วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

The Royal Wedding: ตอนที่ 3: The Big Day…วันงาน


ความเดิม

แขกเชิญ และธรรมเนียมแต่งตัว

Willie Holiday

 

 

เมื่อสามสิบปีก่อน สำหรับคนที่เป็นหนึ่งใน 750 ล้านจากทั่วโลกที่ทันเห็นภาพงานอภิเษกสมรสครั้งสำคัญวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2524 ของ Prince Charles & Lady Diana Spencer น่าจะเกิดความปิติอิ่มเอมร่วมไปกับ Royal family ของ The House of Windsor ในวาระมงคลของสมาชิกราชวงศ์ใน Generation ถัดมา ที่วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2554 Prince William & Miss Catherine Middleton จะจูงมือกันเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์เกรทบริเทนยุคหน้า

ลำดับของเหตุการณ์ในวันนั้นเรียบง่าย แต่คงเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องยาวนานสำหรับประชาชนประมาณหนึ่งล้านที่คาดว่าจะเข้าร่วมชื่นชมอยู่โดยรอบ

แขกรับเชิญทั่วไปเป็นกลุ่มแรกที่ต้องคอยไม่แพ้กัน ด้วยเวลาหนึ่งชั่วโมงตั้งแต่ 08.45 – 09.45 น. ที่ให้ในการเข้าประจำที่นั่งของตัวเองในมหาวิหาร Westminster Abbey

09.50. แขกระดับผู้นำประเทศเดินทางมาถึง

10.10น. Prince William และ Prince Harry ออกจาก Clarence House มาถึงในเวลาห้านาที

แม้ว่า Royal families ทั้งของบริทิชและพระราชอาคันตุกะจะใช้เวลาเพียง 5 นาทีจาก Buckingham Palace ผ่าน The Mall (อ่าน เดอะแมล) ถึง Westminster Abbey แต่การกำหนดเวลาออกเดินทางและมาถึงลงรายละเอียดเป็นนาทีเพื่อการถวายความปลอดภัยและอารักขาขั้นสูงสุด

10.20น. Royal families จากนานาประเทศเสด็จถึง ทุกพระองค์เป็นพระราชอาคันตุกะส่วนพระองค์ และพำนักที่พระราชวังบั้กกิงแง่ม

แอบสงสัยว่าสุลต่านแห่งบรูไน คงต้องเสด็จไปประทับที่ Buckingham Palace เช่นกัน แม้ว่าจะทรงเป็นเจ้าของ Dorchester Hotel โรงแรมเก่าแก่ระดับสูงลิบของลอนดอน

10.20น. Mrs Michael Middleton และ James ลูกชายออกเดินทางจาก The Goring Hotel

10.25น. พระบรมวงศานุวงศ์บริทิชทั้งหมดออกเดินทางจาก Buckingham Palace

10.35น. พระบรมวงศานุวงศ์ชุด ‘พี่น้อง-หลาน ของ Prince Charles’ เคลื่อนขบวน

10.38น. Prince Charles & Duchess of Cornwall ออกจากที่ประทับ

10.40น. The Queen & Duke of Edinburgh เสด็จออกจากที่ประทับ

ลำดับการออกเดินทางและมาถึงเป็นไปตามลำดับอาวุโส กำหนดเวลาไว้ตรงเป๊ะ เมื่อทุกพระองค์เข้าที่แล้ว เดอะควีนจะเสด็จมาถึงตามหมายกำหนดการเวลา 10.45น. และประทับคอยเพียงสิบห้านาทีก่อนพิธีการเริ่มในเวลา 11.00 . หรือห้าโมงเย็นตามเวลาในประเทศไทย

10.51น. Miss Catherine Middleton จะออกจากโรงแรมมาพร้อมกับ ‘พ่อ’ Michael Middleton ด้วยรถ Rolls Royce พระที่นั่ง (คันที่ Prince Charles ประทับผ่านกลุ่มผู้ประท้วง)

เมื่อถึงเดอะแอบบีแล้ว พิธีการจะเริ่มต้นที่เวลา 11.00 ถึง 12.15 น. แล้วคู่บ่าวสาวออกมาขึ้นราชรถ State Landau อายุร้อยปีเศษกลับพระราชวังบั้กกิงแง่ม (ถ้าฝนตกก็ต้องเป็น Glass Coach)

 

จุดสำคัญของงานอยู่ตอนที่คู่บ่าวสาวจะโดยเสด็จเดอะควีนและพระบรมวงศานุวงศ์ออกมาโบกมือให้ประชาชนตอน 13.25. และเพื่อรอชมพิธี Flypast ที่เป็นการถวายพระเกียรติอย่างสูง เครื่องบินที่จะนำมาบินที่เรียกว่า ‘Flypast’ นี้ บ่งบอกถึงความสำคัญยิ่งของงาน เพราะเป็นเครื่องสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้แก่ Lancaster, Spitfire และ Hurricane

