วันที่ อังคาร เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Seasons Change ฤดูกาลที่หมุนเปลี่ยนของบริเทน


อากาศเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน ยามที่ดูวิปริต ก็เพราะผิดไปจากฤดูกาลที่ควรเป็น หลายคนกล่าวหาอากาศของบริเทนว่าผันผวนจนต้องดูพยากรณ์อากาศวันละหลายรอบ  อันที่จริงแล้ว ทำความเข้าใจกับสภาพภูมิประเทศและธรรมชาติของฤดูกาลเสียหน่อยจะสามารถเตรียมเที่ยวเกาะบริเทนได้อย่างสบายตัว

สภาพลมฟ้าอากาศ (Climate) ของบริเทนนั้น สะท้อนออกมาจากภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นเกาะ และได้รับอิทธิพลจากสองส่วนสำคัญ คือ Atlantic Ocean และ Latitude (เส้นรุ้ง)

มหาสมุทรแอทแลนทิก นั้นส่งอิทธิพลถึงชายฝั่งตะวันตกของเกาะ ไล่จากขอบเวลสส์ขึ้นสู่ซีกตะวันตกของอังกฤษและสกอตแลนด์ และทั้งนอร์ทเธอร์นไอร์แลนด์ เป็นบริเวณที่อากาศได้รับอิทธิพลจากน้ำในมหาสมุทรที่มี Gulf Stream กระแสน้ำอุ่น ผ่านเข้ามา เมื่อคราวที่เกิดพายุหิมะบุกเกาะอังกฤษในปลาย พ.ศ. 2553 นั้น Gulf Stream เกิดเปลี่ยนทิศทางจึงเปิดช่องชวนให้กระแสน้ำเย็นจัดจากขั้วโลกเหนือเข้ามาแทนที่

ตามธรรมชาติของฝั่งตะวันตกจึงมีฝนมากกว่า ลมแรงกว่า แต่ก็เป็น Mild weather กว่าด้วย คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง และไม่หนาวจัด หรือร้อนจัดผิดปกติ

จากขอบตะวันตกมีแนวเทือกเขา Pennines ที่บางทีก็เรียกว่าBackbone ของอังกฤษ กั้นแบ่งฝั่งตะวันตกและตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษออกจากกัน สร้างบริเวณนี้ให้กลายเป็นที่กักเก็บน้ำ และต้นน้ำ ให้ความอุดมสมบูรณ์แก่ธรรมชาติ และที่สำคัญ คือ ช่วยให้ด้านตะวันออกของเกาะแห้งกว่า อากาศสบายและลมไม่รุนแรงเท่าอีกด้าน

สำหรับนักท่องเที่ยว เวลาไปเมืองไทยมักไม่ค่อยมีปัญหากับอากาศร้อนมาก หรือร้อนน้อย ขณะที่คนมาเที่ยวยุโรปต้องกังวลเรื่อง ‘หนาวประมาณไหน’ แล้วยังต้องมาตีความตัวเลขอุณหภูมิสูงสุด ต่ำสุดต่อวัน

พิกัดที่ตั้งตาม Latitude ของเกรทบริเทน คือคำอธิบายเรื่องอุณหภูมิที่จะแตกต่างกับความเคยชินในประเทศไทย

ประเทศไทยมีพิกัดที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรที่แบ่งโลกเป็นครึ่งบนและล่าง จึงทำให้ความแตกต่างของอุณหภูมิในหนึ่งวันมีน้อย ในขณะที่เกรทบริเทนอยู่ในบริเวณ Mid-Latitudes (เส้นรุ้งที่ 30º - 60º จากเส้นศูนย์สูตรสู่ขั้วโลกเหนือหรือใต้) โดยอยู่ที่พิกัด 50º - 60ºN จากเส้นศูนย์สูตร อันเป็นบริเวณที่ Maritime air และ Continental air พบกัน เป็นตัวที่ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้มากแม้เพียงในวันเดียว

การเปลี่ยนแปลงที่ว่า ถึงจะมากน้อยอย่างไร แต่ละฤดูกาลก็ยังคงมีลักษณะชัดเจน เกิดขึ้นร่วมกับการหมุนของแกนของโลก ที่สร้างมุมกับขั้วโลกเหนือและใต้ต่างกันไป

และขณะที่ คนมักพูดถึงอากาศประเทศอังกฤษว่ามีอยู่แค่  Wet and Cold นั้น ที่จริงแล้วฤดูฝนไม่ได้เป็นหนึ่งในสี่ของฤดูกาลที่มี คือ Spring, Summer, Autumn และ Winter

Spring ตั้งต้นที่เดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม

เดือนกุมภาพันธ์ในยุโรป คือปลายหนาว ทั้งคน พืชและสัตว์ ต่างตั้งใจรอ Spring ที่จะมาถึงในไม่ช้า หลังจากวันคืนหนาวเหน็บและทึมสลัวที่กำลังจะผ่านพ้น เมื่อดอกแดฟฟอดิลเหลืองอร่ามสัญลักษณ์ของชาติ Wales พร้อมชู่ช่อรับ St David’s Day นักบุญประจำชาติเวลสส์ ในวันที่ 1 มีนาคมของทุกปี ผู้คนก็พร้อมออกมาชื่นชมแดดลมกลางแจ้ง

