วันที่ พุธ เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

(คำขอบคุณ) เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว



วันคล้ายวันเกิดของ มัชฌิมาปกร

 

...และแล้ววันเวลาก็ไม่เคยบกพร่องในการทำหน้าที่ ยังคงหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ วันเวลาไม่ได้ผ่านเราไปหรอก แต่เราต่างหากละที่ผ่านเวลาไป ตั้งแต่ปฏิสนธิ ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ตั้งแต่เกิดออกมาสู่โลกภายนอก ตั้งแต่เล็ก เด็ก จนถึงวัยรุ่น จนโต จนถึงปัจจุบัน จนแก่ จนเฒ่า และจนสิ้นลมหายใจ

วันที่เวียนไปเรื่อย ๆ ก็ทำให้เรามีอายุไขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เวลาไม่ได้วัดว่าเราจะอายุเท่าไหร่ หรือจะมีอายุถึงเมื่อไหร่ แต่บุญกรรม และคุณงามความดีของเราต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความเป็นไป และการมีชีวิตอยู่ด้วยสภาวะใด ๆ

วันนี้ก็บรรจบมาครบรอบอีกครั้ง นับเป็นวันแรก ที่อายุเปลี่ยนจากเลขอื่น ๆ มาเป็นหลักสี่ ถึงแม้ว่าใครจะไม่อยากไป ก็คงต้องไปกันแหละครับ ได้ไปกันทุกคน ไม่ต้องวิ่ง ไม่ต้องแซง ไม่ต้องรีบ หรือไม่ต้องหลบ เวลา จัดให้ทุกคนครับ

มีหลายคนบอกว่าทุกคนต้องมีวันเกิด แต่บางคนแย้งว่า มีบางคนที่ไม่มีวันเกิด ก็คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเป็นคนตั้งแต่เมื่อไหร่  เข้าใจพูดให้น่าคิดเลยทีเดียว

วันเกิดปีนี้ นับเป็นปีแรกที่ผมเข้ามาสู่โลกแห่งเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น Facebook มีคนมาหยอดคำอวยพรกันอย่างเนืองแน่น ในเมล์ ใน SMS ของมือถือ ในที่อื่น ๆ ที่โลกแห่งการสื่อสารมันจะเข้าถึง และเรามีช่องทางที่จะให้มัน มีหลายคนอวยพรกันมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ถือว่าชิงอวยพรก่อนใคร ดีกว่าอวยพรย้อนหลัง

น้องคนหนึ่งส่งของมาให้ที่บ้าน เป็นเนคไทสีแดงลาย ถึงตั้งแต่เมื่อวาน ทำจากผ้าไหมอย่างดี น้องอีกคนหนึ่งก็โทรมาว่าเตรียมเนคไทไว้ให้แล้ว ปีนี้ผมคงได้ผูกคอ เอ้ย ผูกเนคไท กันแทบทุกวันละมั้ง เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ และได้ใช้งานกันจริง ๆ เพราะเนคไทจะเต็มตู้อยู่แล้ว เอามาต่อกันคงได้ยาวพอดู แต่เอาละ ของที่เขาเต็มใจให้ เราก็มีความยินดีและภาคภูมิใจที่จะใช้มัน ปกติไปซื้อ 3 เส้นร้อยมาใส่

มีคนขอเพลงให้ทางสถานี www.buddystation.net ตั้งแต่เวลา 0.00 น. ของวันนี้ พระเจ้า...ขอให้เปิดทั้งวันเลยก็ดีนะครับ เพราะมีอยู่ปีหนึ่ง เจอสุดยอด สะใภ้ เอย เซอไพร์ ของเพื่อน ๆ เล่นใช้บริการ โทรมาปลุกร้องเพลงกันตีหนึ่ง ตีสอง แล้วผมก็ไม่รับสาย ไม่ได้หลับได้นอน ตื่นมาอีกวันหนึ่งด้วยความเพลียก็บ่นไปทั่ว จนเพื่อนมาสารภาพว่าเป็นฝีมือของเขาเอง ความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้าย

