วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แบกเป้ สะพายกล้อง ท่องเที่ยวตะวันออก ...สะบายดี หลวงพระบาง แวะวัดเซียงทอง (2)


ความเดิมเมื่อตอนที่แล้ว ได้พาไปรู้จักกับ "แขวงหลวงพระบาง เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรล้านช้าง" ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือของประเทศลาว

อีกนัยหนึ่งปัจจุบันแขวงหลวงพระบางนั้นเป็นเมืองท่าที่สำคัญของภาคเหนือ เทียบเท่ากับแขวงจำปาสัก ทางภาตใต้ของลาว การพัฒนาด้านต่างๆของแขวงจากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันก็คงเป็นเครื่องยืนยันถึงความโดนเด่นของการพัฒนาด้านต่างๆ ที่ครอบคลุม แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นของเมืองนี้คือวัดวาอาราม

(ภาพประกอบ 2 พระพุทธรูปปางพุทธไสยาสน์ภายในวัดเซียงทอง)

หลวงพระบางจึงเต็มไปด้วยวัดวาอาราม บางวัดนั้นรั้วกำแพงวัดติดกันเลยครับ บางถนนนั้นมีวัดหลายแห่ง การเดินขึ้นไปยอดภูกลางเมืองหลวงพระบางจะพบวัดหนึ่ง พอเดินกำลังจะลงมาอีกด้านก็จะเป็นอีกวัดหนึ่ง

ลองเดาดูคงไม่ต่ำกว่า 30 วัด เฉพาะในเขตเมืองหลวงพระบาง ....อันนี้ถ้าใครมีข้อมูลแม่นๆ ลองเล่าสู่กันฟัง

หนึ่งในนั้นย่อมมีความโดดเด่นมากกว่าวัดอื่น ทั้งในด้านศิลปะการตกแต่งสีสัน ประวัติความเป็นมา ความเคารพนับถือ หรือแม้กระทั่งเป็นสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง...

จนหลายคนบอกว่าถ้าขาดสิ่งนี้ไป ก็คงจะไม่สามารถบอกเล่าถึงความเป็นแก่นแท้รากเหง้าทาง "วัฒนธรรมล้านช้าง" ได้เลย

(ภาพประกอบ 3 พระอารามหลวงในอดีตของลาว ปัจจุบันยังคงคุณค่า)

วัดที่ว่านั้นคือ "วัดเซียงทอง" "Wat Xiang Thong"  "อดีตพระอารามหลวง" โดยนักโบราณคดีหลายท่านยกย่องว่าวัดเชียงทองนั้น แสดงสถาปัตยกรรมลาวได้อย่างดีเยี่ยม

คนไปหลวงพระบางทุกคนทั้งคนลาว คนไทย คนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา คงไม่มีใครคนไหนที่พลาดการเข้าไปชมวัดเซียงทอง

วัดเชียงทอง สร้างขึ้นในสมัย "พระโพธิสารราชเจ้า" ในปี ค.ศ. 1560

รูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนา แบบหลวงพระบางแท้ คือมีหลังคาแอ่นโค้ง และลาดลงต่ำมากจนแลดูค่อนข้างเตี้ย

(ภาพประกอบ 4 วัดเซียงทองจะมีผู้คนไปเยือนตลอด)

วัดเซียงทอง ได้รับการอุปถัมภ์จาก "เจ้ามหาชีวิตสว่างวงค์" และ "เจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา" กษัตริย์สองพระองค์สุดท้ายของลาว มีฐานะเป็น "วัดหลวง" ในพระราชูปถัมภ์เรื่อยมาจนถึงปี 1975

วัดเซียงทอง นั้นมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจเหมาะแก่การท่องเที่ยวและศึกษาหาความรู้

เริ่มต้นจาก "สิม" หรือ อุโบสถของวัดเซียงทองนั้น สิมแห่งเดียวของหลวงพระบางที่ก่อสร้างและตกแต่งแบบ "ศิลปะล้านช้าง" ขนาดแท้ดั้งเดิมและเข้าใจว่ายังเป็นแห่งเดียวที่สมบูรณืที่สุดของประเทศลาวอีกต่างหาก ภายในยังมีพระประธานให้สักการะ

(ภาพประกอบ 5 ประติมากรรมตกแต่งรอบสิมวัดเซียงทองฝีมือ "เพี้ยตัน" ช่างสกุลหลวงพระบาง)

(ภาพประกอบ 6 ประติมากรรมตกแต่งรอบสิมวัดเซียงทองฝีมือ "เพี้ยตัน" ช่างสกุลหลวงพระบาง)

(ภาพประกอบ 7 ประติมากรรมตกแต่งรอบสิมวัดเซียงทองฝีมือ "เพี้ยตัน" ช่างสกุลหลวงพระบาง)

(ภาพประกอบ 8 ประติมากรรมตกแต่งรอบสิมวัดเซียงทองฝีมือ "เพี้ยตัน" ช่างสกุลหลวงพระบาง)

ประติมากรรมฝาผนังรอบสิมตกแต่งรายละเอียดด้วยเรื่องราวตามของพระพุทธประวัติ โดยช่างเชื้อสายของที่นี่ชื่อ "เพี้ยตัน" ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ มีสิ่งที่น่าสนใจคือลวดลายรอบสิม

(ภาพประกอบ 9 ประติมากรรมตกแต่ง "ลายต้นทอง" ด้านตะวันออกของสิมฝีมือ "เพี้ยตัน" ช่างสกุลหลวงพระบาง)

(ภาพประกอบ 10 บรรดานักท่องเที่ยวไม่พลาดถ่ายภาพประติมากรรมตกแต่ง "ลายต้นทอง" )

