วันที่ พุธ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศักดินาใหม่ในประชาธิปไตยไทย


ช่วงเวลาหลายปีมานี้สงคราม “วาทะกรรม” แพร่กระจายไปยังทุกรูขุมขนในสังคมไทย แนวคิดทางการเมืองไทยสองฝ่ายที่สุดขั้วนำพาซึ่งปัญหาของชาติมากมาย “ผู้นำ” ทางการเมืองเรรวนในอุดมการณ์วาจาไม่ตรงใจคิด การเปิดโปงสารพัดจึงถูกนำมาตรวจสอบเหมือนขยะที่อยู่ใต้พรมแล้วถูกเปิดขึ้นมา ปัญหาของประเทศไม่เพียงมีจำกัดที่บรรดาผู้นำทางการเมืองภาคประชาชน แต่ก็ยังผสมโรงด้วยปัญหาเดิมๆของผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ผู้แทนราษฎร”


“ผู้แทนราษฎร” เริ่มต้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๕ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในเมื่ออำนาจทั้งปวงของพระมหากษัตริย์ถูกถ่ายโอนมาที่ประชาชนทั้งปวง แต่ประชาชนทั้งปวงจะใช้อำนาจนั้นโดยผู้เดียวไม่ได้ จำต้องมีบุคคลที่เรียกว่า “ผู้แทนราษฎร” ออกมาเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของตนอง หลังจากนั้น “ผู้แทนราษฎร” ผันตัวเองเป็น “นักการเมือง” สืบทอดอาชีพอันทรงเกียรตินี้ทางสันดาน(ตระกูล) นับวันคำว่า “ผู้แทนราษฎรเป็นคนของประชาชน” ก็พลิกผันเป็น ”ประชาชนเป็นคนของผู้แทนราษฎร” ไปเสียแล้ว


อุดมคติทางประชาธิปไตยแบบโลกเสรีตะวันตก อเมริกา ที่บรรดานักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ หรือนักการเมืองหัวสมัยใหม่ใฝ่ฝันนั้นกลายเป็นเรื่องไกลตัวคนไทยไปทุกวัน เพราะนอกจากคนไทยจะไม่ค่อยเข้าใจ “ประชาธิปไตย” แล้วคนไทยยังไม่เข้าใจว่า “ผู้แทนราษฎร” มีหน้าที่อย่างไรในสภาผู้แทนราษฎร


“ผู้แทนราษฎร” มีหน้าที่สำคัญคือ “ออกกฎหมาย” บางส่วนอาจจะต้องไปเป็นฝ่ายบริหาร และบางส่วนก็จะต้องเป็นฝ่ายตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล สิ่งเหล่านี้คือ “หน้าที่” ของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้แทนราษฎร


เพราะด้วยลักษณะทางสังคมไทย หรือที่นักวิชาการเรียกว่าระบบสังคมอุปถัมภ์ การเคารพผู้หลักผู้ใหญ่ นับถือตำแหน่งหน้าที่การงานอันมีเกียรติ ก็ได้ผันให้ประชาชนคนหนึ่งที่เป็นผู้แทนราษฎร กลายเป็น “ชนชั้นศักดินาใหม่” ของประเทศไทยไปเสียแล้ว


เราอาจจะเคยได้ยินว่า “สื่อสารมวลชน” คือฐานันดรที่สี่ และ “ผู้แทนราษฎร” คือฐานันดรที่สาม


แต่ตอนนี้ขออนุญาตเรียกผู้แทนราษฎรไทยอย่างไทยๆเข้าใจง่ายๆว่า “ศักดินาใหม่” เพราะประเทศไทยเรามีการกำหนดชนชั้นด้วยระบบศักดินามาหลายร้อยปี และเพิ่งจากหายไปจากประเทศไทยเมื่อประมาณร้อยปี คนไทยเราก็ยังคงคุ้นกับคำนี้มากว่าคำว่าฐานันดรที่สามเป็นไหนๆ


จากข้างต้นได้เกริ่นไว้ว่า “ผู้แทนราษฎรเป็นคนของประชาชน” แต่ก็พลิกผันเป็น “ประชาชนเป็นคนของผู้แทนราษฎร” นั้นเป็นลักษณะที่พบเห็นได้ในสังคมไทย ประโยคที่ว่า “ผู้แทนราษฎรเป็นคนของประชาชน” นั้นคือลักษณะทางอุดมคติประชาธิปไตย อันเป็นลักษณะที่หาไม่ได้ในภาวการณ์เช่นนี้แล้ว คำว่า “คนของประชาชน” เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ เป็นการให้เกียรติอย่างสูงต่อบุคคลที่เป็นตัวแทนของประชาชนไม่ว่าจะหลักร้อย หลักพัน หรือเรือนหมื่นเรือนแสน แต่วันนี้คำว่า “คนของประชาชน” ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เพราะ “ผู้แทนราษฎร” อันเป็นลักษณะอุดมคตินี้กลับไม่ใช่คนของประชาชน แต่เป็นคนของ “นายทุนพรรคการเมือง”


