วันที่ จันทร์ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลิลิตปฐวีวจนะ (๙) ทำอยู่ทำกิน


(๗) ทำอยู่ทำกิน

โคลง ๔ สุภาพ

๑๑๒ ปางบรรพ์สรรค์ก่อสร้าง  เรือนชาน

ผืนป่าดงกันดาร                  ห่อนไร้

ปลายนาแผ่นดินสถาน          พ่อจับ  จองเฮย

หัวไร่รกลำไม้                     ตัดโค่นถากเสาฯ

๑๑๓ เลือกสรรเอาแต่ต้น       ตันหนา         แข็งเฮย

ลำใหญ่ยาวหลายวา            วัดได้

เสาเรือนสิบศอกหนา           สิบส่วน          นิ้วมือ

ถากเกลี้ยงเกลาเกล็ดไร้        เรี่ยมด้วยคมขวานฯ

๑๑๔ ขื่อคานขางคู่ไม้         เรือนยาว

ตัดท่อนหามพาดราว          ขึ้นห้าง

สายบรรทัดดีดหมายพราว   ปันแบ่ง     ส่วนเฮย

เลื่อยอกยกปักก้าง              เข้าคู่คนดึงฯ

๑๑๕ จึงแปรเป็นแผ่นไม้        กระดานปู       พื้นนอ

ตีตับเป็นยกดู                     ดั่งแท่ง

จึงซอยเลื่อยแลหรู              ทีละแผ่น        ไม้แฮ

ปางก่อนฤๅไร้แล้ง               ป่าไม้ทำเรือนฯ

๑๑๖ ปีเดือนเขาปลูกสร้าง     ทำกิน      แม่เอย

นาไร่ลงแรงริน                   เหงื่อย้อย

รดเรือนร่างแลกสิน             ทรัพย์ก่อ        เกินเฮย

หาใช่สินค้าร้อย                  บาทเบี้ยเงินตราฯ

๑๑๗ พ่อนาหมาเต่าต้อย       ต่ำสกุล          ดอกนา

เป็นอยู่พอเพียงหนุน            ค่ำเช้า

แลงงายสุดแต่บุญ              กรรมแต่ง       พ่อเฮย

หวังว่าข้าวเต็มเล้า              อัดยุ้งประกันกินฯ

๑๑๘ ในดินสินทรัพย์ท้น        ทวีเทิน เถิดรา

นองท่วมมิขาดเขิน              ค่าล้ำ

ทำกินจุ่งดำเนิน                   นับเนื่อง         นานแฮ

นาไร่เนืองนองน้ำ                ไป่แล้งดีสมฯ

๑๑๙ อุตดมโดยกล้วยอ้อย  อันหวาน เถิดรา

ทำเผื่อกินและทาน     ทอดให้

พระสงฆ์สืบทอดนาน  พระศาสน์      

เผยแผ่พระธรรมไว้     ตราบชั่วกาลนานฯ

ร่าย

๑๒๐ ทำทานเป็นเนืองนิตย์ เป็นกิจหมายเอาบุญ เกื้อหนุนเผื่อภพหน้า ปู่ย่าตายายนำ ลูกหลานดำเนินตาม ทั่วเขตคามถือศีลธรรม สืบสร้างทำความดี เพื่อเป็นศรีแก่ตน ดวงกมลจึ่งชื่นบาน สุขสำราญตามมี เพียงพอดีอัตภาพ จึ่งซึมซาบใจบุญ เป็นต้นทุนวัฒนธรรม นำพาศานติสุข สมสนุกสโมสร สถาพรนับชั่วคน ดาลดลชั่วลูกหลาน สานสืบกันร่ำมา ตราบสมัยเนิ่นช้า จึ่งพ้นแปรไป ท่านเอยฯ

๑๒๑ ในยุคโพ้นคนกับควาย เอาแรงกายทำกิน พลิกผืนดินปลิ้นกอหญ้า ถึงวัสสาบุญเดือนหก พ่อตกแต่งคราดไถ ขุดรากไม้ตอประดู่ อันคดอยู่ในดิน เหลาหลาบสิ้นเสี้ยนหนาม ถากให้งามเป็นง่อนไถ สิ่วสอดใส่ท่อนหาง ประกอบวางหัวหมูใส่ หมากสบไถเหล็กขาง ไม้งอง้างเป็นแอกคอ ฟั่นเชือกปอพรักพร้อม ต่องแอกค้อมคอควาย สนตะพายตัวบักตู้ ตัวแสนรู้คู่บุญ อีแหลมขุนเป็นตัวแม่ ออกลูกแพร่พันธุ์ขยาย จนมากหมายเต็มคอก บักหางดอกอีกหนึ่ง เป็นคู่ซึ่งเทียมล้อเกวียน อีกหมุนเวียนไถคราด ตัวหนึ่งอาจเหนื่อยล้า ปลดแอกพาพักผ่อน ลองนอนตีแปลงปรัก หน่อยเยื้องยักเล็มยอดหญ้า หัวคันนากระทงใหญ่ คนควายไม่เร่งร้อน กว่าพ้นฤดูฝน พ่อเอยฯ