นอกจากนั้น เหล่านายทหารทั้ง Soldiers, Sailors และ Airmen จำนวนกว่า 1,000 นาย ที่ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ และทั้งคนที่เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ Prince William มาแล้ว ตั้งแถวรอรับคู่บ่าวสาวตอนออกจากเดอะแอบบีจนถึงบั้กกิงแง่มพาเลซ ล้วนเป็นส่วนร่วมแสดงความรู้สึกจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ และส่วนร่วมในงานมงคลของชาติ บางคนถูกเลือกมาจากแนวหน้าที่อัฟกานิสถาน และหลายคนรู้สึกว่าเป็นความภูมิใจยิ่งของครอบครัวและวงศ์ตระกูลที่ได้รับเลือกให้มาร่วมงาน

ส่วนประกอบทุกจุดในพิธีการล้วนเป็นธรรมเนียมประเพณีของ British Wedding ที่หาดูแบบครบถ้วนยาก

ตามธรรมเนียมในการอภิเษกสมรส ราชวงศ์ฝ่ายชายจะเลือกผู้ดูแลหนึ่งหรือสองคน เรียกว่า Supporters อย่างที่ Prince Charles ทรงเลือกน้องทั้งสอง คือ Prince Andrew และ Prince Edward ในคราวนี้ Prince William ทรงแหวกธรรมเนียมโดยทรงเลือก Prince Harry เพียงผู้เดียวและโปรดเรียกว่า Best man แทน มีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเป็นตัวแทนกล่าวในงานด้วย

หนึ่งเดือนก่อนหน้า Prince Harry สารภาพว่ายังไม่ได้ร่างสิ่งที่จะพูดเลย ทั้งที่รู้ว่าต้องการจะยั่วเย้าอะไรพี่ชายบ้าง เริ่มตั้งแต่สมัยยังเป็น a nipper (เบบี้) ปัญหาใหญ่ที่ Prince Harry เริ่มไม่ได้เสียที คือ เรื่องที่จะต้องพูดโดยมี ‘ย่า’ ฟังอยู่ด้วย

‘…I think my grandmother will be there, so I'll have to be selective.’

 

และถ้าเป็น Royal Bride จะต้องถือช่อดอกไม้ ที่มีก้านของ Myrtle (เมอ-เทิ่ล ไม้ประเภทไม่ผลัดใบ) แทรกอยู่ ก้าน Myrtle ที่ว่านี้ต้องมาจากพุ่มที่เกิดจากกิ่งดั้งเดิมที่อยู่ในช่อ Bouquet ที่ควีนวิคทอเรียทรงถือในงานอภิเษกสมรสกับพริ้นซอัลเบิร์ท

หลังจากงานช่อดอกไม้จะถูกส่งกลับไปที่ Westminster Abbey เพื่อสักการะที่อนุสรณ์สถานของ Unknown Warrior  

เพลงที่บรรเลงประกอบพิธีนั้น มาจากหลายส่วน แต่ส่วนที่ตื่นเต้นคึกครื้นกันทั้งวง ย่อมต้องเป็น 40 ชีวิตจาก The band of the Welsh Guards ที่จะเป็นกลุ่มแรกที่รอรับคู่บ่าวสาวเมื่อกลับมาที่ Buckingham Palace ความสัมพันธ์พิเศษของ Wales กับ Prince of Wales นี้ วันหนึ่ง Prince William ก็คงต้องสืบทอด

กองดุริยางค์ทหารเว้ลชนี้ บอกว่าในวันงานถ้าฝนตกเล็กน้อยน่าจะดีเพราะคนในเครื่องแบบจะคลายร้อนได้บ้าง แต่ตกมากก็กลัวว่า Bearskins ที่สวมอยู่จะหนักมาก และส่งกลิ่นแบบ wet dog

Prince William นั้น จะไม่ทรงสวมแหวนแต่งงาน แต่เจ้าสาวจะได้รับแหวนทอง ซึ่ง ‘ทอง’ นั้น Prince William จะได้รับพระราชทานมาจากเดอะควีน และตามธรรมเนียม ‘ทอง’ นั้น จะต้องเป็น Welsh gold ที่มาจากเหมือง Clogau St David's ที่นอร์ทเวลสส์    

ธรรมเนียมอีกอย่างที่จะขาดไม่ได้ คือ Wedding Cake ขอทำความเข้าใจว่า ต้องเป็น (rich) Fruit cake จะแต่งแบบใดก็ตาม ต้องใช้ไอซิ่งและ Marzipan ประกอบ

