วันที่ จันทร์ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

งามหน้า.!ปชส.“สุวรรณภูมิ”ลักทรัพย์นักธุรกิจกว่า2ล.


          แทบไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า “ประชาสัมพันธ์สนามบินสุวรรณภูมิ” ทำงานให้บริการประชาชนทั้งโลกต้องมาทำงามหน้าเสียจนได้ เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกับ นางนาตยา ล้ำเลิศ นักธุรกิจสปา ในประเทศเยอรมนี ได้เดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 มี..ที่ผ่านมา

ขณะที่ชุลมุนกับญาติๆมารับที่สนามบิน บรรยากาศเต็มไปด้วยความดีใจ ทำให้ลืมกระเป๋าสีดำ 1 ใบ ภายในบรรจุทรัพย์สินมีค่าทั้งเครื่องเพชร ทองรูปพรรณ และเงินยูโร รวมแล้วมูลค่ากว่า 2 ล้านบาทสูญหายไปบริเวณลานจอดรถ สุวรรณภูมิ

หลังจากกลับมาถึงบ้านพักย่านรามอินทราแล้ว จึงนึกขึ้นมาได้ ทำให้ครอบครัวนี้ต้องย้อนกลับไปที่สนามบินอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่พบกระเป๋าดังกล่าวแล้ว จึงไปสอบถามจาก“นางพรพรรณ ลือโฮ้ง” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ภายในอาคารผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นพนักงานของ บริษัท ไอเอสเอส ซาฟิริตี้ จำกัด ผู้รับสัมปทานจากสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งคืนให้เพียงกระเป๋าเท่านั้น ทรัพย์สินจำนวนกว่า 2 ล้านบาทหายไป ทำให้ต้องไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ราชาเทวะทันที

          ตำรวจไม่นิ่งดูดายเริ่มแกะรอยจาก กล้องวงจรปิดที่ติดรายล้อม ภายในลานจอดรถอย่างละเอียด พบหลักฐานสำคัญที่ปรากฏจากภาพกล้องวงจรปิด ที่บริเวณประตู 8 อาคารผู้โดยสาร เป็นภาพชายวัยกลางคน สูงประมาณ 160 เซ็นติเมตร ศีรษะล้าน สวมเสื้อยืดลายขาวน้ำเงิน ถือกระเป๋าลักษณะเดียวกับของนางนาตยา ที่สูญหายไป คืนให้กับนางพรพรรณ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คนดังกล่าว

          เมื่อตำรวจเข้าไปสอบถาม นางพรพรรณ อ้างว่า ได้จดข้อมูลไว้เพียง “ชื่อ”เท่านั้น  และกระดาษที่จดชื่อไว้ ได้หล่นหายไปแล้วจำได้ว่า"พิทักษ์"

ข้อมูลที่ได้จากประชาสัมพันธ์เพียงเท่านี้ ไม่สามารถสาวไปให้รู้ได้ว่า ทรัพย์หายไปได้อย่างแน่นอน ทำให้ตำรวจพยายามแกะรอยหาข้อมูลให้ได้ว่า ชายที่แสดงตัวว่า เป็นพลเมืองดีคนนี้เป็นใคร เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่หายไปหรือไม่ ..??

“ตำรวจ ผู้เสียหาย พร้อมด้วยทีมข่าวระวังภัย 24 ชั่วโมง” ได้ขอตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดโดยรอบลานจอดรถ เพื่อหวังว่า จะได้ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดบางตัว ที่บันทึกภาพได้ เพื่อนำไปสู่การหาตำหนิรูปพรรณ หน้าตา ทะเบียนรถที่วิ่งเข้าออกภายในลานจอดรถ ในช่วงวันและเวลาที่เกิดเหตุ เท่ากับเป็นการตีวงสืบสวนหาข้อมูลให้แคบลง

          ไม่กี่วันต่อมา จึงพบข้อมูลว่า ชายพลเมืองดีดังกล่าวชื่อที่แท้จริงคือ "นายสุทัศน์ จินตนาวิวัฒน์" ภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ตำรวจจึงเชิญตัวมาสอบปากคำที่สภ.ราชาเทวะอย่างละเอียด จึงทำให้เรื่องราวกระจ่างขึ้น

