วันที่ เสาร์ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เยี่ยมโรงเรียนน้ำยู้ เมืองเมิง บ่อแก้ว ประเทศลาว


ยามน้ำยู้ ยามแล้ง (ตอนที่ ๑)


ราษฎร์รถ

 หลังจากข้ามฝั่งของได้แล้ว  พวกเรา สี่คนสุดท้าย (ผม ,ครูป้อ ,พ่อหลวงโรจน์ และน้องครูตี๋) ก็ได้รับการต้อนรับจากเพื่อนพ้องน้องพี่ คือ รามัญ หนุ่มม้งผู้เป็นโต้โผใหญ่งานนี้  นุ ชาวเชียงของ จนท.โครงการแม่น้ำมีชีวิต เอื้อยสมพร  วิทยากรปุ๋ยชีวภาพเกษตรอินทรีย์ จากสมาพันธ์แม่ญิงลาว  พ่อสมพร  คนขับรถ  ก้ำ คนลาวคนแรกที่ผมสนิทชิดเชื้อที่สุดเพราะทำงานบ้านครูตี๋นานนับสิบปีแล้ว และ ลินดา  ดวงประเสริฐ  เปล่าอย่าพึ่งนึกว่าเป็นสาวน้อยร่างงาม  ลินดาเป็นนักศึกษาชายครับ  เรียนวิชาชีพ  รามัญส่งมาดูงานเพื่อจะเตรียมสร้างคนรุ่นต่อไปไว้ที่เมืองลาว  ชื่อในเมืองลาวบอกเพศไม่ได้ครับ  จันทรา  คือชื่อผอ.โรงเรียน มัธยมสมบูรณ์น้ำยู้ที่เราจะไป   แสงเดือน  เป็นครูชายโรงเรียนชนเผ่าบ่อแก้ว  อ่อนแก้ว  เป็นชื่อชายหนุ่มเจ้าของร้านไม่มีชื่อหน้าโรงเรียนน้ำยู้ที่พวกเราไปอุดหนุนอยู่ 2 วัน เบียร์ลาวเกลี้ยงร้านครับ
 อากาศวันเกือบสุดท้ายของเดือนมีนาคม  ปี 2554  หนาวยะเยือก รถพ่อสมพร เป็นรถสองแถว ก็เคลื่อนที่ไปคามทางสายบ่อแก้ว-เมืองเมิง ยิ่งเกือบเที่ยงยิ่งหนาว ก้ำ  รามัญ และ นุ ต่างเตรียมเครื่องอุ่นกายครบครัน ทั้งถุงเท้า ถุงมือ และหมวก ส่วนผมกับครูป้อ ไม่ได้เตรียมอะไรเลย หลายคนเริ่มสั่นหนาว  ครูป้อเลยขอแก้หนาวด้วยเบียร์ลาว 3 ขวด 100 บาท ไทย จะได้เงินทอนมา 2000 กีบ  เบียร์ถูกเปิดโดยนุ แต่บ่อมีจอก  แก้วครับลาวเรียนแก้วว่าจอก  เรียกขวดว่าแก้ว  พวกเรา 3-4 คน เลยต้องยกยอกันไปตลอดทาง น้องลินดา ยังเขินไม่ยอมดื่มร่วม   ระยะทางราว 60  กิโลเมตร  ใช้เวลาสองชั่วโมง ผ่านโค้งหลายสิบ หลายร้อยโค้ง  ถนนเลนเดียว  ลาดยางบ้าง  ลูกรังบ้าง คดเคี้ยวตามไหล่เขา  ตอนรถสวนหรือแซงกับสิบล้อพ่วง หัวใจผมหล่นหายไปใต้ตาตุ่ม  ไม่ได้กลัวตาย  พระท่านว่า คนเราเกิดมาต้องตามแต่ก็ขออยู่นานๆหน่อย