วันคล้ายวันเกิดก็ต้องเวียนมาถึงทุก ๆ คนในแต่ละปี เว้นแต่ว่าเมื่อเราตายแล้ว วันเกิดกับวันตาย มันก็มีเพียงอย่างละวัน และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว ไม่ใช่เรื่องแปลก ความเป็นไปในชีวิตของคนเราเป็นเรื่องผันผวน ไม่แน่นอน แม้แต่โลกของเราก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เวลาก็หมุนไป สายน้ำก็ไหลไป แต่ความตายของเรานี้แต่นอน

ด้วยการที่เราได้คิดว่า “เราต้องตายแน่ ๆ ในสักวัน” ก็เลยเป็นสติเตือนให้ผมได้คิดว่า “เราต้องทำในสิ่งที่คุ้มค่ากับการได้เกิดมา”  เริ่มตั้งแต่เล็ก ๆ ก็ชีวิตผมโชคดีที่เกิดมาทำให้เรามีบทเรียนที่หนักกว่าคนอื่น หมายถึงการใช้ชีวิตที่ยากลำบากกว่า ทำให้เราได้เปรียบ เพราะได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย และเป็นประสบการณ์ที่ดีมาจนถึงปัจจุบัน ปากกันตีนถีบมาตั้งแต่จำความได้ จนถึงทุกวันนี้ทำให้ได้รู้ว่า ชีวิตมีความหมาย มีความสำคัญ มีความเป็นไปที่ต้องเรียนรู้ แก้ไข ชีวิตเป็นสิ่งที่ควรรื่นเริงในการอยู่ การใช้ชีวิต ตามความหมายของพุทธ คือผู้เบิกบาน ผู้ตื่น ผู้รู้

อยากน้อยเราก็ได้เบิกบานในการใช้ชีวิต ยิ่งยากจน ก็ต้องยิ่งหัวเราะเยอะๆ เพราะการหัวเราะนั้น เป็นสิ่งเดียวที่จะหาความสุขใส่ตัวได้ โดยไม่ต้องลงทุนใด ๆ

ตั้งแต่เล็ก ๆ ผมก็พยายามดูแลตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ในวัยนั้น ๆ

5-6 ขวบ ก็เคยไปขายผักที่ตลาด “เพียงลำพัง”

7 ขวบเคยทอดไข่จนกระทะไฟไหม้ เพื่อจะเอาไปกินกลางวันที่โรงเรียน ดีที่ไฟไม่ไหม้บ้าน  ตอนนั้นพ่อไม่สบาย แม่และพี่ ๆ ไม่อยู่ ไปนอนค้างที่ไร่ อยู่กับพ่อสองคน

9 ขวบ ต้องตักน้ำใส่โอ่ง พงน้ำจากบ่อ และหาบไปเทใส่โอ่งบนบ้าน วันละหลาย ๆ รอบ จนกว่าจะเต็มโอ่ง เพราะสมัยก่อนไม่มีปั๊มน้ำ น้ำใช้น้ำกิน ต้องขนขึ้นบ้าน ช่วงหน้าแล้ง น้ำจะน้อย ต้องตื่นมาตักตอนเช้ามืด แย่งน้ำกัน ตอนเย็นเลิกเรียน ก็ต้องตักอีกรอบก่อนไปเล่น กับเพื่อน ๆ ตักอยู่อย่างนี้ทุกวัน จนอายุ 12-13 ถึงจะมีปั้มน้ำใช้

10 ขวบ ทุก ๆ เช้าต้องตื่นขึ้นมาหุงเข้า นึ่งข้าว อันนี้พอทำได้ รวมถึงกวาดบ้าน เช็ดถู เพราะสงสารพ่อแม่ที่ไปทำไร่ทำนามาเหนื่อย ๆ เราก็ต้องทำอะไรที่พอแบ่งเบาได้บ้าง งานบ้านงานเรือนนี้ทำจนถึงอายุ 15 เพราะตื่นมาต้องทำอาหารไปกินที่โรงเรียนเอง เราช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องให้คนอื่นเขาทำให้ ไม่ได้เป็นง่อย หรือพิการ

