วันที่ จันทร์ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าโกรธเมื่อใครติเตียนพระพุทธเจ้า


อย่าโกรธเมื่อใครติเตียนพระพุทธเจ้า


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! คนเหล่าอื่นอาจกล่าวติเตียนเรา
ติเตียนพระธรรม หรือ

ติเตียนพระสงฆ์ ท่านทั้งหลายไม่พึงผูกอาฆาต ขุ่นเคืองไม่พอใจในบุคคลเหล่านั้น

เพราะถ้าท่านทั้งหลายโกรธเคืองหรือไม่พอใจในบุคคลที่กล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม หรือติเตียนพระสงฆ์นั้น อันตรายเพราะความโกรธเคืองนั้นก็จะพึงเป็นของท่านทั้งหลายเอง ถ้าท่านทั้งหลายโกรธเคือง หรือไม่พอใจในบุคคลที่กล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม ติเตียนพระสงฆ์จะรู้ได้ละหรือว่า

คำกล่าวของคำเหล่านั้น เป็นคำกล่าวที่ดี (สุภาษิต)หรือไม่ดี (ทุภาษิต)  "ไม่ทราบ พระเจ้าข้า "

"ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย !ท่านทั้งหลายพึงชี้แจง  เรื่องที่ไม่เป็นจริง ให้เห็นว่าไม่เป็นจริงในข้อที่คนเหล่าอื่นกล่าวติเตียนเรา ติเตียนพระธรรม หรือติเตียนพระสงฆ์ให้เขาเห็นว่าข้อนั้นไม่จริง ข้อนั้นไม่แท้ ข้อนั้นไม่มีในพวกเราข้อนั้นไม่ปรากฎในพวกเราดังนี้ "



ดูกรภิกษุทั้งหลาย

บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนาอะไรกันและเรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้
เมื่อตรัสอย่างนี้แล้วภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า
พระพุทธเจ้าข้า ณ ที่นี้เมื่อพวกข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้น ณ เวลาใกล้รุ่ง
นั่งประชุมกันอยู่ที่ศาลานั่งเล่นเกิดสนทนากันขึ้นว่า

ท่านทั้งหลายเท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นักไม่เคยมีมา

ความจริง สุปปิยปริพาชกนี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์
โดยอเนกปริยาย


ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า
ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์
โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้

ข้าพระพุทธเจ้าเดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลัง
เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระพุทธเจ้า
พูดค้างไว้ พอดีพระองค์เสด็จมาถึง.


พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม
ติพระสงฆ์ ก็ตาม

เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น

ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น
อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่

ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น
เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ?

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น

คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลายและคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย


ดูกรภิกษุทั้งหลาย

คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์
เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระหยิ่มใจในคำชมนั้น

ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจจักกระหยิ่มใจในคำชมนั้น
อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ในคำชมนั้น
คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่านั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลายและคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย


ที่มา : พรหมชาลสูตร ๙/๓ พระไตรปิฎกฉบับประชาชน



คนพาล ย่อมร่าเริงยินดีในบาปกรรมลามกที่ตนกระทำ

ประดุจว่าดื่มน้ำผึ้งที่มีรสหวาน


จนกว่าบาปกรรมนั้นจะให้ผล


จึงจะได้ประสบกับความทุกข์เพราะกรรมนั้น


"พระพุทธดำรัส"



โดย เด็กชาย-เด็กหญิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net