สิ่งที่บอกว่าสปริงมาแล้ว คือการที่ฟ้าสว่างเร็วขึ้น และมืดช้าลง ผลจากการหมุนของโลกที่หันแกนขั้วโลกเหนือเข้าเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์มากขึ้น ทำให้กลางวันดูยาวขึ้น  อากาศเริ่มเย็นในระดับสบายตัว ผู้คนจะคอยวันเปลี่ยนเวลาเป็น British Summer Time (GMT+1) ในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมีนาคม ที่นับเพิ่มไปข้างหน้าอีกหนึ่งชั่วโมง

อุณหภูมิเฉลี่ยของสปริงแตกต่างไปตามพิกัดที่ตั้ง ทางใต้ของบริเทนจะอยู่ที่ประมาณ 8 - 10ºC ส่วนทางเหนือของอังกฤษ และสกอตแลนด์ คือ -0.6 – 5.8ºC จึงเป็นเรื่องปกติที่เดือนมีนาคมยังมีหิมะตกอยู่ที่สกอตแลนด์และนอร์ทเทอร์นไอร์แลนด์

Summer เริ่มเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม

เมื่อเข้าฤดูร้อน ตีห้าก็สว่างแล้ว มามืดอีกครั้งก็ราวสามทุ่ม อากาศสบาย แห้งกว่าช่วงอื่นของปี มีแดด แต่ไม่ร้อนมาก  ยกเว้นปีที่โชคร้ายถ้าไม่ฝนเยอะ ก็เจอ Heat Wave ร้อนสนิทใจ

ซัมเมอร์เป็นเวลาดีที่สุดของปีที่คนจะเที่ยวและทำกิจกรรมกลางแจ้ง กีฬาทุกประเภทหยุดพัก ยกเว้นเทนนิสและคริกเก็ทที่สนามต้องอาศัยความแห้ง เป็นช่วงแย่ที่สุดของรายการโทรทัศน์ ที่หมุนเวียนเอารายการเก่ามาฉายและไม่มีกีฬาให้ดู และไม่ค่อยเหมาะกับการเปิดตัวภาพยนตร์ใหม่แม้จะเริ่มมีบ้าง

สิ่งที่พึงระวัง

การใช้คำว่า ‘ซัมเมอร์’ ในการนัดแนะ วางกำหนดการ เพราะซัมเมอร์ของไทยต่างเดือนกันกับบริเทน

Hay Fever คืออาการที่อาจเกิดขึ้นใน spring และ summer เมื่อละอองเกสรดอกไม้ (Pollen) ฟุ้งกระจายในอากาศ ออกอาการคันตา จมูก และจาม คล้ายจะเป็นไข้หวัด เป็นกันมากจนมียาแก้แพ้ได้ชงัดหลายสูตรขายตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป วิธีป้องกันแบบธรรมชาติคือทาจมูกด้วยปิโตรเลียมเจล (วาสลิน) เพื่อดักจับละอองเกสรยิบย่อยเหล่านั้นก่อนเข้าสู่โพรงจมูก

อุณหภูมิของซัมเมอร์ในส่วนล่างของเกาะสามารถขึ้นสูงได้ถึง 30ºC แต่ทางเหนือขึ้นไปอย่างสูงก็ประมาณ 15-16ºC

Autumn คือ เดือนกันยายน – เดือนพฤศจิกายน

ช่วงแรกของ Autumn อากาศจะเริ่มเหมือนเดือนก่อนเข้า Summer คือเย็นสบาย พอแดดเริ่มเปลี่ยนทิศตามแกนของขั้วโลกที่เริ่มหมุนกลับ ลมขั้วโลกเหนือพัดมาปะทะกับลมอุ่นทางใต้ อากาศก็เริ่มแปรปรวน (unsettled) เมฆและฝนเริ่มก่อตัว ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี และค่อยๆ ร่วงหล่น พระอาทิตย์จะเริ่มตกเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมืดราวบ่ายห้าโมง

ถึงวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม ก็ปรับเวลา (GMT) กลับไปเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง จบ British summer time ของปี กลับมาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ของกีฬาและรายการโทรทัศน์ รวมทั้งการเปิดฉายภาพยนตร์เรื่องใหม่ๆ ที่ตามธรรมเนียมจะเป็น Autumn release

 

Winter เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์

อุณหภูมิลดลงเรื่อยๆ สว่างช้าขึ้นจากราวเจ็ดโมงไปถึงแปดโมงเช้า พอสี่โมงเย็นก็จะเริ่มมืด รับกับแสงสีของการประดับประดาไฟตามถนน ส่งบรรยากาศเข้าสู่ Christmas

