วันที่ พุธ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แรงบันดาลใจจากนักเขียน


 

เมื่อครั้งที่ผมไปเยือนรังของ  ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ บนสวนทูนอิน แม่ริม เชียงใหม่ ยังจดจำได้--ในห้วงยามแห่งค่ำคืนอันเงียบสงบ ผมและเพื่อนได้เอ่ยถามพร้อมขอคำแนะนำในงานเขียนหนังสือ...ท่านเอ่ยกับเราด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า..."เขียนไปเถอะ เขียนให้ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบทความ สารคดี บทกวี เรื่องสั้น หรือนิยาย เพราะเมื่อก่อน--เราก็เริ่มต้นแบบนี้ หมั่นฝึกฝนเรียนรู้ ที่สุดแล้ว...เราจะค้นพบตัวเองว่า เราเหมาะสมในด้านไหน"

 

‘มาลา คำจันทร์’ นักเขียนซีไรต์ อีกท่านหนึ่ง ครั้งหนึ่งเคยตบหลังผมเบาๆ บอกว่า "...ลงมือเขียน ไม่ต้องกลัวว่างานจะลงตะกร้า เขียนไป อย่าหยุด...และไม่จำเป็นต้องให้เป็น มาลา 2 และค้นหาในสิ่งที่ตัวเองชอบ"

 

เช่นเดียวกันกับที่ ‘พิบูลศักดิ์ ละครพล’ ได้พูดถึงงานเขียนเอาไว้ เมื่อครั้งเป็นวิทยากรให้กับผู้สนใจงานเขียนที่ห้องศิลป์ของอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา เขาบอกกับทุกคนว่า..."ปัญหาของคนหนุ่มนั้นคือ มีไฟแรง รีบทำงานให้เสร็จ แต่ขาดการดูแล พอเราชื่นชมเราก็จะหลงมัน ไม่ได้ถอยออกมาดูเหมือนเรามองภาพเขียน..."ฉะนั้น, การรู้จักระยะห่างนั้นสำคัญ ไม่ว่าในชีวิต การงาน หรือความรักเขาบอกว่า งานเขียนต้องนำมาจากพื้นฐานความจริง

 

ดังนั้น จงอ่านโลกทั้งโลกจากการอ่าน และเดินออกไปเรียนรู้เหมือนที่บางคนบอกว่า...นักเขียนไม่จำเป็นต้องมีครูก็จริง ทว่า นักเขียนต้องทำตัวเป็นนักเรียนอยู่เสมอ...

 

‘พนม นันทพฤกษ์’ หรือ สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติอีกท่านหนึ่ง ก็เคยพูดกับน้องๆ เอาไว้เช่นกันว่า นักเขียน ต้องเรียนรู้จากการอ่านของคนรุ่นก่อนๆ ถ้าเราไม่อ่าน เราก็ไม่มีพลัง ไม่มีแรงบันดาลใจ เหมือนการเดินทางไกล แต่ไม่มีเสบียงที่เพียงพอ".

 

..และที่สำคัญที่สุดก็คือ ทุกคนต้องมี คลังคำ ภาษาไทยเป็นภาษาที่งดงาม และหลากหลาย

 

เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องมีสมุด ดินสอ ปากกา ติดตัวอยู่ตลอดเวลา ในช่วงการเดินทางการสัมผัสกับความแปลกใหม่ เมื่อค้นพบถ้อยคำ ความคิด ความรู้สึกใหม่ๆ เราก็สามารถจดบันทึกเอาไว้ได้ สิ่งเหล่านี้คือ พจนานุกรมที่จะติดตัวเราไปตลอดเวลา

 

“นอกจากการอ่านแล้ว นักเขียนจำเป็นต้องรู้จักฟัง ฟัง ฟังเสียงรอบข้างที่มีถ้อยคำมากมาย ให้เราเก็บย่อยถ้อยคำให้มีประโยชน์ได้ และต้องรู้จักฟังเสียงของใจ เสียงจากข้างในของเราด้วย ว่ากันว่า...พรสวรรค์นั้นหลับรออยู่ในใจเราอยู่แล้ว”

 

ย้อนกลับมาถึงคำพูดของ ‘พิบูลศักดิ์ ละครพล’ อีกครั้ง เมื่อเขาได้แนะนำในห้วงท้ายสุดเขาบอกว่า--ศิลปะของการเขียน ก็คือการปรุงแต่งให้มีชีวิรต มีรสชาติ เหมือนการทำอาหาร มีจินตนาการ และมีตัวละคร ทำงานเขียนให้มีการเคลื่อนไหว ให้มีชีวิตมีหลักให้จำเอาไว้ให้ขึ้นในอยู่ 4 รู้ ก็คือ รู้จัก รู้จริง รู้สึก และรู้คำรู้จัก หมายถึง เรียนรู้ในงานเขียนคนรุ่นก่อนๆ ให้ถ่องแท้ เพราะจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับอิทธิพลจากงานเขียน มาทดลองปรับใช้กับแนวทางของเรา

 

ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ ชาติ กอบจิตติ นักเขียนซีไรต์อีกคนหนึ่ง ที่ได้พูดเอาไว้ที่สวนทูนอิน เมื่อหลายเดือนก่อน...เขาบอกว่า ได้รับอิทธิพลงานเขียนเรื่อง "บางลำพูสแควร์" ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับเรื่อง "หลายชีวิต" ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช จนสุดท้ายกลายเป็นงานเขียนเรื่อง "พันธุ์หมาบ้า" ที่โด่งดังของเขา

 

รู้จริง หมายความว่า เราต้องรู้ลึก รู้จริงในเรื่องที่เราต้องการเขียน ต้องการสื่อออกไปให้คนได้อ่าน ได้เสพ อาจจำเป็นต้องลงพื้นที่ ไปสัมผัส ไปเรียนรู้ ทดลองอยู่สิ่งที่เราต้องการเขียนรู้สึก ถือว่ามีความสำคัญ และต้องใช้ให้ถูกาละเทศะ เมื่อเราสร้างตัวละคร เราทำอย่างไรให้มันมีชีวิต ให้มีความรู้สึกหนาว ร้อน สนุกสนาน ประทับใจ เสียใจ อ่อนไหว หรือเจ็บปวดเพราะว่า อารมณ์ ความรู้สึก เป็นรากแห่งจินตนาการรู้คำ อย่างที่บอกแต่แรก ว่านักเขียนต้องมีคลังคำ เก็บไว้กับตัวเองตลอดเวลา ถ้อยคำคือการดึงดูดให้คนอ่านสนใจ และติดตามเราไป จนสุดเล่ม จนถึงบรรทัดสุดท้าย

 

สรุปแล้ว, งานเขียนนั้น สอนกันไม่ได้ แต่นำมาปรับใช้เป็นแนวทางได้

ดังนั้น อันดับแรกก็คือ เขียนในสิ่งที่เราชอบ และสำคัญที่สุด ก็คือ จงลงมือเขียน...

 

และทุกครั้งที่ผมทดท้อ อ่อนล้าโรยรากับงานเขียน สมองตื้อ เขียนไม่ออก ผมจะนึกถึงคำพูดของนักเขียนอาวุโส ที่เคยบอกเล่าเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ให้ฮึดสู้อีกครั้งแม้เส้นทางสายนี้อาจดูขรุขระกันดาร ยาวนานและไกล.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ ผู้มาเยือน จุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 1 ตุลาคม 2004

 

 

โดย ภู_เชียงดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net