"มีทรัพย์สินมีค่าอยู่ด้านในกระเป๋าจริง แต่จะสูญหายตรงจุดไหนนั้น ต้องสอบถามเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่รับกระเป๋าไปเองก็แล้วกัน" นายสุทัศน์ ยืนยันกับตำรวจ และหลังจากส่งกระเป๋าให้ประชาชนสัมพันธ์สนามบินแล้ว ยังได้โทรศัพท์ไปรายงานออกอากาศกับสถานีวิทยุคลื่นหนึ่งว่า เก็บทรัพย์สินของผู้โดยสารดังกล่าวได้ เท่ากับเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจนั่นเอง

          คำให้การดังกล่าวมีผลทำให้ตำรวจเริ่มเบนความสนใจไปที่ นางพรพรรณ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ทันที เพราะชัดเจนในคำให้การหลายประเด็นมีความขัดแย้งกัน

ประเด็นแรก ชื่อนามสกุล พลเมืองดีที่นางพรพรรณ จดได้นั้น ระบุแต่ชื่อว่า "พิทักษ์" และยังบอกอีกว่า กระดาษที่จดข้อมูลอื่นๆ ไว้หล่นหาย เหมือนมีเจตนาโกหก 

          ประเด็นต่อมา นางพรพรรณ ระบุว่า ชายที่นำกระเป๋ามาคืนนั้น สวมเสื้อสีส้ม จุดสีชมพู แต่เมื่อตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่า ชายคนนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวลายน้ำเงิน

        ประเด็นต่อมา นางพรพรรณ ระบุด้วยว่า ชายคนที่นำของมีค่ามาคืนสวมแว่นตา แต่ภาพในกล้องวงจรปิดพบว่า ไม่ได้สวมแว่นตา

        ประเด็นสุดท้าย นางพรพรรณบอกว่า กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งในอาคารผู้โดยสารไม่สามารถบันทึกภาพได้ เพราะเป็นเพียงกล้องถ่ายทอดสดเท่านั้น  นั่นแสดงให้เห็นว่านางพรพรรณ มีเจตนาที่จะปกปิดข้อเท็จจริงทุกอย่าง

          "ผมสงสัยเขาตั้งแต่แรก เพราะโดยปกติการทำงานของประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะของชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยเมื่อมีการฝากไว้จะต้องจดชื่อ ผมถามว่าเวลาคุณรับกระเป๋าจากพลเมืองดี ทำไมไม่ถามชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ทำไมไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบของมีค่า ซึ่งจริงๆแล้วต้องมีพยาน 2-3 คนเซ็นชื่อร่วมตรวจด้วย จุดนี้เองทำให้ผมสงสัย และพบพิรุธประชาสัมพันธ์คนนี้ตั้งแต่แรกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว "เป็นการตั้งข้อสังเกตของ ...กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ ผกก.สภ.ราชเทวะ

          ตำรวจเริ่มมั่นใจมากขึ้น ว่านางพรพรรณมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน จึงเข้าตรวจสอบโต๊ะทำงานของนางพรพรรณ พบหลักฐานชิ้นสำคัญเป็นกระเป๋าใส่ทรัพย์สินของนางนาตยา ซุกในกระเป๋าสะพายอีกชั้นหนึ่ง

          จากนั้นจึงเรียกนำตัวนางพรพรรณ มาสอบสวนอย่างละเอียด จนยอมรับสารภาพว่า ได้นำทรัพย์สินมีค่าทั้งเครื่องเพชร สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 บาท ของนาตยา ไปจริง  บางส่วนได้นำไปขายและส่งเงินไปให้กับบิดาและมารดาที่ต่างจังหวัด เพื่อสร้างบ้านที่อยู่อาศัย ส่วนเงินจำนวน 7 พันยูโรที่อยู่ในกระเป๋าอ้างว่า ไม่รู้ไม่เห็น

          โจรสาวรายนี้ยอมรับสารภาพว่า ครอบครัวมีปัญหาต้องการเงินส่วนหนึ่งไปให้กับพ่อที่อยู่ จ.แพร่ เพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ และคาดหวังว่าแม่ที่แยกทางกับพ่อนั้น จะย้อนกลับมาคืนดีกัน จึงทำให้ต้องลักทรัพย์ของนางนาตยา ในครั้งนี้ และทองคำหนัก 2 บาทนั้นได้นำไปขายและส่งเงินไปให้พ่อแล้ว