อีกประโยคหนึ่งที่ว่า “ประชาชนเป็นคนของผู้แทนราษฎร” นั้นก็คือลักษณะอันเกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตยของไทย คำว่า “คนของผู้แทนราษฎร” หรือพูดภาษาชาวบ้านคือ “คนของส.ส.” นั้นกลับกลายเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ และแสนจะน่าภูมิใจสำหรับผู้ที่ถูกเรียกหา สังคมแบบอุปถัมภ์กลายเป็นกลไกผลักดันให้คำๆนี้มีความหมายต่อจิตใจทั้งผู้ถูกเรียกและผู้ฟังเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนหนึ่งนับถือให้ความเคารพกับ “คนของส.ส.” ปฏิบัติเยี่ยงคนใหญ่คนโตของบ้านเมืองจนทำให้นึกไปว่าการปฏิบัติเช่นนั้นได้เกิดขึ้นกับบุพการีผู้ให้กำเนิดหรือไม่


“ศักดินาใหม่” พยายามสร้างฐานะของตัวเองให้เหนือกว่าคำว่า “ผู้แทนราษฎร” โดยเฉพาะคำว่า “เอกสิทธิ์” นั้นก็ได้เปิดช่องให้ผู้แทนราษฎรบางคนใช้เป็นเครื่องมือดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนอกสภามาจนเกิดเป็นปัญหาใหญ่โตของบ้านเมืองมาแล้ว


“ศักดินาใหม่” ผู้ที่ต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศชาติตัวจริง เพราะต้องเป็นผู้ออกกฎหมาย และตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล กลับไม่ได้ทำหน้าที่ในส่วนนั้นอย่างแท้จริง ศักดินาใหม่กลับรวมกลุ่มกันต่อรองผลประโยชน์ของชาติที่มีมูลค่ามหาศาล การตั้งพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยก็เพื่อให้คนที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้ตกผลึกความคิดที่เหมือนกันออกมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านต่อเมืองต่อประชาชน แต่วันนี้ “พรรคการเมือง” กลายเป็นบ่อน้ำมันที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ให้ผู้แทนราษฎรทั้งหลายคอยสูบ จนเมื่อใดน้ำมันในบ่อหมดลงผู้แทนราษฎรเหล่านี้ก็จะย้ายบ่อน้ำมัน ย้ายแหล่งทรัพยากร โดยไม่ได้ใช้อุดมการณ์ตามที่ปากกล่าวอ้างเลยสักนิดเดียว


“ศักดินาใหม่” พยายามสร้างฐานะที่เหนือกว่าพลเมืองโดยทั่วไป เพราะนอกจากเป็นผู้แทนราษฎรในพื้นที่นั้นแล้ว ก็ยังเป็น “พ่อพระ” ผู้มอบถนนลาดยาง เสาไฟฟ้า ถังน้ำประปา ให้กับประชาชน ถ้าได้ผู้แทนฯดีก็ถือว่าเป็นโชคดีของคนในหมู่บ้านนั้นไป ถ้าได้ผู้แทนฯเห็นแก่ได้ก็ต้องบอกว่าเป็นคราวซวยของชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นไปเช่นกัน


ธุรกิจยอดฮิตของคนที่เป็นศักดินาใหม่ก็คงไม่พ้น “รับเหมาก่อสร้าง” งานสาธารณูปโภคของประเทศไทยยังมีอีกมาก ศักดินาใหม่สามารถเข้าถึงงานเหล่านี้ได้ง่านดาย ธุรกิจรับเหมาจำนวนมากของพี่น้อง ญาติมิตรจึงเจริญรุ่งเรืองเป็นขนมถ้วยฟู นำมาซึ่งความมั่งคั่งอย่างมหาศาล เพราะศักดินาใหม่ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นตามที่กฎหมายห้าม แต่ศักดินาใหม่เป็นผู้ที่อำนวยความสะดวกให้กิจการเหล่านี้ และก็ได้ค่าน้ำชากาแฟ ค่าซับเหงื่อไคลที่ต้องวิ่งเต้นให้เท่านั้น


“หน้าที่” ของคนที่เป็นศักดินาใหม่ วันนี้ท่านลองถามตัวเองเสียก่อนเถิดครับว่าท่านรู้หรือไม่ว่า “ผู้แทนราษฎร” มีหน้าที่อะไร? ถ้าท่านตอบว่า “สร้างถนน ประปา สะพาน” ท่านคือคนไทยและอยู่ในสังคมประชาธิปไตยไทย ๑๐๐% ครับ แต่ถ้าท่านตอบว่า “ออกกฎหมาย” ตรวจสอบการบริหารงานรัฐบาล ท่านก็คงจะเป็นนักรัฐศาสตร์ หรือไม่ก็ต้องจบการศึกษาจากเมืองนอกที่ประชาธิปไตยเขาเป็นแบบนั้นแน่นอน