เด็ก 6 ชนเผ่ารอฟังวิทยากร
 
 รถจอดปุ๊บ อุ่นปั๊บ  แต่ก็ยังหนาวอยู่นะครับ ผมเดินทางมา ไหว้และสัมผัสมือกับครูทองวัน กองเพ็ง ครูหนุ่มชาวหลวงพระบางที่เป็นผู้ดูแลเด็กนักเรียนชายโรงเรียนน้ำยู้ เพิ่งมาอยู่ได้ 2 ปี คนต่อมาก็คือท่าน ผอ.จันทรา และอีกหลายๆคน  เด็กๆ เริ่มแนมสายตา แอบดูพวกเราอยู่ห่างๆ เราผู้มาใหม่ต้องกินข้าวเที่ยงเฉพาะพวกเรา  เหตุเพราะผมกับครูป้อมาสายมาก  เขานัด 09.00 น.ผมพยายามแล้ว  ตอนแรกจะยอมเป็นพลเมืองดี ไม่มาจะให้ครูป้อ เจ้าของเพลง  หมากินกล้วย ขับรถมอเตอร์ไซค์ผมเข้าเชียงของเอง   แต่ครูป้อบอกขับรถไม่แข็ง ก็เลย ต้องรอ   ผมเป็นพลเมืองดี  จะต้องเสียภาษีก่อนไป  กลับมาค่ำวันที่ 31 มีนาแน่นอน วันเดินทางวันที่ 30 ครับ  ผมไปรอที่สรรพากรขุนตาล เวลา 08.29  น. ห้องปิดครับ  เดินไปเดินมาด้วยความกระวนกระวาย ในใจคิดว่าถ้า กลุ่มเชียงของ ไปลาวก่อน  ผมจะไม่เสียใจ ไม่โวยวายจะนอนเชียงของสักคืน ร่ำสุราฟังเพลงลุงตุ๋ย ทองคร้าม ทองขาว กลุ่มกาแลยุคดั้งเดิมก็คุ้มแล้ว แต่ไม่กล้าบอกครูป้อ  เวลา 08.41 น.คุณเธอยุรยาตรมาเปิดประตูห้องสรรพากร ผมเป็นคนแรกที่รีบจะมาจ่ายภาษี ผมวางเอกสารปึกใหญ่ตรงหน้า คุณเธออ่านๆจดๆถามๆ เปิดคอมฯ ปากก็ชวนคุย คอมออนไลน์ดีแต่ปริ้นท์เอกสารไม่ได้  09.10 น.เธอจึงกล้าบอกว่า ฝากเงินไว้แล้วค่อยมาเซ็นชื่อวันหลังได้ไหม คอมฯมีปัญหา   ผมหงุดหงิดมากแต่ไม่แสดงกิริยาอะไร  ได้แต่ด่าดังๆในใจ ความเป็นครูทำให้เราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ  ครูป้อชี้ให้ดูคำขวัญหน้าอำเภอ มีคำว่ารวดเร็ว ทันใจ อะไรทำนองนี้ พวกเราหัวเราะ รีบขึ้นรถนั่งคิดว่าจะไปเส้นไหนขุนตาล-แดนเมือง-เชียงของหรือสายอื่นที่อ้อมกว่า ตัดสินใจไปสายตรงแม้จะรู้ว่ามีช่วงทำทาง  คิดผิดครับ ทางปุโรทั่ง  ช่วงลูกรังเจอสิบล้อสามคัน  วิ่งราว 20-30  กิโลเมตร/ชั่วโมง  ผมถึงบ้านครูตี่ 10.15 น. ผมโล่งใจที่เห็นรถของอยู่ 1  คืน  แสดงว่าทุกคนรอ ไหว้สาเสร็จคำแรกที่ผมเอ่ย คือ ขอโทษที่ผมมาช้า...พอไปทำบอเดอร์พาสที่ที่ว่าการอำเภอเขาให้ผมสแกนลายมือ กลายเป็นว่าผมไม่มีข้อมูลว่าเป็นประชากรประเทศนี้เพราะไม่เคยทำบัตรประชาชน แต่ก็ทำได้เรียบร้อยมาเปิดอ่านตอนเข้าประเทศลาวแล้ว ในช่องอาชีพระบุว่า  ไม่ปรากฏอาชีพ  นอกจากไม่มีข้อมูลว่าเป็นพลเมืองไทย ทั้งๆที่ไปเสียภาษีมาครึ่งหมื่นแล้ว ยังเป็นคนไม่มีอาชีพอีกเฮ้อ...


