วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลัดดาแลนด์ แดนแห่งอวิชชา


เท่าที่ผมสังเกต สำหรับคนไทยเรา  แม้กระทั่งเด็ก 7-8 ขวบก็เริ่มแสดงอาการกลัวผีให้เห็น  “ผี” ในจินตนาการของเราคือ รูปลักษณ์การปรากฎของ “ผี” ไม่ว่าจะเป็นในหน้าตาของผีที่เราไม่รู้จักมาก่อน มีน้ำเลือดน้ำหนองไหล แขนขาขาดรุ่งริ่ง หรือแลบลิ้นปลิ้นตา  หรือหน้าตาของ “ผี” ของคนที่เราเคยรู้จัก แต่ตายไปแล้ว และมารูปแบบที่น่ากลัว เช่น หน้าตาซีด ขอบตาดำคล้ำ   กระทั่ง “ผี” ก็ยังกลายเป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกคนที่ตายไปแล้ว เช่น ผีตาน่วม (คนแก่ชื่อ น่วม ตายไปแล้ว)  ผู้ใหญ่คุยกันว่า “อ้าว แกไม่ไปเผาผีตาน่วมรึ” อีกฝ่ายตอบว่า “เดี๋ยวไปบ่ายๆ จะไปฟังสวดมาติกาด้วย”  หรือผู้ใหญ่ ขู่เด็กว่า “อย่าไปนะ เดี๋ยวผีตาน่วมจะมา”

หลายครั้งคนเราถูกผีใน “ใจ” ของเราเองหลอก มากกว่าจะเป็นโดนผีจริงๆ หลอก พูดง่ายๆ เราหลอกตัวเองว่าโดนผีหลอก และผีมักจะมาหลอกหลอนเราในความมืด เมื่อไร ท้องฟ้าสว่าง เราจะปลอดภัยและหายกลัวผีเป็นปลิดทิ้ง

หลายปีแล้วผมมักจะไม่ค่อยดูหนังผี  เพราะเคยกลัวผีมาก่อน มาระยะหลังได้ศึกษาเรื่อง อวิชชา อ่านธรรมะของท่านพุทธทาส  จึงค่อยเข้าใจว่า ส่วนหนึ่งของผีมาจากความไม่รู้ ความกลัวที่ซ่อนลึกในใจคน  พระที่เคร่งครัดบางรูป ถือวัตรว่าต้องธุดงค์ในป่าช้า หรือในแดนวิเวกวังเวง เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งความกลัว   หรือเพื่อฆ่า “ผี” ในใจตัวเอง  เพื่อที่ว่าที่สุดแล้วจะได้พบกับสภาวะอิสระที่แท้จริงในหัวใจที่ปราศจากความกลัว ทำความกลัวให้แจ้งชัด

อวิชชา ความไม่รู้  ความไม่มีวิชชา ไม่ได้หมายถึง ความโง่ หรือไม่รู้เท่าทันสิ่งต่างๆโดยไม่มีเหตุผล แต่หมายถึง ความไม่รู้ในเรื่องที่สามารถใช้เพื่อการดับทุกข์ได้  ดังที่ท่านพุทธทาสเคยเปรียบเปรยว่า บางคนแม้ว่าจะจบด๊อกเตอร์   เป็นนักธุรกิจพันล้าน แต่ก็ยังนอนไม่หลับ  ยังมีความทุกข์ ก็แสดงว่า สิ่งที่เรียนมาถึงปริญญาเองก็ไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ คนๆนั้นยังเต็มไปด้วยอวิชชา ท่านพุทธทาสยังบอกอีกว่า  เฉพาะคนเท่านั้นที่กลัวผี นอนไม่หลับ แต่หมา ลิง ไม่เคยกลัวผี กลางคืนมันก็นอนของมันสบายๆ คนนี่ยังนั่งตัวสั่นงันงกเพราะกลัวผี   กรณีของความทุกข์ก็เหมือนกัน   เฉพาะคนเราเท่านั้นที่มีความทุกข์  และควรจะอายไก่ เพราะไก่มันไม่ทุกข์ มันนอนหลับสบายดี มีแต่คนนี่แหละที่นอนไม่หลับ

