วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แนะนำแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน


"แนะนำโดยการบอก จุดประสงค์ ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน"



เวบไซด์ ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย 
http://www.thaifammed.org/

"จุดประสงค์ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ตอนแรก และ จุดประสงค์ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน" ที่เนื้อหาด้านล่างต่อไป

จุดประสงค์ ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว

โดย น.พ.สำเริง ไตรติลานันท์
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน
หัวหน้ากลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน
ร.พ.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา

ยินดีรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ที่

อีเมลล์แอดเดรส tsumruang@hotmailcom

โทรฯมือถือ 089-611-2714 เวลากลางวันทุกวัน



..............................................................

              ในปัจจุบันมีแพทย์เฉพาะทาง หลายสาขา เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ถ้า ต้องเลือกไปหาแพทย์เฉพาะทาง แต่ละสาขานั้นๆ ด้วยตัวคนไข้เอง จะไม่สะดวกในการเลือก ถ้าป่วยด้วยโรคหลายสาขา ไม่ทราบว่าจะไปสาขาใดก่อน/หลัง ไปที่ใด ไปอย่างไร ต้องดูแลเบื้องตันอย่างไร เป็นต้น

               แต่ถ้ามีแพทย์สาขาที่สามารถดูแลคนไข้ทุกสาขาได้ในแพทย์คนเดียว มีสถานที่ทำงาน(ศูนย์สุขภาพชุมชน)อยู่ใกล้บ้านคนป่วย มีความสนิทสนมดูแลอยู่เป็นประจำ ที่จะให้คำปรึกษา และ ให้การรักษาเบื้องต้นได้

               เมื่อเกินความสามารถก็เขียนใบส่งตัวไปพบ แพทย์เฉพาะทางที่เหมาะสมให้ และ ในกรณี ฉุกเฉิน ถ้าไม่มีรถเอง ทางศูนย์สุขภาพชุมชน ก็มีรถส่งต่อให้ มีพยาบาลดูแลในรถให้ด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาก แพทย์สาขานั้น คือ
แพทย์สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว 
               จะดูแลประชาชนในความรับผิดชอบ ตามพื้นที่ ตามเกณฑ์ รู้ทุกเรื่อง และ ทุกโรค ว่าแนวทางการรักษาทำอย่างไร โดยเรียนมาทุกแผนก แบบรู้กว้าง แต่ไม่ลึก ถ้าต้องใช้ความสามารถ ความชำนาญในการรักษา จะรู้และส่งต่อไปให้แพทย์เฉพาะทางที่มารวมกันที่ด่านสอง(ร.พ.จังหวัด ที่มีเครื่องมือพิเศษมารวมกันไว้ สำหรับแพทย์เฉพาะทางใช้ร่วมกัน และ เป็นทีมแพทย์เฉพาะทางร่วมปรึกษากันในการรักษา แทนที่จะไปแยกอยุ่คนเดียวเอาเครื่องมือพิเศษ ราคาแพงนั้นใช้เพียงคนเดียวที่ร.พ.อำเภอใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า)
หมายเหตุ:มีแนวทางการรักษาแต่ละโรคให้แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวได้ศึกษาใช้เป็นมาตรฐาน (ประชาชนสามารถเข้ามาดูได้)ที่เวบบ์ของการแพทย์อเมริกาที่
http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/encyclopedia.html
และของไทย โดย สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ ที่http://www.thaicpg.org/cpg.asp 

หมายเหตุ: การใช้ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ในไทย หรือ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในอังกฤษและฟินแลนด์ ดูแลใกล้บ้านก่อน ให้การรักษาก่อน หรือ ถ้าพบว่าเกินความสามารถ ก็ส่งต่อไปพบแพทย์เฉพาะทางได้เลย เมื่อเข้ามาใช้บริการตามข้างต้น จะใช้สิทธิรักษาฟรีได้ ทำให้ประชาชนมีสถานบริการใกล้บ้าน เป็นที่ปรึกษาก่อน และ รักษาก่อน จะ สะดวก ประหยัด และ มีคุณภาพ