10 ขวบ วันเสาร์อาทิตย์ต้องไปเป็นเด็กเลี้ยงควาย งานนี้ แอดว้าน ขึ้นมาหน่อย เป็นงานที่เด็กบ่ายเบี่ยงกันมาก เพราะต้องรอดูพวกมดเอ๊กซ์ มดแดงตอน 9 โมง หรือ 10 โมงก่อน มันออกอากาศแค่ 30 นาที แต่ต้องเฝ้ารอดู แถมต้องไปดูที่บ้านคนอื่นด้วย งานเลี้ยงควายไม่หนักหนาหรอก แต่ต้องออกบ้านไปพร้อม ๆ กับความและตามมันให้ทันนี่สิปัญหา เพราะเป็นการเลี้ยงแบบปล่อยไปตามทุ่งนา แล้วเราก็เดินตามไปบ้าง เดินนำหน้ามันไปบ้าง ค่อยไปพักตามห้างนา บางทีก็ขุดเขียด ขุดกบ หาปู หาปลา เก็บผักป่า อะไรไปตามประสา หาเรื่องทำสนุกสนาน หรือนอนพักในห้างนา จนหลับไป ควายหายเข้าป่าก็เคย เพราะเรื่องรอดูพวกหนังฮีโร่ของผมนี่แหละเป็นตัวปัญหา การเลี้ยงควายแบบปล่อยคือ การปล่อยให้ควายออกจากคอกไปเมื่อราว 7 โมงเช้า ไปส่งที่ปากทางเข้าทุ่งนา แล้วเราก็มาเตรียมข้าวของ กินข้าวเช้า ห่อข้าวเที่ยง เสบียงอาหาร อะไรไปให้พร้อม แต่แวะดูทีวีก่อน กว่าจะไปหาควายก็ราว 10-11 โมง บางทีควายหาย  วิทยายุทธของการเลี้ยงควายนี่ล้ำเลิศนัก เพราะชาวบ้านต่างก็ปล่อยควายของใครของมันออกมา แล้วมันก็มารวมกันเป็นฝูงใหญ่ เยอะมาก แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าควายตัวไหนเป็นควายเราบ้าง มีควายอยู่ 3-4 ตัว ขอให้จำได้สักตัวเถอะ มันเหมือนกันหมด มีเขา มีหู มีหาง แต่บางทีเราก็จำได้ด้วยการดมกลิ่น เอ้ย ไม่ใช่ครับ จำได้เพราะใส่ “กะล๊ก” หรือกระดิ่ง ที่ทำจากไม้ไผ่ เสียงมันจะไม่เหมือนกัน

ควายหาย นี่เป็นเรื่องใหญ่ คือมันไม่ได้หมายถึง ใครมาขโมยควายไป แต่มันหมายถึง ควายมันไปกินหญ้าเพลิน แล้วเลยขึ้นป่าขึ้นเขาไป หาทางกลับบ้านไม่เจอ มันหลงนั่นเอง ก็ต้องเกณฑ์คนไปตามหา หากควายมันไม่เข้าคอก นี่เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง และเป็นความบกพร่องของเด็กเลี้ยงควาย ที่ไม่ดูแลควายให้ดี กลับมาบ้านถ้าไม่โดนตี ก็โดนเทศนาอย่างยาว

11 ขวบ ต้องรีดผ้าเอง เพราะไม่มีคนใช้ ไม่มีใครรีดให้ อยากใส่ผ้าเรียบ ๆ ไปโรงเรียน ก็ต้องทำเอง ถ้าไม่อายเพื่อนก็จงใส่เสื้อยับ ๆ ไป ตอนเย็น ๆ ก็ต้องช่วยแม่ทำกับข้าว ตำน้ำพริกแกง หรือเป็นลูกมือเล็ก ๆ น้อย ๆ  11 ขวบ ซักผ้าเอง รวมถึงผ้าของพ่อแม่ด้วย ซักด้วยมือทั้งหมด ทำมาจนถึงเรียนจบวิทยาลัย

13 ขวบ ปั่นจักรยานไปโรงเรียนเอง จนจบ ม. 3 ระยะทางไม่ไกล แต่ตอนเรียนวิทยาลัย ต้องปั่นวันละ 20 กม.

