วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลิลิตปฐวีวจนะ (๒) อารัมภกถา


อารัมภกถา

วิชชุมาลี

๘ ขวบเมื่อ     เพ็ญวาดฟ้า   ลมล่วงเวหน   พุ้นเยอ

          มหา-   จันโทสุก[1]  สว่างแสงใสแจ้ง

                   มีนาด้น         ปีเถาะแถมถ่าย

                   ฤดูโลกแล้ง    ภายฟ้าฮุ่งตาเว็น       

๙ บัดนั้น        มัวมืดหล้า     ภายแหล่งหนาวเย็น[2]

          สังมา  แปรปรวนไป   เปลี่ยนไวภายกี้

                   ตาเว็นแจ้ง      กะจะวันก่อน

                   สูรย์แล่นลี้     หลบซ่อนอยู่ใส   พ่อเอย

๑๐ วือวือ       “ลมข่าวเจ้า    วีแต่แดนอุทัย[3]

บอกว่า          ภายผืนดิน      สั่นสะเทือนปานบ้า

มหา-            ทะเลใต้          อลหนเป็นป่วง

สาดซัด         กลืนแผ่นฟ้า    คนล้มท่าวตาย   แม่เอย

๑๑ โอนอ      เป็นเหตุฮ้อน   สรรพสิ่งฉันใด

                   เฮือนชานหาย หมื่นคนแปนเกลี้ยง

หือว่า            สมัยมามื้อ      ลงทัณฑ์มนุษย์โลก

แสนที่           เคยโลภเสี้ยง  ทะลายม้างมุ่นธรรม”[4]

โคลง ๔ สุภาพ

๑๒ ชาติเสือเขาว่าแล้ว         เป็นเสือ เสมอนา

ลายบ่ลายนอกเหนือ             กล่าวอ้าง

เป็นเสือย่อมโครงเครือ          ดูอาจ  พ่อเอย

หาห่อนพาลบล้าง                แน่แท้ลายสีฯ

๑๓ เฉกกวีเขาเสกให้            เยินยอ

จึงย่อมยงยืนพอ                  เผื่อสร้าง

ผลงานเพื่อถักทอ                ถึงฝั่ง   โพ้นเฮย

ฝากแด่วงวรรณบ้าง             บ่งชี้ภูมิผญาฯ

๑๔ ปัญญาคือแก่นแท้          ทวยคน  กวีเฮย

เป็นศักดิ์เป็นศรีดล               ดั่งแก้ว

มณีใดส่องยังหน                 ปรมัตถ์

มีแต่คำเพริดแพร้ว               ผูกได้โดยกวีฯ

๑๕ มีฤๅใครเยาะเย้ย            ปวงกวี

เขลาโง่อาจลางที               ดั่งบ้า

ชาติใดขาดดวงมณี             มาประดับ  ประดาเฮย

ชาติย่อมเสียขี้หน้า              ต่ำต้อยเกินสถุลฯ

๑๖ คุณใดควรค่าแท้            โดยธรรม- ชาติเฮย

คุณค่าหนังสือนำ                อวดอ้าง

หนังสือย่อมยอยำ               ดูอาจ  เทียวแม่

รังสฤษฏ์คิดสืบสร้าง            ส่งไว้ภาษาฯ

๑๗ “นานาประเทศล้วน         นับถือ

คนที่รู้หนังสือ                     แต่งได้

ใครเกลียดอักษรคือ             คนป่า

ใครเยาะกะวีไซร้                  แน่แท้คนดงฯ”[5]

ร่าย

๑๘ จึงยามโลกวิบากลง ดงป่ากลายเป็นเมือง รุ่งเรืองเกินขีดสุด มนุษย์ทำลายธรรมชาติ จนพินาศหายนะ นึกว่าจะร่ำรวย เต็มไปด้วยโภคทรัพย์ นับได้อเนกอนันต์ ร้อยพันปีกินไม่หมด กลัวจะอดกลัวอยาก มากมายสั่งสมเสบียงอาหาร เรือนชานต้องใหญ่โต โอฬารเกินอยู่กิน ผืนแผ่นดินจึงถึงฆาต จึงพินาศดินน้ำป่า ฝนฟ้ามาเปลี่ยนแปลง ภัยแล้งจึงหนักหนา ฝนมาจึงน้ำหลาก น้ำมากท่วมเรือนชาน ธัญญาหารพลอยล่มจม โลกล่มกลืนกินคน หน้าฝนกลายเป็นแล้ง ดินแห้งกบเขียดตาย หน้าแล้งกลายเป็นหนาว จึงเรื่องราวเหล่านี้ ข้าจักจารจดชี้ บ่งไว้ยุคสมัย ท่านเอยฯ



[1] คืนเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีนี้ (๒๕๕๔) พระจันทร์ดวงโตกว่าทุกปีเท่าที่เห็นมา

[2] ๑๖-๑๘ มีนาคม ๒๕๕๔ ท้องฟ้ามืดหม่น อากาศหนาวเย็นยิ่งกว่าหน้าหนาว

[3] แดนอาทิตย์อุทัย หมายถึงหมู่เกาะญี่ปุ่น

[4] “ธรณีวิโยค” สมคิด สิงสง วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปี พ.ศ.๒๕๕๔

[5] พระนลคำหลวง “พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว”

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net