              ดังนั้น แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจะต้องมีจำนวนมากให้พอเพียงกับประชาชนทุกๆคน ประมาณว่า ควรมีถึง ครึ่งหนึ่ง ของจำนวนแพทย์ทั้งหมดในประเทศ เพราะประชากรมีประมาณกว่า 62ล้านคน


             มีโครงการเพิ่มปริมาณแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว โดยการเข้าไปฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง 3 ปี เพื่อได้วุฒิบัตรแพทย์เฉพาะทาง เวชศาสตร์ครอบครัว และ มีอีกทางหนึ่งที่ง่าย คือ จบแพทย์ศาสตร์บัณฑิต 6 ปี แล้วมาปฏิบัติงานที่ร.พ.อำเภอ ทำงานงานเวชศาสตร์ครอบครัวที่ ร.พ.อำเภอ(ด่านแรก) เมื่อทำครบ 5 ปี จะมีประสบการณ์ ความรู้ สามารถสอบอนุมัติบัตรแพทย์เฉพาะทาง เวชศาสตร์ครอบครัว ได้ เช่นกันทางสายนี้จะทำให้ไม่ขาดแพทย์ที่ ร.พ.อำเภอ มีประโยชน์ต่อประชาชน ได้มาก ผู้เขียนก็ได้อนุมัติบัตร มาด้วยวิธีนี้ 

             ดูเปรียบเทียบได้จากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดูแลสุขภาพประชาชนได้ดีในราคาถูกเรื่อง "การดูแลทางด้านสาธารณสุขเบื้องต้นที่อังกฤษ และ ฟินแลนด์ พึ่งระบบPrimary Health careมากประมาณ90%ของงาน" เป็นแพทย์ประจำครอบครัว ที่เวบข้างล่าง

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&group=1

             ปัจจุบันมีการกำหนดให้ แพทย์ 1 คนดูแลประชากรตามจำนวนที่เหมาะสม ร่วมกับ ทีมสุขภาพ จากโรงพยาบาลอำเภอในพื้นที่นั้นๆ ตามแนวทาง"การปฏิรูประบบสุขภาพ ใหม่ของประเทศ" 

                 ทีมสุขภาพ ดังกล่าว ประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ และ อื่นๆ ตามเกณฑ์ ของกระทรวงฯที่กำหนดขึ้น ให้มาปฏิบัติงานในสถานีอนามัย และ ช่วยพัฒนาสถานีอนามัยให้จนได้ตามเกณฑ์ของ ศูนย์สุขภาพชุมชน ก็จะได้รับการรับรองเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนต่อไป ศูนย์สุขภาพชุมชนนี้มีจะมีประโยชน์ต่อระบบสาธารณสุขมากดังต่อไป คือ

1.เป็นสถานบริการด่านแรก

                 ทำให้ประชาชนสะดวกในการเข้าถึงบริการ เพราะ อยู่ใกล้บ้าน มีทีมสุขภาพของโรงพยาบาลอำเภอในพื้นที่นั้นมาตรวจรักษาให้ตามที่จะมาได้ เช่น ในปัจจุบันที่ร.พ.พนมฯมาได้เพียง สัปดาห์ละครึ่งวันเช้า แค่ 2 สถานีอนามัย โดยมี 2 ทีมสุขภาพที่รับผิดชอบพื้นที่นั้นออกมา แต่ตามเกณฑ์จะต้องมามากกว่านี้ ต้องมาทุกวัน ในวันราชการ และต้องมาทุกสถานีอนามัย เพื่อพัฒนาคุณภาพให้ได้ตามเกณฑ์ศูนย์สุขภาพชุมชน ให้ทุกสถานีอนามัยกลายเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนที่มีคุณภาพตามเกณฑ์ทั้งหมดครบ100%ที่ยังทำไม่ได้ เพราะ ประชาชนยังมาใช้บริการ ที่ร.พ.กันมาก  อาจเนื่องจากไม่ทราบเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพ ให้มีสถานบริการด่านแรก จึงไม่เรียกร้องให้แพทย์และทีมสุขภาพดังกล่าวไปรักษาใกล้บ้านเอง???