 โต ๆ ขึ้นมาก็ทำอะไรเยอะแยะ ทำในสิ่งที่ควรทำ สมัยเป็นเด็กก็ทำได้เพียง ไม่ทำเรื่องให้ที่บ้านเดือดร้อนใจ ตั้งใจเรียน เรียนไปเรียนมาก็เหมือนว่าได้เกรดดี พ่อแม่ก็คงดีใจและภูมิใจ รู้ว่าลูกเรียนดี ทั้ง ๆ ที่แม่เองก็อ่านหนังสือไม่ออกหรอก คนอื่นคงบอก ทำได้แค่นี้ ก็คงเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่แย่งอากาศกันหายใจอยู่ทุกวันนี้

เมื่อมีโอกาสได้ทำงาน ก็พยายามดูแลครอบครัว และเมื่อมีครอบครัวมีภาระ  ก็ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้น ในทางสังคม เราก็เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในจำนวนประชากรมากมาย แต่เราจะไม่เป็นจุดที่ด่างดำบนผ้าขาว แม้ไม่ได้ทำหน้าที่ทางสังคมอย่างมากมาย ก็จะไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาหรือภาระของสังคม แม้ไม่ได้สร้างโลกให้ดีขึ้น ก็จะไม่ทำลายโลกให้เลวลง ในจุดเล็ก ๆ ของโลกสำหรับสิ่งมีชีวิตเช่นตัวเรานี้ ก็จะพยายามรับผิดชอบในหน้าที่ทุก ๆ อย่างที่เราจำเป็นต้องทำ ทั้งตัวเอง ทั้งครอบครัว ทั้งคนรอบข้าง และจะพยายามทำให้ดีที่สุด ในกำลังของตัวเองที่มี ทำด้วยใจที่อยากทำ และมีความสุขที่ได้ทำ สิ่งที่เรามั่นใจแล้วว่าถูกว่าดี ก็ต้องทำไป

วันคล้ายวันเกิดที่ผ่านเข้ามา ยิ่งต้องพินิจตัวเองให้มาก ในเวลาที่เหลือน้อยลงไป

เราจะมีหลักอะไรในชีวิต

เราจะเหลืออะไรที่ยังไม่ได้ทำ

เราจะต้องสร้างอะไรและทำอะไรที่จะเป็นประโยชน์

ไม่ได้หวังว่าตายไปแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือจะไปตกนรกอยู่ที่ไหน เพราะเราพบเจอสวรรค์และนรกอยู่แล้วในขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี้ มันรวมอยู่ที่เดียวคือใจของเรา  ชีวิตที่เกิดมาแล้ว ย่อมต้องได้เผชิญกับความทุกข์เป็นแน่ คนเราจะอยู่ หรือจะตาย ก็อย่าได้เป็นเหตุแห่งการดีใจหรือเสียใจ แต่ว่าเมื่อมีชีวิตอยู่ก็จงทำประโยชน์ต่อไป

ขอบคุณสำหรับของขวัญและคำอวยพรมากมายสำหรับวันคล้ายวันเกิดในครั้งนี้

กี่คำถ้อย กี่ร้อยคำ ที่จำจด   กี่พรพจน์ กี่จดหมาย ที่ไหลหลั่ง

กี่อักษร กี่พรชัย สมประดัง  กี่ความหวัง กำลังใจ ที่ให้มา

กี่คำซึ้ง ถึงคำซ้อน ซ่อนความหมาย กี่น้ำใจ กี่ใยรัก จักห่วงหา

กี่สัมพันธ์ อันสำคัญ จักนำพา  กี่ใจลึก ที่ล้ำค่า มาแบ่งปัน

เวลาผ่าน เวลาพ้น เวลาเฝ้า  ถึงตัวเรา เขามอบใจ ให้สุขสันต์

ถึงครบรอบ ถึงตอบรับ ถึงใจกัน   ถึงใจนั้น ถึงมั่นใจ ในความดี

ขอน้อมรับ พรนับร้อย ถ้อยคำหลาก ขอพรฝาก กลับส่งใจ ให้สุขศรี

ด้วยใจจริง ด้วยใจรัก ด้วยไมตรี

ขอพรนี้ มีฤทธิ์ ประสิทธ์พร

 

มัชฌิมาปกร

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net