วันที่ อังคาร เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผิดมั๊ย ? ที่จะ "สงสัยอัยการ" บ้าง...?


ขอยกถ้อยคำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ว่า
"ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี"

วางไว้ก่อน....

ขอย้อนไปไล่ท่อเรียงสายทางเดินของกระบวนการยุติธรรมของไทย
ตามความเข้าใจประสาชาวบ้าน แบบไม่ต้องยกข้อกฎหมายมาอ้างอิงให้เวียนหัวไปมากกว่านี้

โดยที่ความอาญา หากกล่าวแบบย่อ ๆ สั้น ๆ แล้ว เมื่อผ่านขั้นตอนพนักงานสอบสวน
คือ ตำรวจหมาต๋า หรือหน่วยงานพิเศษอื่น ที่ำกฎหมายบอกให้ทำหน้าที่เดียวกันนี้ เช่น DSI
พอต้องส่งฟ้องต่อศาล ก็ต้องผ่านพระเดชพระคุณท่านอัยการ ที่ทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน

"เขาว่าอย่างนั้น"




ว่าด้วย "อัยการ" บ้านเรา หลังจากงัดข้อต่อสู้กันมาอย่างยาวนาน เพื่อแยกตัวเองเป็น "อิสระ"
ด้วยสมติฐานมากมาย ผ่านการกรองการคิดจากทั้งวงการอัยการเอง
ทั้งจากบรรดานักวิชาการด้านกฎหมายก็ดี ด้านการบริหารยุติธรรมก็ตามที และ....ฯลฯ
ที่สุด กฎหมายก็ให้อิสระดังที่คิดคาดหวังกัน เพื่อจะได้ทำหน้าที่ให้มีอิสระ
สังคมประเทศได้ประโยชน์สูงสุด

เพียงแต่กฎหมายอาจไม่บอกตรง ๆ ว่า "อิสระ" จากอำนาจอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ ?

ในชั้นการฟ้องคดีต่อศาลนี้เอง ที่แม้จะเข้าใจได้เป็นปกติทั่วไปว่า
ฟ้องแล้วฟ้องทั้งที ต้องดิ้นไม่หลุด ฉนั้นพยาน หลักฐานต้องปึก
องค์ประกอบความผิด แป๊ะตามตัวบท พลิกหรือตุกติกยาก
ด้วยเ็ป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวกับสิทธิ เสรีภาพ และชีวิตของคน

แต่นั่นคือ คดีปกติทั่วไป ที่ ถึงที่สุด กฎหมายก็ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายหรือผู้แทนฯ ฟ้องเองก็ได้
หากพระเดชพระคุณท่านอัยการไม่เห็นพ้องด้วย และก็มีกรณีตัวอย่างอยู่

ประเด็นที่ผมว่า "ผิดมั๊ย ?" (ผิดกฎหมายหรือผิดปกติ?)
หากคนไทยคนหนึ่ีง ที่เห็นความสับสนของสังคม
เห็นความเหิมเกริมซ้ำ ๆ ซาก ๆ ของคนบางกลุ่มบางพวก
และอย่างมีแบบแผน มีการจัดการ เล็งเห็นเป้าหมายอย่างชัดแจ้งว่าผลกระทบเป็นเช่นไรได้บ้าง
รวมทั้งผล ซึ่งเป็นเป้าหมายเฉพาะตัวของกลุ่มตนด้วย

แต่กลับเป็นว่า เมื่อส่งสำนวนความขัดแย้งสำคัญ ๆ เหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
กลับพบว่า "ท่านกลับยิ่งเพิ่มความสับสนสงสัย" ให้กับสังคมได้อีกยกใหญ่เลย
ในวันที่บ้านเมืองต้องการความเที่ยงตรง ทั้งเพื่อป้องปราม และปกป้องในยามวิกฤต
อยากเห็นกฎหมายที่ถูกออกแบบมากำกับ ควบคุมคนและบ้านเมือง
มีผลบังคับใช้ได้จริง อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยน้ำมือของกลไกรัฐ

ก็กลับให้ "สงสัย" ว่า.....
ท่านบริหารตัวบทกฎหมาย เพื่อปกป้องตัวเอง
หรือ ท่านบริหารตัวบทกฎหมาย เพื่อปกป้องบ้านเมืองกันแน่ ?
มิพักต้องยกกรณีมากล่าวอ้าง...

ผมเพียงปรับเทียบกรณีตัวอย่างตาม "มาตรา 112" แห่ง ป.อาญา ที่ยกมาข้างตน

ผมลองหลับตาคิดนิดสนึง ในฐานะราษฎรของประเทศนี้
และประเทศนี้ก็อยู่คู่กันมาอย่างมีคุณค่ากับสถาบันสำคัญประจำชาติ ดังที่เข้าใจกันนี้

เพียงแต่ "เป็นสถานภาพพิเศษที่ ไม่สามารถปกป้องตนเองได้โดยตรง"
ไม่่ว่าด้วยช่องทางใด ๆ ก็ตาม
นี่หากผนวกรวมบทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญเข้าด้วย ก็ยิ่งพบว่า เจตนากฎหมายเป็นเช่นไร
และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป รวมทั้ง "องค์กรในกระบวนการยุติธรรม" ทั้งมวลด้วย

เอาเข้าจริง ทั้งบริบทที่ควรจะต้องเป็นตัวแทนหรือทำหน้าที่แทนหรือจะอะไรก็ตาม
กลับไม่สามารถสร้างมาตรฐานที่ดี ที่น่าเกรงขามให้กับขบวนการฯ พวกนี้ได้เลย
มองเผิน ๆ ยังกับ "เอาหูไปนา....." อย่ามาทำให้ข้าไม่อิสระ...

นี่ถ้าเป็นยุคเก่าสมัยก่อน ที่ข้าราชการ "ปากกับใจตรงกัน"
ผมเชื่อแน่ และได้เห็นว่า ....
"กรณีพูดจาเยี่ยงไอ้ตู่ ณ 10 เมษา..." รับรองได้ว่า แอ็คชั่นต่างกับวันนี้
ไม่ใช่เพราะจะกลั่นแกล้งไอ้ตู่และสมุนพรรคพวก
แต่เป็นเพราะ "กฎหมายเขาเขียนเอาไว้โดยชัดแจ้ง" เท่านั้นเอง

เช่นนี้ ประเด็นจึงเปลี่ยน คำถามจึงต้องตั้งใหม่
มิใช่จะให้พระเดชพระคุณอัยการเสียหายหรือให้ร้ายป้ายสีอย่างไร้เหตุผล
แต่เป็นเพราะประจักษ์ด้วยสายตา ได้อ่าน ได้ฟังด้วยหูและอย่างหลากหลาย
กฎหมายก็พอจะอ่านรู้ ดูพอจะเข้าใจ และเล็งเห็นเจตนาของกฎหมายนั้น

คำถามจึง คือ.....
"แล้วพระเดชพระคุณท่านอัยการคิดบนสมมติฐานและตัวบทกฎหมายใดและเพื่ออะไร ?"
 
หรือท่านทั้่งหลาย ณ ที่นี่ ไม่สงสัียเหมือนที่ผมคิด..?

........................................

(ขอบคุณภาพจากเว็บไซด์อัยการ)





โดย มุมมืด

 

กลับไปที่ www.oknation.net