ในยุคหลังสงครามโลก คนอังกฤษต้องผ่านช่วง Rationing คือการปันส่วนอาหาร ที่เป็นยุคของไข่ผง คู่บ่าวสาวมักจะได้รับความช่วยเหลือจากญาติมิตร ยกโควต้าส่วนผสมในการทำเค้กที่หายากอย่างแป้ง น้ำตาล ให้จนพอเพียงแก่การทำเค้กแต่งงานได้ ไม่ทุกคู่จะโชคดีที่ได้ส่วนผสมพอเพียง จึงเกิดธรรมเนียมทำฝาครอบจาก cardboard สีขาวเป็นตัวเค้ก แล้วครอบลงบนเค้กจริงที่ขนาดเล็กจ้อย ถ่ายรูปก็ยังสวยอยู่ได้ และการเลี้ยงดูกินเค้กมักจะทำกันตอนเช้า เรียกว่า wedding breakfast เพราะเชื่อกันว่า การเริ่มชีวิตคู่ด้วยการแบ่งปันอาหารมื้อแรกของวันด้วยกันย่อมเป็นจุดเริ่มที่ดี

Wedding Cake งานนี้มีสองก้อน สีขาวตามประเพณี และก้อนพิเศษที่เจ้าบ่าวขอให้ McVitie’s (แมควิที้เป็นเจ้าผลิตขนมดั้งเดิมของอังกฤษ) เอา Chocolate biscuit ของยี่ห้อนี้แหละมาทำเป็นเค้กแต่งงาน โดยใช้สูตรของวัง – ตามแบบบ้านอังกฤษโบราณที่เอาทุกอย่างมาทำขนมหลอกเด็กได้

เรื่องของชุดเจ้าสาว มีที่มาของการใช้สีว่า สีขาว คือ สัญลักษณ์แทน ความบริสุทธิ์ Purity ไม่ใช่ความเป็นพรหมจารีย์ Virginity สมัยงานของเดอะควีนนั้น เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเพิ่งผ่านภาวะสงคราม ทรงต้องเก็บสะสมคูปอง (ปันส่วน rationing) เพื่อใช้ในแลกผ้าและอุปกรณ์สำหรับชุดแต่งงานของ Her Royal Highness Princess Elizabeth เช่นกัน

สิ่งที่เดอะควีนไม่ต้องแสวงหา คือ Tiara ซึ่งทรงได้รับพระราชทาน ‘on loan’ มาจาก The Late Queen Mum ซึ่งควีนมัมได้ทรงให้ Princess Royal (Princess Anne) ‘หลานยาย’ รับช่วงยืมต่ออีกครั้ง จนสร้างข่าวใหญ่ว่า Miss Catherine Middleton อาจจะเป็นสามัญชน Commoner คนแรกที่ได้สัมผัส Tiara นี้ในวันแต่งงาน ถึงขั้น Bookies ปิดรับพนัน

อย่างไรก็ดี หลังจาก Queen Elizabeth, The late Queen Mother รับพระราชทาน Tiara นี้มาจาก Queen Mary เจ้าของพระองค์แรก ‘การส่งต่อ’ คือ ลงมาสู่ Queen Elizabeth II และ Princess Royal นั้น เป็นการส่งทอดสู่ Royal Brides คือเจ้าสาวที่มาในราชวงศ์ทั้งสิ้น

และธรรมเนียมที่ Queen Elizabeth II ทรงพระราชทานให้ ‘ลูกสะใภ้’ แต่ละคนนั้น คือ การสั่งทำใหม่พระราชทานให้ ยกเว้น Lady Diana Spencer ที่ขอใช้ Tiara ของตระกูล Spencer ตัวเอง

เรื่อง Tiara จึงเป็นที่น่าจับตาว่าตกลงจะมาแหล่งไหน

จากเช้าตรู่ของพิธีการที่เกิดขึ้น แขกเชิญจำนวน 1,900 จะผ่านสู่การเลี้ยงรับรองที่พระราชวังบั้กกิงแง่มเพียง 600 พระองค์/คน และลดเหลือ 300 เมื่อเป็นการฉลองส่วนพระองค์กับครอบครัวและมิตรสหายในยามค่ำ

คราวนี้เป็นโอกาสที่ Buck House จะได้เปลี่ยนโฉมล้ำยุคเมื่อมีการเตรียมแปลงพื้นที่เป็นเวทีเต้นสุดสวิงยันสว่าง โดย DJ มืออาชีพ ติดไฟสร้างบรรยากาศพร้อมบาร์เหล้าครบ แขก 300 คนที่เหลืออยู่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อาวุโส และ The Queen & Duke of Edinburgh ซึ่งออกตัวไว้ก่อนว่า จะเสด็จกลับหลังดินเนอร์ 'to allow the young ones to party'

แหล่งข่าวบอกว่า Prince William & Catherine อยากจะมี ‘proper knees-up’ คือเรื่อยเปื่อยสบายๆ แล้วก็หาเพลงเชยๆ เฉิ่มๆ ฟังไปเรื่อย...

Cheers to The Royal Bride & Groom!

 

*******************************************

ตอนจบ

Spirit of Diana, The Princess of Wales

 

หมายเหตุ:

ภาพประกอบ SW19’s collections จากการซักซ้อมและจัดเตรียมสถานที่บริเวณ The Mall, Horse Guard Parade เส้นทางผ่านขบวนเสด็จ

ภาพอื่นตามที่ระบุที่มา

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net