พลาดไม่ได้คือ "ลายต้นทอง" ด้านหลังของสิมตกแต่งด้วยกระจกสีต่างๆสร้าความงดงามวิจิตรตระการตาของผู้พบเห็นเป็นอย่างมากและไม่พลาดที่จะถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

(ภาพประกอบ 11 "ช่อฟ้า" ที่สร้างของสิมวัดเซียงทองสร้างโดยเจ้ามหาชีวิตจะมีทั้งหมด 17 ช่อ)


(ภาพประกอบ 12 "ช่อฟ้า" ที่สร้างของสิมวัดเซียงทอง)

"ช่อฟ้า" บนอุโบสถของวัดเซียงทองนั้นต่างจากบ้านเรามากครับ เนื่องจากว่าเป็นช่อฟ้าที่มีเป็นชุดตามเลขคี่ สังเกตุง่ายๆ ที่วัดเซียงทองนั้นมีช่อฟ้าทั้งหมด ๑๗ ช่อ ซึ่งเป็นวัดในอุปถัมย์ของเจ้ามหาชีวิต หรือ เจ้ามหาชีวิตเป็นผู้สร้าง และจำนวนช่อฟ้านั้นจะลดหลั่นลงมาตามศักดิ์ของผู้ที่ให้การอุปถัมภ์

(ภาพประกอบ 13 หอพระพุทธรูปไสยาสน์ ตกแต่งด้วยกระจกหลากสีตัดทำเป็นรูปวิถีคนเมืองหลวง)

(ภาพประกอบ 14 หอพระพุทธรูปไสยาสน์ ยามใกล้สิ้นแสงอาทิตย์)

(ภาพประกอบ 15 ความสวยงามของหอพระพุทธรูปไสยาสน์ )

"หอพระพุทธรูปไสยาสน์" หรือ  "วิหารแดง" ที่ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่งามแปลกตากว่าที่อื่นใดด้วยสัดส่วน จีวรที่จีบเป็นริ้วโค้งออกมาทางด้านนอกตรงเหนือช่อพระบาท และพระหัตถ์ซึ่งรองรับพระเศียรไว้อย่างสง่างาม อ่อนช้อย พระพุทธรูปองค์นี้เคยถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1931 และ ไปประดิษฐานอยู่เวียงจันทร์หลายสิบปีก่อนกลับคืนสู่หลวงพระบางในปี ค.ศ.1964

หอพระพุทธรูปไสยาสน์ตกแต่งปูพื้นด้วยสีชมพู และตัดกระจกหลากสีเป็นรูปแสดงเรื่องราวทางด้านวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวพื้นเมืองหลวงพระบาง ..

(ภาพประกอบ 16 โฮงเมี้ยนโกศ ที่เก็บโกศเจ้าหมาชีวิตยามที่แสงอาทิตย์ตกกระทบกับทองคำเปลวยามพลบค่ำ)

(ภาพประกอบ 17 ประตูทางเข้าแกะสลักจากทองคำเปลวเป็นรูปรามเกียน)

ด้านทิศตะวันตกของวัด คือ โฮงเมี้ยนโกศ หรือ "โรงเก็บราชรถพระโกศของเจ้าศรีสว่างวัฒนา" เจ้ามหาชีวิตของลาวในอดีต 

ภายในโฮงเมี้ยนโกศเป็นที่เก็บราชรถสำหรับเคลื่อนพระศพ และมีพระพุทธรูปปางต่างๆ จำนวนมาก

(ภาพประกอบ 18 ทองคำเปลวแกะสลักภายในโองเมี้ยนโกศ)

ประตูด้านนอก "แกะสลักจากทองคำเปลว" เป็นภาพสลักเรื่อง ลงรักปิดทองสวยงาม โดยประตูออกแบบมาให้ถอดออกได้เมื่อหากต้องการนำราชรถออกมาใช้ในงานพระราชพิธี

ส่วนประติมากรรมโดยรอบของโฮงเมี้ยนโกศแกะสลักจากทองคำเปลว

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งภายในวัดที่ขาดไม่ได้ คือ มีพระและเณรอยู่มากที่สุด จึงจะได้เห็นกิจวัตรของบรรดาลูกเณร หรือ "จั่วน้อย" ในภาษาลาว มาปัดกวาดลานวัดในตอนเย็นๆ พร้อมๆกับทักทายนักท่องเที่ยว ที่รอ "แสงอาทิตย์กระทบกับทองคำเปลว" ของโฮงเมี้ยนโกศ ไฟนีออนถูกเปิดมาพร้อมให้ "แสงไฟตกกระทบกับกระจกหลากสีของหอพระพุทธไสยาสน์" สร้างบรรยากาศในการถ่ายรูปและซึมซับวิถีล้านช้าง

(ภาพประกอบ 19 ความงดงามของหอพระพุทธรูปไสยาสน์)

จึงนับได้ว่า "วัดเซียงทอง" เป็น "อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว เอกลักษณ์ของศิลปะสกุลช่างล้านช้าง" ที่มีชีวิตชีวา

ก่อนแสงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าฝั่งโขงไปพร้อมกับกลิ่นหอม "ดอกจำปา" เย้ายวนหัวใจให้ชวนหลงไหล และเผลอพลั้งความคิดว่า "ต้องกลับมาอีกครั้งหนึ่ง"

ครั้งต่อไปจะพาไปเจาะลึกสถานที่ไหนในหลวงพระบาง คอยติดตามนะครับ..

..เรื่อง และ ภาพ  วิระยุทธ นิยมชาติ virayuthniyomchat@yahoo.com

โดย virayuthniyomchat

 

กลับไปที่ www.oknation.net