เมื่อได้ศึกษา คิดตามแล้ว ผมจึงคลายความกลัวผีไปได้บ้าง และกลับมาดูหนังผีได้อย่างไม่กลัวมากมายเหมือนแต่ก่อน แต่พยายามหาสาระจากหนังผีที่ได้ดู    ลัดดาแลนด์ เป็นหนังผี สยองขวัญ ในระดับดีเยี่ยม  แม้ว่าผู้สร้างจะสร้างผีให้คนรู้สึกกลัวได้อย่างไม่เป็นเวล่ำเวลา  และใช้ทุกเทคนิคให้คนดู “กรี๊ด”  เมื่อผีออกมา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพ บรรยากาศ  การใช้เสียง หรือการให้ผีออกมาแสดงกริยาของผี

ทั้งโรงหนังเต็มไปด้วยเสียง “หวีดร้อง” ของคนดู กระทั่งฉากเพียงแค่ แมวดำวิ่งผ่านหน้าจอหนัง คนก็หวีดแล้ว ไม่ต้องพูดถึง ฉากที่ผีตนต่างๆ โผล่หน้ามาให้เห็น ผมดูด้วยใจนิ่งๆ หาเหตุและผลว่า ทำไมผีตัวนี้ถึงออกมา และทำไมตัวละครในหนัง ถึงกลัวผี

ชายหนุ่มวัยกลางคน ย้ายตัวเองไปอยู่เชียงใหม่ เขาซื้อบ้านและตกแต่งอย่างตั้งใจ  การจัดบ้าน การทาสี กระทั่งการเลือกจัดห้องให้ลูกทั้งสองคนก็ทำอย่างใส่ใจ เขาหวังว่าเมียและลูกของเขาจะมีความสุขกันเสียที   อาชีพของเขาคือ เซลล์ขายของในบริษัท MLM ที่ไม่รู้ว่าบริษัทขายผลิตภัณฑ์อะไร รู้แต่ว่าเงินดี ยิ่งหาดาวน์ไลน์ได้มาก เงินยิ่งมามาก อนาคตที่สวยงามรออยู่ที่นี่ ลัดดาแลนด์!!

ลูกสาวคนโตของเขา ถูกเลี้ยงดูโดยยาย (แม่ยายที่มีอคติอย่างเหลือล้นต่อลูกเขย) เธอเกลียดบ้านหลังนี้ทันทีที่ย่างเท้าก้าวแรกเข้าไป  ในสายตาคนดูหนัง  นี่เป็นบ้านหลังที่สวยพร้อมแม้ว่าจะไม่ใช่ที่สุด  แต่ในสายตาของเธอบ้านนี้ไม่มีอะไรคู่ควรกับเธอ  ทั้งนี้เพราะยายได้ฝังอคติ และความจงเกลียดจงชังพ่อของเธอ ไว้ในหัวเธอเรียบร้อยแล้ว เธอกลายเป็นหุ่นเชิดที่ถูกชักโดยยาย

คุณยาย เป็นนักแสดงที่มีน้ำเสียงที่แสดงอารมณ์ เพราะคนดูจะได้ยินเสียงเธอทางโทรศัพท์ตลอดโดยไม่ต้องเห็นหน้าตา น้ำเสียงที่แสดงถึงการดูถูกเหยียดยาม  ความจงเกลียดจงชัง และสร้างบรรยากาศอึดอัด อันเป็นชนวนหนึ่งที่ทำให้คนดูไม่แปลกใจว่าทำไมผัว-เมีย ต้องเตลิดมาถึงเชียงใหม่  สิ่งที่คุณยายทำลงไป เหมือนประสงค์ดี หวังดี รักลูกสาวและหลาน น่าเสียดาย คุณยายรักตัวเองและเห็นแก่ตัวที่สุด ว่ากันแล้ว นี่คือ คุณยายที่สุดโต่ง เหมือนปืนที่ขึ้นนกไว้แล้ว พร้อมเหนี่ยวไกทุกเมื่อ แน่นอน คุณยายไม่เคยสำนึกผิด และไม่เคยรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