คนไทยเกือบหมดแทบจะไม่รู้ว่าหน้าที่ของผู้แทนราษฎรคือออกกฎหมาย แล้วส่งให้วุฒิสภากลั่นกรอง ก่อนประกาศใช้ เราคิดแต่ว่าผู้แทนราษฎรคือคนที่จะมาสร้างสะพาน ถนนคอนกรีต ประปา ไฟฟ้า เข้าหมู่บ้าน ซึ่งที่จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นหน้าที่หลักของคนที่เป็นผู้แทนราษฎรแต่ประการใด


ผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องดูว่าในตอนนี้ ในสังคมไทยกฎหมายใดทำให้การกินอยู่ของประชาชนได้รับความเดือดร้อน กฎหมายใดหย่อนยาน กฎหมายใดควรบัญญัติใหม่ แต่เราไม่เคยได้ใส่ใจในเรื่องแบบนี้ และก็ไม่ทราบว่าผู้แทนราษฎรทั้งหลายใส่ใจเรื่องแบบนี้บ้างหรือเปล่า?


บ่อเกิดแห่งความวุ่นวายในสังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบันไม่ได้เกิดจากผู้แทนราษฎรที่เป็น “นัก(เล่น)การเมือง” หรอกหรือ ในอดีตนั้นไม่อยากจะเท้าความว่าใครผิด ใครถูก ไม่ต้องการให้ท่านจมปลักกับประวัติศาสตร์ที่ตายแล้ว(เพราะอาจจะทำให้เป็นแบบนักวิชาการบางคน) เรื่องบางเรื่องผ่านไปแล้วก็ให้ผ่านไป ศึกษาไว้เป็นบทเรียนสอนใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร หากเรายังยึดติด หลงในอุดมการณ์ในประวัติศาสตร์ เช่น คำว่า “คนเดือนตุลา” ผมเกิดไม่ทันยุคนั้น ผมไม่ทราบว่าท่านได้สร้างคุณูปการใดทิ้งไว้ในแผ่นดิน แต่ผมกลับคิดว่าเรากำลังยึดติดในคำว่า “คนเดือนตุลา” มากจนเกินไปคนเดือนตุลาคิดเห็นอย่างไรคนในสังคมต้องคล้อยต้องตามด้วยกระนั้นหรือ


ไม่ได้ว่า “คนเดือนตุลา” ทั้งหมดนะครับ (ต้องขออภัย) แต่ผมเห็นพฤติกรรมบางคนแล้วก็อดคิดไม่ได้ คนบางคนหากินกับชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ที่ตายไปแล้ว แก้ไขไม่ได้แล้ว และชักจูงให้คนรุ่นใหม่อย่างผมหรือหลายๆคนเข้าไปสู่โลกประวัติศาสตร์ที่ตายไปแล้วอีกครั้ง บ่อเกิดของปัญหาชาติอยู่ที่คำว่า “การเมือง” (อันหมายถึงทุกสิ่งทั้งคนทั้งระบบ) แต่บางคนกลับมองไปว่าปัญหาของชาติอยู่ที่ “พระมหากษัตริย์” และก็พยายามโน้มน้าวด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์จำนวนมากให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปฟัง เป็นการกล่อมเกลาที่อันตรายอย่างยิ่งต่อสังคมไทย


ก็คงได้แต่หวังว่าวันหนึ่งคนรุ่นใหม่จะได้หันกลับมามองดู “ความเป็นจริง” หรือที่ท่านเรียกกันว่า “ตาสว่าง” นั่นแหละครับว่าในโลกความเป็นจริงแล้วปัญหาอยู่ที่ “การเมือง” ทั้งนั้น อย่าไปหลงทางในประวัติศาสตร์ที่มันกลับมาไม่ได้อีกแล้วดีกว่านะครับ






ปล.บทความชิ้นนี้คือตอนต่อเรื่อง “การเมืองเรื่องพระราชอำนาจและกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งผมได้เปลี่ยนชื่อเรื่อง และบทความชิ้นนี้ถ้าท่านสังเกตผมจะให้เกียรติกับคำว่า “ผู้แทนราษฎร” มากกว่าคำว่า “นักการเมือง” ท่านผู้อ่านลองตรองดูครับว่าคำไหนดูมีเกียรติมากกว่ากัน(ไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ครับ)

โดย เสฐียนพงษ์_แซ่ตั้ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net