ตามปกติ London ไม่ค่อยมี White Christmas ที่หิมะขาวโพลน เนื่องจากอยู่ตอนใต้ของบริเทน หิมะที่ตกจึงไม่เกาะตัว (settle) และเมื่อบริเทนอยู่ตรงกลางของทวีปยุโรป Winter จึงอาจจะหนาวจัดจากอิทธิพลของ Northern Europe หรือปานกลางแบบ Europe ตอนใต้ได้ทั้งนั้น แล้วแต่ว่าจะได้รับอิทธิพลจาก Maritime air mass หรือ Continental air mass

ปลาย พ.ศ. 2553 ที่ผ่านมาลอนดอนขาวโพลนจนสนามบินปิดอยู่หลายวัน

อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยทั้ง Winter ในปีที่ปกติ ทางเหนือไม่เกิน 2ºC ส่วนทางใต้ประมาณ 5-8ºC ช่วงที่อากาศเย็นที่สุด คือกลางหรือปลายมกราคมต่อกุมภาพันธ์

ข้อมูลสำคัญที่สุดเกี่ยวกับ ‘ความหนาว’ ของแต่ละช่วง ในแต่ละฤดูกาลของประเทศไกลเส้นศูนย์สูตรอย่างบริเทน ไม่ใช่เพียงแค่อุณหภูมิสูงสุด-ต่ำสุด หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในแต่ละวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยคุ้นในประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร

การลดลงของอุณหภูมิในช่วงเย็นถึงค่ำ หรือหลังการตกของดวงอาทิตย์ เกิดขึ้นทันทีทุกฤดูกาล แต่ในจำนวนมากน้อยต่างกัน ช่วง Spring และ Autumn การลดของอุณหภูมิจะเป็นไปทีละน้อย แต่ความแตกต่างของอุณหภูมิกลางวันและกลางคืนจะมากได้ถึง 10 องศา อากาศกำลังสบายในยามเย็นจึงหนาวขึ้นทันทีในช่วงดึก

ใน Summer อากาศร้อนตอนกลางวัน ก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยือกขึ้นตอนกลางคืน หากออกมาเตร่ boogie จนดึกดื่นก็ควรเผื่อเสื้อเสียหน่อย 

 

ส่วน Winter นั้นอุณหภูมิที่ไม่สูงอยู่แล้ว จะลดลงเร็วมาก โดยเฉพาะเมื่อสิ้นแสงอาทิตย์

การดูอุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุดเพื่อเตรียมตัวเผชิญกับสภาพอากาศในเกรทบริเทนช่วงเที่ยวนั้น ให้ดูอุณหภูมิสูงสุดเป็นหลัก ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่คาดไว้สำหรับกลางบ่ายพอดี ส่วนอุณหภูมิต่ำสุดนั้นเป็นช่วงเวลาเช้ามืด

ฝนตก ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายเสมอไป...

ฝนที่เกิดเป็นปกติบนเกาะอังกฤษได้รับอิทธิพลจากมหาสมุทรแอทแลนทิกมากที่สุด ก่อให้เกิดฝนหลายประเภทที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการเตรียมเปียก ได้แก่ Drizzle, Scattered Showers, Rain Showers, Heavy Rain หรือ Heavy Showers

ความแตกต่างสำคัญของ Rain และ Showers คือ Rain จะยาว ส่วน Shower จะสั้น  

Drizzle คือฝนกระจัดกระจาย บางเป็นฝอย ใครอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เจอ Drizzle ไม่เคยต้องกางร่ม เพราะละอองน้ำจะฝอยไปได้ทั้งวัน

Showers ก็คือแบบเปิดน้ำฝักบัว เป็นสายโครมเดียวแล้วหยุด ถ้าติดอยู่ตรงไหนคอยสักครู่ก็ซา

Scattered Showers ก็แค่ตกโครมเป็นหย่อมๆ บางพื้นที่โชคดีก็จะแห้ง

เมื่อ Rain คือ Shower ที่ยาวไปเรื่อย ไม่ใช่โครมเดียวจบ ถ้าเจอ ก็หาที่หลบเข้าผับนั่งยาวได้เลย

ส่วน Hail นั้น คือลูกเห็บ เกิดเมื่อฝนตกและอากาศเย็น

Sleet คือสิ่งตกลงมาคล้ายฝน แต่ขาวเหมือนหิมะ เดี๋ยวเดียวก็ไปหมด ต่างกับหิมะที่ค่อยๆ ลอยฟุ้งลงมา

ถ้ามีฝนและมีเมฆ แปลว่าไม่หนาว ฟ้าสว่างใสกลับหนาวเยือกมากกว่า เพราะปราศจากตัวกันความร้อนออกจากพื้นดิน

และถ้าอยากเที่ยวสนุกแบบคนบริทิชต้องไม่กลัวฝน เพราะฝนที่ไม่เลือกฤดูกาลของบริเทนนั้น เป็นของคุ้นเคยที่ไปมาไม่เคยเลือกเวลา ถ้ากลัวก็จะอดไปไหนแน่

ที่สำคัญ ฝนเป็นเพียงหยดน้ำที่เพียงทำให้เปียก

ไม่ใช่’ไวรัส’ ที่เป็นสาเหตุของไข้หวัด... 

.................................................................

 

 

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net