หนังพาคนดูเข้าไปพบกับความขัดแย้งในอารมณ์ของตัวละครแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็น ผัว เมีย ลูกสาว  แม่ยาย โดยทำได้อย่างกลมกลืนและมีพัฒนาการแห่งการเติบโตของอวิชชาเป็นลำดับ ต่างคนต่างหน้ามืด ตามัว ไม่ฟังซึ่งกันและกัน  ฉากที่พ่อตะคอกใส่ลูกสาวว่า “ ผีในบ้านฝรั่ง ไม่มีจริง" ลูกสาวปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อตบตาเพื่อเบี่ยงประเด็นที่ตัวเองกลับบ้านดึก   เป็นฉากที่รันทดอดสูและบีบคั้นอารมณ์คนดู ท้ายที่สุดแล้ว คนเป็นพ่อก็กระชากลูกสาวเข้าไปในบ้านฝรั่ง กว่าจะสำนึกได้ว่า มันเลยเถิดไปแล้ว ก็กลายเป็นรอยแผลในหัวใจของลูกสาวจนเกินจะประสานและเยียวยาให้ความรู้สึกดีๆคืนมาได้

ผีในหนังเรื่องนี้ ตีความหมายได้ 2 ทาง คือ ทั้งปมที่ซ่อนในใจของตัวละคร อวิชชาของแต่ละคน และผีจริงๆ ที่พวกเรากลัวกันนักกันหนานั่นแหละ หนังสร้างออกมาอย่างดีที่สุดในการประคองให้สองส่วนนี้สมดุลย์ ไปด้วยกันได้อย่างมีเหตุมีผล และเรียกเสียงหวีดร้องจากคนดูได้แทบทุกฉากที่ผีปรากฎออกมา


คนกลัวผีเป็นคนน่าสงสาร คนกลัวผีเป็นการเผชิญทุกข์ แต่บางครั้ง เพราะอวิชชา ทำให้ไม่สามารถใช้ปัญญาวิเคราะห์ให้ท่องแท้ว่า “ผี” คืออะไรแน่ สุดท้ายจึงมืดบอด พาชีวิตเข้าสู่ทางตันในที่สุด

ในช่วงท้ายของเรื่อง เมื่อทุกอย่างเลยเถิดเกินขีดจำกัด ผมนึกถึงประโยคของฝรั่งที่ว่า  the problem is you don’t know when enough is enough แปลเป็นไทยก็คือ เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นเพราะแต่ละคนทำร้ายกันเองด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ ในขั้นต้น แต่ละฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของการกระทำ แต่เมื่อปล่อยไป มันกลายเป็นการเรียกร้อง และการทำร้าย การทะเลาะกัน ไม่มีใครสักคนโผล่มาแล้วบอกว่า “พอเถอะ ตั้งสติ ค่อยๆ คิดกันใหม่”  หรือแม้ว่า เมียจะบอกผัวว่า พอเถอะ เริ่มใหม่เถอะ แต่ผัวไม่ฟังแล้ว ในที่สุด เมื่อเกินขีดจำกัด ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ได้ตระหนักกันว่า “พอได้แล้วนะ”  แต่มุทะลุดุดัน จนกระทั่งเกิดโศกนาฎกรรม

กระทั่งแม่ของลูกทั้งสอง  ซึ่งเห็นได้ว่า เป็นคนอดทนอดกลั้น อลุ่มอล่วย ประสานความเข้าใจ เพื่อให้ครอบครัวอยู่ได้ แต่เธอก็วิ่งไปจนสุดขอบของความอดทนเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว เธอจึงฟาดมือลงบนก้นของลูกชายไม่หยุดยั้ง และยื่นคำขาดว่า เธอไม่อยู่แล้วลัดดาแลนด์

ท้องฟ้าของหมู่บ้านลัดดาแลนด์ไม่เคยสว่าง ยังคงปกคลุมด้วยภูตผี และบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัว  คนในหมู่บ้านนั้นไม่เคยว่างเว้นจากความกลัวผี และกลายเป็นผีอยู่กลายๆ เพราะมันคือ อวิชชาที่ซ่อนอยู่ในใจคน นั่นเอง  และหมู่บ้านลัดดาแลนด์ไม่ใช่หมู่บ้านสุดท้าย

โดย ยามครับ

 

กลับไปที่ www.oknation.net