          ขณะที่นางนาตยาเอง หลังจากได้ทรัพย์สินบางส่วนคืน เธอให้อภัยนางพรพรรณและคิดว่า ที่กระทำลงไปครั้งนี้น่าจะเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ พร้อมกับยอมรับบทเรียนทีได้ครั้งนี้ ทำให้ต้องระมัดระวังและรอบคอบมากขึ้นในการนำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปไหนมาไหนด้วย เหตุการณ์ครั้งนี้น่าจะเกิดจากความผิดพลาดของตัวเอง ไม่อยากจะโทษใครทั้งนั้น   

          อย่างไรก็ตามคดีนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจราชาเทวะ ยังคงขยายผลต่อ เพราะมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้คืน และเชื่อว่า นางพรพรรณ มีส่วนรู้เห็นมากกว่าคนอื่น เนื่องจากการตรวจค้นที่บ้านพัก ยังพบกระเป๋าทรัพย์สินของผู้โดยสารอีกหลายรายการ

          เมื่อ นางนาตยา ทราบรายละเอียดจากตำรวจที่ค้นพบทรัพย์สินของผู้โดยสารคนอื่นๆ ในห้องพักเพิ่มเติมนั้น คงไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ จึงจำเป็นต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย กับประชาสัมพันธ์ในคราบของโจรรายนี้ไปเป็นการดีที่สุด

          เหตุการณ์ประชาสัมพันธ์สนามบินสุวรรณภูมิกลายเป็นโจรครั้งนี้ เป็นเรื่องซ้ำเติมภาพลักษณะของผู้บริหารสนามบินให้ย่ำแย่มากขึ้น

นางวิไลวรรณ นัดวิไล รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(สายอำนวยการ) ยอมรับว่า หลังจากนี้ต้องแก้ไขด้วยการให้บริษัทที่รับผิดชอบด้านประชาสัมพันธ์ ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเตรียมพิจารณาลงโทษ ส่วนนางพรพรรณ ได้สั่งให้ออกจากงานไป พร้อมกับต้องถูกแจ้งข้อหาลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการเสริมเชิงรุกด้วยการติดกล้องวงจรปิดเพิ่มจากเดิมอีก 150 ตัวเพื่อให้สามารถจับภาพภายในลานจอดรถได้อย่างทุกซอกทุกมุมได้อย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ตำรวจราชาเทวะจับกุมประชาสัมพันธ์คนนี้ ผ่านไปกว่า 1 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีบริษัท ไอเอสเอส ซาฟิริตี้ จำกัด และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดต่อไปยังครอบครัวของนางนาตยา เลย ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องติดต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิเอง จึงทำให้ผู้เสียหายได้ไปพบกับบริษัทดังกล่าว และผู้บริหารสนามบินสุวรรณภูมิเป็นครั้งแรก

หลังจากผู้เสียหายและผู้ทำให้เสียหายได้พบกันแล้ว ก็ยังไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบอะไรออกมาโดยอ้างในทำนองว่า คดีทั้งหมดรอตำรวจสอบสวนให้เสร็จสิ้นตามขั้นตอนของขบวนการยุติธรรมเสียก่อน ทำให้ผู้เสียหายยังไม่ได้เงิน 7,000 ยูโรที่หายไป และสร้อยทองคำหนัก 2 บาทที่นางพรพรรณยอมรับว่านำไปขาย และร็อคเก็ตก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบอะไรเลย

ทางผู้บริหารการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพยายามชี้แจงเรื่องนี้ว่า ทางการท่าฯเองได้ใช้พยายามพิจารณาทางด้านการประกันภัยด้วยเหมือนกัน และพยายามจะให้บริษัทต้นสังกัดของนางพรพรรณ ร่วมรับผิดชอบด้วย

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความพยายามเท่านั้น แต่เวลาผ่านไปกว่าครึ่งเดือน ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวนั้น สามารถทราบแล้วว่า “ประชาสัมพันธ์ของสนามบินสุวรรณภูมิ”ผู้นี้กระทำความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้บริการ แต่ก็ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบ

 

                                                                +++++++++++++++++++++++++

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net