              แพทย์ แต่ละทีมสุขภาพ ออกพื้นที่รับผิดชอบของ ทีมเอง ตรวจรักษาให้ และ ระหว่างที่ไม่ได้มา ก็เป็นที่ปรึกษา กับทางศูนย์สุขภาพชุมชนได้ สามารถปรึกษาได้ตลอดทางโทรศัพท์ โดย ในเวลาราชการ สามารถ ปรึกษาแพทย์เจ้าของพื้นที่ได้ทางโทรศัพท์ ร.พ./มือถือ และ ช่วงนอกเวลาฯ สามารถปรึกษาแพทย์เวร ร.พ.ทางโทรศัพท์

2. ช่วยทำให้โรงพยาบาลมีคนไข้น้อยลงได้มีเวลาให้การรักษาที่มีคุณภาพมากกว่าตอนคนไข้มากต้องรีบๆตรวจ

                 จากคนไข้ป่วยเล็กน้อย ก็สามารถมารับการรักษาใกล้บ้านที่ศูนย์สุขภาพชุมชน มีส่วนน้อยเท่านั้น ที่เกินความสามารถต้องส่งร.พ.จึงลดความแออัดที่ร.พ.ลงได้
                 ถ้าสถานีอนามัยมีคุณภาพ จนได้รับการรับรองเป็นศูนย์สุขภาพชุมชน ตามมาตรฐานแล้ว ประชาชน ต้องรักษาที่ศูนย์ฯ ใกล้บ้านก่อน จึงจะมารักษา ร.พ.ได้ทำให้ ร.พ.คนไข้ลดลงไปเพิ่มมากขึ้นที่ใกล้บ้าน(ศูนย์สุขภาพชุมชน)สะดวกต่อคนไข้ สุขภาพดีขึ้นในราคาถูก และ แพทย์พร้อมทีมสุขภาพ ได้เปลี่ยนบรรยากาศ ออกตรวจคนไข้นอกสถานที่ช่วงเช้า ที่ศูนย์สุขภาพชุมชน ส่วนตอนบ่ายก็กลับ ร.พ.มาดูแลคนไข้ในพื้นที่รับผิดชอบที่มานอนรักษาที่ร.พ.

*ยกเว้นในกรณีอุบัติเหตุ หรือ ฉุกเฉิน คนไข้สามารถมาได้ทันทีไม่ต้องผ่านศูนย์ เพื่อได้ใบส่งตัว

ดูเพิ่มเติมได้ที่"แนวทาง การดูแลสุขภาพ เป็น รูปเครือข่าย สามระดับ" ที่เวบข้างล่าง

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=09-2006&date=30&group=1&blog=2

3.ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลง

3.1.ลดค่าใช้จ่าย การดูแลสุขภาพของประชาชนในประเทศ:จากการที่ทีมสุขภาพจากร.พ.ในพื้นที่นั้น มาทำการรักษาใกล้บ้านให้ คนไข้ป่วยเล็กน้อยก็สามารถมาใช้บริการได้แต่เริ่มป่วย ไม่ป่วยหนักค่าใช้จ่ายถูกลง ตัวอย่าง ค่ารักษาหวัด ประมาณ100-200บาทต่อคน แทนจะเป็นปอดอักเสบ ค่ารักษาประมาณหลัก พันถึง หลักหมื่น หลักแสน แล้วแต่ความรุนแรง
และ เจ้าหน้าที่จากศูนย์สุขภาพชุมชนยังออกเชิงรุกเข้าไปดูแลเยี่ยมบ้านเพื่อ ทำงานส่งเสริม ป้องกัน ค้นหาปัจจัยเสี่ยงในการเจ็บป่วย ค้นหาผู้ป่วย และ ฟื้นฟู ฯลฯทำให้คนป่วยน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะถูกลง แถมเจ้าหน้าที่สบายขึ้นด้วย ไม่ลาออกกัน ตามที่เป็นปัญหาแพทย์ลาออกกันอยู่ที่เวบ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=12-2006&date=17&group=11&gblog=5

3.2.ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนเอง:จากการที่เจ็บป่วยไม่ต้องเดินทางมา ร.พ.ที่อยู่ห่างจากบ้าน เป็นเดินทางมาศูนย์ฯใกล้บ้านแทน ขี่จักรยาน หรือ เดินมาหา ลดค่าใช้จ่ายการเดินทาง แถมไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และ ยังแถมทำให้มารับการรักษาเร็ว ทำให้รักษาง่าย หายเร็ว ไม่ป่วยหนักจนมีโรคแทรกซ้อน