 เอื้อยสมพรและเอื้อยทองคำ วิทยากร

 อาหารมื้อเที่ยงกว่าๆ อร่อยที่สุด ทุกคนหิว  ผมจำได้ว่ามีแกงหน่อ  ผมถามเขาตอบว่าหน่อขม แต่แกงไม่ขมเพราะต้มหลายน้ำเททิ้งไป  หน่อนี้มีเฉพาะหน้าแล้ง ยามฝนไม่มี หน่อไม่ได้แซงต้นแม่ออก  หน่อออกตามรากที่เลื้อยไปไกลต้นบ้าง  ใกล้ต้นบ้าง  เป็นความรู้ใหม่ของผม  ผมเคยเห็นแต่กล้วยป่าที่มีลักษณะนี้  แต่หน่อขมผมไม่เคยเห็นต้นมันเลย ..
 หลังจากทานข้าวเสร็จ  ครูจันทร์แก้วเคาะระฆังโฮมเด็ก ระฆังเป็นเหล็กกล้า เคาะกังวาน รูปร่างไม่เหมือนระฆังเลยครับ  ระฆังโรงเรียนประถมที่ผมแอบเห็นเป็นดุมล้อรถขนาดใหญ่วางไว้หน้าโรงเรียนประถม น่าจะเป็นระฆังโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก  เอื้อยสมพร  และเอื้อยทองคำ วิทยากรลาวลื้อจากบ้านปุ่ง เมืองเมิง ก็วาดลวดลาย ทำปุ๋ยหมักชีวภาพโดยการหาเชื้อก่อน  กรรมวิธีเหมือนที่เมืองไทยเป๊ะ แสดงว่าได้ข้อมูลจากแหล่งเดียวกันน่าจะได้ต้นตอจากประเทศญี่ปุ่น


จาย ท้าวอ่อนแก้ว  สวรรค์เพ็ชร์ : ร้านไม่มีชื่อ

 บ่ายคล้อย นุ  วิทยากรนำเรื่อง  มอบภารกิจให้วิทยากรสองเอื้อยแล้วจึงชวนผมไปร้านไม่มีชื่อ อยู่ตรงข้ามโรงเรียน  ผมกับนุว่างภารกิจ รอเพียงเสียงระฆังครูจันทร์แก้ว   ส่งสัญญาณกินข้าวค่ำ  เราเข้าไปยังร้านเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นของไทยทั้งหมด ร้านนี้มีจู้แช่  มีไศครีมขาย  ผมสัมภาษณ์ทันที ทราบว่า ชยหนุ่มคนนี้ชื่อ อ่อนแก้ว  ชื่อเล่น จาย  เป็นลื้อห้วยทราย พึ่งมาเปิดร้านยังไม่ถึงเดือน พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว อยู่กับพี่สาวและพี่เขย  เคยบวชอยู่วัดในเชียงแสน วัดบ้านกว๊าน  พึ่งสึกเป็น หนาน หากเรียกแบบลื้อ  เป็น ทิด หากเรียกแบบลาว เรื่องที่ผมคุยกับ จาย นาน 2-3 ชั่วโมง  เป็นเรื่องอะไร  น้ำยู้เปลี่ยนทัศนคติผมเรื่อวงอะไร รอตอนต่อไปคร้าบ..
 
 

โดย ประกายพฤกษ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net