วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำสำนักพิมพ์ ง่ายหรือยาก เวียง วชิระ และ อธิคม คุณาวุฒิ มีคำตอบให้


ยอมรับว่าสำนักพิมพ์เป็นความฝันเล็กๆ ของใครหลายคน โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นยอดนักอ่อน และอยากเป็นเถ้าแก่

คุณคงคิดว่าถ้าทำได้ชีวิตคงสุขีน่าดู อยากเขียนเมื่อไรก็เขียน อยากพักก็พัก

แต่เป็นเช่นนั้นจริงหรือ

เราเอาประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับ เวียง วชิระ แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน และ อธิคม คุณาวุฒิ แห่ง  Way Magazine เจ้าของสำนักพิมพ์ตัวจริงมาถ่ายทอดให้คุณรู้ถึงเบื้องลึก เบื้องหลัง

บางทีคุณอาจจะคลิ๊กไอเดียเด็ดๆ กับสองหนุ่มนี้

จากประสบการณ์สองหนุ่ม (ในฐานะเถ้าแก่) บอกว่า คนทำหนังสือต้องระลึกถึง "ต้นทุน" อยู่ทุกลมหายใจ

เพราะต้นทุนจะเป็นกำกับความสำเร็จของสำนักพิมพ์ได้

สำหรับมือใหม่หัดขับ "อธิคม" บอกเราว่า เงินลงทุนเริ่มต้นอาจใช้เพียง 1 แสนบาท ก็เปิดสำนักพิมพ์ได้

สำนักงานเล็กๆ ที่มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์สักเครื่อง โต๊ะทำงานอีก 1 ตัว ทีมงานฝ่ายผลิตเพียง 3 คน บรรณาธิการ พิสูจน์อักษร และศิลปกรรม แต่ใครที่ความสามารถล้นเหลือ ทำเองได้หมด ก็ช่วยประหยัดต้นทุนช่วงตั้งไข่ได้

เริ่มต้นไม่น่าจะยาก แต่ที่ยากกว่านั้นคือ การรู้ต้นทุนที่แท้จริงของทุกกระบวนการ เพื่อย้อนกลับมาวางแผนการผลิต ที่สอดรับการลงทุนเพื่อให้เจ็บตัวน้อยที่สุด "การบริหารต้นทุน คือสิ่งที่จะชี้วัดว่าสำนักพิมพ์จะรอดหรือไม่รอด ซึ่งถ้าเรารู้กระบวนการทำงานทั้งหมด ก็จะทำให้คำนวณต้นทุนได้ง่าย การรู้ราคาที่แท้จริงจะเลือกต่อรองราคาได้ เมื่อจ่ายเงินออกไปทุกครั้งเรารู้ต้นทุนทุกส่วน ทำให้สามารถควบคุมการทำงานทั้งระบบได้" เจ้าของสำนักพิมพ์หนังสือ "ร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"

เมื่อใครสักคนตัดสินใจมาชิมลางเจ้าของสำนักพิมพ์อย่างจริงจัง สิ่งที่ต้องเผชิญหลังจากนั้น คือค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ที่จะค่อยๆ ปรากฏให้เห็น ทั้งสองคนแจงให้เราฟังว่า เริ่มจากที่มาของต้นฉบับ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก

"การทำหนังสือที่ดี ต้นทางควรจะดีก่อน ก็เหมือนหนังที่ดีจะมาจากบทหนังที่ดี หนังสือที่ดีก็ควรมาจากต้นฉบับที่ดีเช่นกัน" ฉะนั้นการวางโพสิชั่นนิ่งตัวเองได้ตั้งแต่ต้น ก็ชี้ชะตาสำนักพิมพ์เล่มนั้นๆ ได้เช่นกัน ซึ่งแนวทางคัดเลือกต้นฉบับ 2 กูรู บอกเราว่า ควรดูงานที่มีคุณค่าในตัวเอง และถ้าเป็นงานที่เราชอบ ก็ให้ประเมินว่าจะมีคนชอบแบบนี้สักกี่คน โดยดูจากกระแสสังคมในแต่ละช่วง ดูว่ารูปแบบนี้ที่ผ่านมา คนทำ "ขาดทุน" หรือได้ "กำไร" แค่ไหน