โคลง ๓

๑๒๒ ต้นฤดูฝนแรกเริ่ม         จึงประเดิมหว่านกล้า

ข้าวเบาลงบ่ช้า                   เกี่ยวได้โดยไว บารนีฯ

๑๒๓ ข้าวกลางกอใหญ่ไซร้ ปลูกถัดไปห่อนเว้น

ฤดูเดือนเคลื่อนเส้น    สู่มื้อชุกฝน     บารนีฯ

๑๒๔ จวบจนเมฆฉ่ำฟ้า         ผืนนานองเจิ่งน้ำ

ข้าวหนักพันธุ์ใหญ่ย้ำ  ปลูกท้ายในฤดู บารนีฯ

โคลง ๒

๑๒๕ ปูชาพระคุณเจ้า ปลายพรรษาขวบเข้า

อยู่ยั้งสามเดือน                   ถ้วนเฮยฯ

๑๒๖ ละเรือนหอมค่ำเช้า       นึ่งข้าวใหม่ยวนเย้า

แต่งตั้งถวายทาน                 สงฆ์เฮย

๑๒๗ กรานกฐินกลิ่นทุ่ง        ข้าวกลางมานทั่วคุ้ง

ผ่านพ้นพระวัสสาฯ

๑๒๘ นอนนาลงเกี่ยวข้าว      ลมหนาวพรมทั่วด้าว

ก่อไหม้ไฟผิงฯ

โคลง ๔ ดั้น (สินธุมาลี)

๑๒๙  พักพิงเพียงหัวไร่         ปลายนา

หยัดอยู่ยังชีพพา                 สืบมื้อ

กุ้งหอยอีกปูปลา        แพรวผัก                  ปวงแฮ

หาใช่มีเงินซื้อ ใครเขาฯ

๑๓๐ จับเอาขังใส่ข้อง ทันใด

ปลาขี้คราดขี้ไถ[1]                 ทั่วทุ่ง

สายบัวยืดน้ำใส                   ดาษดื่น        

แกงอ่อมหอมสุดคุ้ง   ครัวนาฯ

๑๓๑ ชังปลากบเขียดร้อง      ระงมฝน

เป็ดไก่หาขัดสน                  สักเมื่อ

นอนนาไก่นอนบน      คบกิ่ง  ไม้แฮ

ขันบอกโมงยามเอื้อ   อวยคนฯ

๑๓๒ บนดินดอนต่อนน้ำ       ยามหนาว

เพ็ญส่องสุกสกาว                แผ่นฟ้า

นกฮูกแถบนหาว                 หาเหยื่อ        กินเฮย

โฉบลิ่วลงลุ่มหล้า                ลืมตายฯ

๑๓๓ หมายตาตัวเหยื่อน้อย  หนูนา   นั่นแล

เขาล่อตางบาน[2]หา     ไป่รู้

บินบนคู่ดารา            ยังพ่าย คนเฮย

แกงอ่อมนกมากผู้      อยากชิมฯ

๑๑๔ ริมธารกบเขียดเข้า       จำจอง

หอยโข่งหอยขมผอง  ต่างเข้า

จำศีลอยู่ริมคลอง                เขินขาด         น้ำแฮ

รอเมื่อฝนตั้งเค้า                  ใหม่มาฯ

๑๑๕ คนนาเขาขุดค้น หาหอย

ขุดก่นผองพวกคอย    ใหม่น้ำ

จำศีลหว่างวันถอย     ถมท่วม          ดินเฮย

ยังชีพคนเสาะซ้ำ                 แกงกินฯ

๑๑๖ สิ้นหนาวราวป่าฟื้น        ผลิใบ

ฝนแรกพายุไกว                  แกว่งด้าว

ดวงสูรย์ส่องแสงไข    โลมโลก        ไฟเฮย

ลนรุ่มสุมอะคร้าว                 ดั่งไฟฯ

๑๑๗ คืนใดเดือนดับฟ้า         มืดมิด

ไออุ่นคืนฟ้าปิด                   อบอ้าว

คบไฟส่องแสงนิด               จับเขียด         น้อยเฮย

ขาคำ[3]ดีดโดดก้าว      เกินวาฯ

๑๑๘ หากินหาอยู่ด้วย โดยธรรม-      ชาติแฮ

ยังชีพลุเลยฉนำ                  หยัดได้

ดัดแปลงเหมาะหมายดำ-      เนินผ่าน                   ภัยนา

ชีพย่อมยงแม้ไร้                  เงินทองฯ



[1] ปลาขี้ไถคือปลานานาชนิดที่จับได้ในขณะไถหรือคราดนา

[2] ตางบานเป็นเครื่องมือจับนกในหน้าเกี่ยวและนวดข้าว เป็นกลไกตาข่ายที่ใช้ลูกหนูนาเป็นเหยื่อล่อ นกเค้าแมวจะหากินเหยื่อตอนกลางคืน เมื่อนกโฉบลงจับเหยื่อ กลไกตาข่ายจะลั่นลงคลุมตัวนกทันที

[3] เขียดขาคำ เป็นเขียดขนาดเล็กประมาณปลายนิ้วมือ กลางวันหมกตัวอยู่ในดินทราย ตกค่ำคืนเดือนมืดจะออกหากินพร้อมเขียดตัวเล็กชนิดอื่นๆ เขียดขาคำกระโดดได้ไกล ก้าวกระโดดหนึ่งกว่า ๑ วา หรือ ๒ เมตร

 

 

 

 

โดย สมคิด_สิงสง

 

กลับไปที่ www.oknation.net