อสัตย์ให้กับ ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ พร้อมทั้งเอ่ยปากชมเชยในความซื่อสัตย์ของเด็กน้อยจอมขี้เกียจคนนี้

เมื่อกลับถึงกระต๊อบ ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ยายฟัง ครั้นยายได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบสวมกอดหลานชายพร่ำพูดชมเชยอยู่ไม่ขาดปากว่า

“โอ้หลานเอ๋ย เจ้าถึงแม้จะขี้เกียจไม่ช่วยการช่วยงานอันใด แต่อย่างน้อยเจ้าก็เป็นคนสื่อสัตย์ไม่คดโกง ไม่โลภมาก ไม่อยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา นิสัยเรื่องนี้ของเจ้าช่างน่าชมเชยยิ่งนักหลานเอ๋ยหลานรัก”

 ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ เมื่อได้ฟังยายพูดเช่นนั้น ก็เอ่ยปากสัญญากับยายว่า ต่อไปนี้จะไม่นอนเกียจคร้านอย่างที่เคยเป็นมาอีกแล้ว พูดจบก็ผละจากยายเดินลงจากกระต๊อบ รีบช่วยยายผ่าฟืน ตักน้ำใส่ตุ่ม ให้ข้าวเป็ด ข้าวไก่ และงานอื่น ๆ ที่พอทำได้ นานเข้าทุกคนต่างก็ชมเชยในความเป็นคนขยันขันแข็งของเด็กน้อย จนในที่สุดฉายาที่ว่า ‘อากันจิลแพ็ฮ์’ ก็ไม่มีใครคนไหนเรียกติดปากกันอีกต่อไป

 ‘

 หมายเหตุ : ภาพประกอบจาก 'เศรษฐกิจหมู่บ้านไทยในอดีต' ฉัตรทิพย์  นาถสุภา

โดย ชาวบ้านบัว

 

กลับไปที่ www.oknation.net