"เวลาเลือกต้นฉบับ ควรเลือกงานที่อายุไม่สั้น คือสามารถขายได้นานๆ กลับมาอ่านได้เรื่อยๆ ไม่ใช่พอเปลี่ยนรัฐบาลเรื่องก็เก่าแล้วขายไม่ได้ หรืออย่างหนังสือกระแส ที่ขายได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว"

โดยเมื่อคิดได้ว่าจะทำสำนักพิมพ์แนวไหน เช่นหนังสือวรรณกรรมเยาวชน อาหาร สุขภาพ ความงาม หรืองานแปลจากต่างประเทศ จากนั้นก็เคาะตัวเลข และดำเนินการขอต้นฉบับนักเขียน หรือขอซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศเพื่อมาแปล

สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ "ค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับ" ที่มาในรูปของค่าลิขสิทธิ์นักเขียน ค่าลิขสิทธิ์งานแปลจากต่างประเทศ และค่านักแปล แล้วแต่การได้มาของต้นฉบับนั้นๆ

โดยมาตรฐานทั่วไป ค่าลิขสิทธิ์นักเขียนอยู่ที่ 10% ของราคาปก คูณด้วยจำนวนพิมพ์ทุกครั้งของการพิมพ์ หรือมากกว่าสำหรับหนังสือยอดนิยมระดับหมื่นเล่มขึ้นไป ไม่รวมกับหนังสือฟรีให้นักเขียน 1% ของยอดพิมพ์

สำหรับหนังสือแปลมีค่าใช้จ่าย 2 ส่วน ส่วนแรกค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งสำนักพิมพ์สามารถติดต่อเอง หรือผ่านบริษัทตัวแทน ซึ่งต้องจ่ายเป็นเงินก้อนสำหรับค่าลิขสิทธิ์ บวกค่านายหน้า บางกรณีเมื่อมีผู้เสนอขอไปหลายราย ก็จะประมูลราคา

ในขณะที่ค่านักแปลจะมีการจ่าย 2 แบบ คือประมาณ 4-5% ของราคาปกตามยอดพิมพ์ หรือแบบเหมาจ่ายครั้งเดียว

ด่านแรกผ่านพ้น ก็มาถึงค่าบรรณาธิการเล่ม โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 2.5% ของราคาปก คูณด้วยยอดพิมพ์ ไล่ไปถึงค่าออกแบบปก ออกแบบรูปเล่มเนื้อใน ค่าพิสูจน์อักษร ทั้งหมดคือต้นทุนเฉพาะค่าจ้างผลิต ซึ่งจะจ่ายครั้งเดียว

จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิต ซึ่งต้นทุนของหนังสือไม่ควรเกิน 35% ของราคาปก

ศึกต่อมา คือค่าผู้จัดจำหน่าย หรือสายส่ง ที่หากเป็นระบบ "ฝากขาย" จะต้องจ่าย 40% จากราคาปก และระบบ "ขายขาด" สายส่งจะเริ่มต้นหักที่ 50% จากราคาปก หรือตามแต่ตกลงราคา

"ระบบพอคเก็ตบุ๊ควันนี้ จะเป็นระบบฝากขาย ฉะนั้นหน้าร้านจะได้เปอร์เซ็นต์ เช่นราคาหนังสือเล่มละ 100 บาท สายส่งจะคิดค่าจำหน่ายที่ 40% สำนักพิมพ์จะได้ 60% ส่วน 40% ที่ถูกหักไป สายส่งจะแบ่งให้หน้าร้านตามจำนวนการขาย และหากเราส่งหนังสือไป เช่น 3,000 เล่ม ถ้า 3 เดือนขายไม่ได้เลย เขาจะส่งคืนมา 3 พันเล่ม และไม่คิดเงิน เพราะจะคิดตามยอดขายเท่านั้น"

