วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อจีนร่ำรวย, ไฉนจึงมาเกี่ยวกับค่าเงินบาทไทย?



เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากมายอย่างนี้, ต้องไม่มองเฉพาะปัจจัยเงินดอลล่าร์เท่านั้น, แต่ต้องเหลียวไปดูเงินหยวนของจีนและเงินเยนของญี่ป่นด้วย

ตัวเลขอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนล่าสุดที่ยังร้อนแรงถึงร้อยละ ๑๑ ประกอบกับดุลการค้าที่ได้เปรียบอย่างสูงกับประเทศคู่ค้าอื่น และเงินสำรองต่างประเทศที่สูงถึงหนึ่งล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (คูณ ๓๕ เข้าไป, จะรู้ว่านี่คือ
เศรษฐีใหม่)

เงินสำรองระหว่างประเทศของจีนที่สูงมากเช่นนี้อย่านึกว่าไม่เกี่ยวกับไทย...ความจริง, หากมองให้ลึกจะเห็นว่าเราต้องเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของจีนในประเด็นอย่างใกล้ชิด

เพราะความร่ำรวยของจีนอาจจะมีผลต่อเงินบาทก็ได้

นักข่าวถามนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่าของจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าเมื่อจีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศเต็มกระเป๋าอย่างนี้, จะทำอย่างไรกับเงินทองล้นตู้เซฟอย่างนี้?

เชื่อไหมว่าแทนที่จะคุยโม้โอ้อวดถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีน, นายกฯเวินเจียเป่ากลับตอบอย่างน่าพิศวง (อย่างน้อยก็สำหรับชาวบ้านทั่วไป) ว่า

“นี่แหละเป็นปัญหา...นี่เป็นปัญหาใหม่และปัญหายากสำหรับเรา...”

แปลว่าอะไร? เพราะพอมีเงินเต็มบ้าน, สิ่งที่ต้องห่วงก็คือจะทำอย่างไรคุณค่าของเงินสำรองระหว่างประเทศเยอะ ๆ นั้นจึงไม่เสื่อมราคา?

ตอนยากจน, ไม่มีข้าวกินนั้น, เงินสกุลไหนของใครจะแข็งหรืออ่อนอย่างไรก็เป็นปัญหาของคนอื่น, ไม่ได้เกี่ยวกับตัวเองแต่อย่างไร...แต่พอเริ่มเป็น “อาเสี่ย” แล้ว, ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป, ยิ่งมีเงินคนอื่นเขามาเป็นเงินสำรองของเรา, เวลาเขาไม่สบาย, เสี่ยก็พลอยต้องเดือดร้อนไปด้วย

เป็นที่รู้กันว่าร้อยละ ๗๐ ของเงินสำรองระหว่างประเทศของจีนวันนี้ได้เอาไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐฯ ซึ่งแปลว่าจีนจะชอบหรือไม่ชอบนโยบายของประธานาธิบดีจอร์จ ดับบลิว บุชก็ตาม,  ถ้าเงินสกุลดอลล่าร์อ่อนปวกเปียก, ก็จะพลอยทำให้จีนมีปัญหาไปด้วย

จึงไม่ต้องแปลกใจถ้าหากธนาคารกลางจีนจะเริ่ม “กระจายความเสี่ยง” ด้วยการหันไปซื้อเงินสกุลเยนของญี่ปุ่นมาแทนดอลล่าร์

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร, เพราะธนาคารกลางของหลายประเทศที่เผชิญกับปัญหานี้ก็ได้ดำเนินนโยบายนี้มาแล้วเหมือนกัน...เรื่องอะไรจะไปเอาชีวิตไปแขวนเอาไว้กับมะกันแต่เพียงผู้เดียว?

แต่เมื่อลดปัญหาดอลล่าร์, ก็ต้องไปเจอปัญหาเยน...เพราะเมื่อใครต่อใครหันไปซื้อเยนแทนดอลล่าร์, เยนก็แข็งขึ้นเป็นธรรมดา เพราะความต้องการสูงขึ้น

ไม่ต้องแปลกใจเช่นกันถ้าหากเงินสกุลเยนซึ่งเพิ่งเจอกับสภาพอ่อนที่สุดใน ๒๐ ปีเมื่อต้นปีนี้, อยู่ดี ๆ ก็เกิดอาการแข็งปั๋งขึ้นมา

เพราะธนาคารชาติของจีนและประเทศอื่นหันไปซื้อเงินเยนกันมากขึ้นอย่างชัดเจน...(และไม่ว่าจีนจะชอบนโยบายของนายกฯชินโสะ อาเบ้ของญี่ปุ่นคนใหม่หรือไม่ก็ตาม, กระเป๋าสตางค์ใคร, ใครก็ต้องปกปักรักษา)

ที่บอกว่าไทยเราต้องจับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจจีนอย่างตาไม่กะพริบก็ตรงนี้

เพราะเงินบาทนั้นมักจะ “ขี่” ไปกับเงินเยนเสมอ...พอเยนแข็ง, บาทก็แข็งตาม และนี่คือหนึ่งในหลาย ๆ สาเหตุที่ทำให้เงินบาทแข็งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนผู้ส่งออกร้องจ๊ากกันทั้งเมืองขณะนี้

หากเป็นไปตามคำทำนายของนักวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์หลายคน, เงินสำรองระหว่างประเทศของจีนก็คงจะยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการส่งออกยังคาดว่าจะเฟื่องฟูต่อเนื่อง, ซึ่งก็แปลว่าจีนจะกระจายความเสี่ยงของตัวเองด้วยการลดการถือครองอะไรที่เป็นดอลล่าร์และหันมาซื้อเยน (กับเงินยูโร) มากขึ้น

และหากเป็นไปตามแนวโน้มเดิมที่ผ่านมา, เงินบาทก็จะแข็งตามเงินเยนด้วย

นี่ย่อมตอกย้ำหลักการที่ว่า “ไม่มีข่าวต่างประทศชิ้นไหนไกลตัวคนไทยเลย”...จีนร่ำรวยขึ้น, ข้อดีก็คือเขาจะซื้อของเรามากขึ้นและเมื่อเขามีสตางค์มากขึ้น, ก็จะส่งคนมาท่องเที่ยวมากขึ้น...

แต่เมื่อเขารวยแล้ว, เขาต้องแก้ปัญหาของเขาไม่ให้อิงอยู่กับดอลล่าร์มากขึ้น, พอหันไปตุนเงินเยน, ก็อ้อมมาทำให้เงินบาทแข็งขึ้นตามไปด้วย...ทำให้ความสามารถในการแข่งขันในการส่งออกลดน้อยลง...และนี่คือวงจรที่ทำให้ทุกอย่างมีความเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในเศรษฐกิจโลกวันนี้, ไม่มีอะไรไม่โยงใยกันอีกต่อไปแล้ว...คนไทยจึงต้องสร้างสังคมความรู้ให้เท่าทันคนอื่น ๆ ทั้งหมด, ชั่วโมงต่อชั่วโมง, วันต่อวัน...

(เข้ามาแสดงความเห็นใน blog ของผมที่ www.oknation.net/blog/black ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงครับ)

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net