หมายเหตุ:เมื่อประชาชนเข้ามารับบริการตามเครือข่าย ตามขั้นตอนข้างต้น จะไม่เสียค่าบริการจะใช้ตามสิทธิรักษาฟรีได้

สรุป:จุดประสงค์ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เพื่อผลิตแพทย์มาทำหน้าที่แพทย์ประจำตัว(แพทย์ประจำครอบครัว) ที่รู้ทุกเรื่อง ทุกโรค ไม่ว่าเป็นอะไรก็ดูแลได้ ร่วมกับ ทีมสุขภาพ จากร.พ.ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ ดูแลแบบองค์รวม โดยมีเครือข่ายให้ส่งต่อ โดยจะทำหน้าที่เลือก และ ส่งต่อให้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องเสียค่าบริการถ้าอยู่ตามระเบียบบัตรรักษาฟรี





xxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxxx

จุดประสงค์ ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน

โดย น.พ.สำเริง ไตรติลานันท์
แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว และ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน
หัวหน้ากลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน
ร.พ.พนมสารคาม อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา



.................................................................

เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของประชาชน ให้มีแนวคิด ที่จะดูแลตนเองไม่ให้ป่วย โดยการใฝ่หาความรู้เกี่ยวกับโรค และ นำความรู้ที่ได้มาเปลี่ยนทัศนคติ จากการรอให้ป่วยแล้วมารักษา เป็นทำอย่างไรจะได้ไม่ป่วย และ ปฏิบัติจนเป็นนิสัย แทน การมาหา เพื่อขอรับการรักษา หรือ มาเพื่อขอรับยา เท่านั้น ตามแนวทาง
KAP:K-Knowledge,A-Attitude,P-Practise


ผลจะทำให้

1.ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศลดลง แทนที่จะเพิ่มขึ้น 20% ทุกปีเหมือนเดิม ที่ การสาธารณสุข มุ่งรักษาอย่างเดียว ไม่มุ่งเน้นเรื่องการให้ความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน การรีบรักษาเมื่อเริ่มป่วย และ การฟื้นฟูสุขภาพหลังหายป่วยให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว

2.ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน:ประชาชนแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย ไม่เสียเวลามารับบริการ ไม่พิการจากการป่วยไข้ หรือ สุขภาพดี ในราคาถูก ได้ในที่สุด

เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ของ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน คือ ทำอย่างไรให้ไม่เกิดโรค หรือ เกิดโรคแล้ว ทำอย่างไร ไม่ให้เป็นมาก หรือ ทำอย่างไร ไม่ให้มีความพิการ หรือ เสียชีวิต

การเกิดโรคนั้น เกิดจากการเสียสมดุลย์ ของ 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่

1.คน (Host)อ่อนแอ

2.สิ่งที่ก่อให้เกิดโรค(Agent)

3.สิ่งแวดล้อม(Environment)ไม่ถูกสุขลักษณะ

นำมาทำให้เป็นรูปธรรม เรียกว่า

โครงการ "เมืองไทยแข็งแรง" มี 8 ตัวชี้วัด ของ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี

ที่จะต้องปรับปรุงให้ถูกต้อง คือ

อ.1อาหาร มีเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ว่าปลอดภัย ทานแต่พอเหมาะไม่มาก หรือ น้อยเกินไป

อ.2ออกกำลังกายที่เหมาะสม30นาทีต่อวัน และ สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ3วัน

อ.3อารมณ์ และ สุขภาพจิตดีไม่มองโลกในแง่ร้าย

อ.4อนามัยสิ่งแวดล้อม ที่ถูกสุขลักษณะ

อ.5อโรคยา:ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ตาม 8 อ.นี้และ การตรวจสุขภาพประจำปีฯลฯ

อ.6อบายมุขควรละเลิก

อ.7อาชีพสุจริตและมีรายได้เพียงพอตามปรัชญา"เศรษฐกิจพอเพียง"

อ.8องค์ความรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตด้านสุขภาพและการดำรงชีวิต ค้นหา,เปลี่ยนทัศนคติ และ นำมาปฏิบัติจนเป็นนิสัย