เจ้าของสำนักพิมพ์ต้องรู้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเพื่อคำนวณกลับเป็นราคาหนังสือ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด ขณะเดียวกันไม่สูงเกินตลาดรับได้ โดยราคาปกจะคิดที่ 5 เท่าของต้นทุนทั้งหมด

"ทุกวันนี้หนังสือในท้องตลาดบ้านเรา จะตั้งราคาไว้ค่อนข้างสูงมาก ซึ่งถ้าคำนวนราคาออกมาที่ 116 บาท สำหรับผมจะตั้งที่ 115 บาท แต่ 120 นี่ก็น่าเกลียดแล้ว เอาเปรียบคนอ่าน การทำธุรกิจนี้ สิ่งสำคัญคือต้องมีจิตวิญญาณที่ดีด้วย"

เมื่อต้องทำสำนักพิมพ์แบบ "เถ้าแก่" การคำนึงถึงจุดคุ้มทุนมีความสำคัญ พวกเขาลองคำนวณตัวเลขคร่าวๆ เป็นตัวอย่างว่า จุดคุ้มทุนประมาณ 53-55% กำลังดี ถ้าคืนทุนเร็วกว่านี้ ก็แสดงว่าตั้งราคาไว้สูงมาก และเอาเปรียบผู้บริโภคจนเกินไป เช่น หนังสือ 3,000 เล่ม จุดคุ้มทุนก็อยู่ที่ประมาณ 1,600 เล่ม "ลงทุน 1 แสนบาท จุดคุ้มทุน 1,600 เล่ม ข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าคือ 1,600 เล่ม ไม่ใช่เรื่องง่าย"

พวกเขาบอกว่า หน้าร้านทุกร้านอยากขายหนังสือทุกเล่ม แต่พื้นที่ในร้านมีจำกัด ขณะที่มีการผลิตหนังสือเพิ่มขึ้นทุกวัน ฉะนั้นหน้าร้านจึงจำเป็นต้องขายหนังสือที่ขายเร็ว โดยอายุของพอคเก็ตบุ๊คมีเพียง 2 สัปดาห์แรกของการวางแผง ที่พวกเขาใช้คำว่า "2 สัปดาห์อันตราย"

"หลายปีที่ผ่านมา สื่อสิ่งพิมพ์ใหญ่ๆ ต่างหันมาทำธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่มีโรงพิมพ์ของตัวเอง มีสายส่งของตัวเอง แถมยังมีหน้าร้านของตัวเองอีก จินตนาการไม่ยากเลยว่าหนังสือที่อยู่บนเชลฟ์เด่นสุดมันจะเป็นหนังสือของใคร สำนักพิมพ์รายเล็กรายน้อยเลยพบว่าต้องเสียค่าสายส่งก็จริง แต่มักจะไม่ค่อยเห็นหนังสือของตัวเอง และการพิมพ์หนังสือเฉลี่ยเดือนละเล่ม ดูจะไม่เวิร์ค หนังสือหาย ยอดขายไม่กระเตื้อง

ฉะนั้นพอมีงานหนังสือ ก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่สำนักพิมพ์เล็กๆ ต่างดิ้นรนมาออก แม้จะต้องจ่ายค่าบูธ แต่ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง และได้รับเงินสด

แต่หากสำนักพิมพ์ยังผลิตหนังสือได้น้อย หนังสือดูเหมือนจะขายไม่ดี ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวทีนี้ เพราะค่าบูธอาจจะสูงจนรับไม่ได้"

ขวากหนามมีรอบด้าน เพียงแค่ "ใจ" อย่างเดียวก็อาจจะดิ้นไปไม่รอด แต่กลยุทธ์ที่แยบยลเป็นคำตอบที่เอาชนะความท้าทายเบื้องหน้า

โดย BizBlog

 

กลับไปที่ www.oknation.net