โครงการนี้ จะสำเร็จ ได้ ต้องอาศัย แนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samrotri&month=01-2007&date=14&group=11&blog=3

ของ ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ที่เสนอว่าการแก้ปัญหายากๆ นั้น ต้องแก้ 3 ด้านพร้อมกัน เมื่อสมดุลย์ได้เหมาะสมก็จะแก้ปัญหาได้มี 3 ด้านดังนี้

ด้านที่ 1.ประชาชน ต้องเข้าถึงความรู้ จนเกิดการเปลี่ยนทัศนคติของตนเองให้ถูกต้อง เรื่อง "การป้องกันไม่ให้ป่วยดีกว่าปล่อยให้ป่วยแล้วมารัษา"และ นำไปปฏิบัติเป็นนิสัย แทน การมาหาเพื่อขอรับการรักษา หรือ มาเพื่อขอรับยา เท่านั้น เช่น การมีอินเตอร์เนตทุกบ้านสามารถใช้อินเตอร์เนตค้นหาข่าวที่ต้องการได้จากการค้นหาจากกูเกิ้ล www.google.com

ด้านที่2.มีองค์กรที่รับผิดชอบ ได้แก่ องค์กรบริหารส่วนตำบล,ศูนย์สุขภาพชุมชน,โรงพยาบาลและ โรงเรียน ส่งเสริมสุขภาพ ฯลฯ ที่คอยกำกับดูแล ให้ประชาชนยังคงทำตามแนวทางการสร้างสุขภาพ แทน ซ่อมสุขภาพ ตามแนวทาง โครงการเมืองไทยแข็งแรง ข้างต้น โดยออกระเบียบ หรือ การสร้างวัฒนธรรม ของสังคมขึ้นบังคับ ให้ประชาชน ต้องปฏิบัติ เมื่อต้องการจะเป็นสมาชิกของชุมชน

ด้านที่3.การมีกฏหมายมาบังคับใช้ให้โครงการดังกล่าวดำเนินไปได้ ได้แก่ พ.ร.บ.ปฏิรูประบบสาธารณสุข ให้มุ่งเน้น "การสร้างนำซ่อมสุขภาพ" พ.ร.บ.ประกันสุขภาพ และ ฯลฯ นำมาใช้บังคับให้ประชาชนต้องทำตามกฏหมาย เช่น กฏหมายใส่หมวกกันน๊อค กฏหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ฯลฯ ถ้าไม่ทำตามมีบทลงโทษ บังคับ ให้ไม่กล้าฝืนกฏหมาย

            ถ้ามีการออกกฏระเบียบโรคที่ทราบสาเหตุ และ สามารถป้องกันได้ ถ้าป่วยด้วยโรคเหล่านี้บ่อย ควรจะให้จ่ายค่ารักษาเองเมื่อป่วยบ่อยเกินค่ามาตรฐาน เช่น กำหนด ว่าป่วยด้วยไข้หวัด รักษาฟรี ได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี ถ้าป่วยครั้งที่ 4 ด้วยไข้หวัดอีกต้องเสียเงินเอง เป็นต้น

               ปัจจุบันยังไม่มีกฏระเบียบนี้ ขอเสนอว่าน่าจะมีการออกขึ้นมาตามแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา มาบังคับให้คนใส่ใจการไม่ป่วยบ่อยเกินค่ามาตรฐาน โดย แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่ดูแลประชาชนใกล้บ้าน ที่ เป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน ด้วย ในแพทย์คนเดียวกัน จะช่วยให้แนวคิดของการเกิด ภาพ เมืองไทยแข็งแรง ได้อย่างยั่งยืน

สรุป:จุดประสงค์ของการมีแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อผลิตแพทย์มาทำหน้าที่นำความรู้เรื่องการป้องกันโรค มาเผยแพร่ ให้ประชาชน ทราบ จนเกิดทัศนคติ ที่จะไม่ป่วยด้วยการปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง และ ปฏิบัติตัวหลีกเลี่ยงไม่ให้ป่วย ทำให้เกิดการมีสุขภาพดี ในราคาถูก ได้ในที่สุดอย่างยั่งยืน 

โดย samrotri

 

กลับไปที่ www.oknation.net