วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นัยของการยื่นศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 2505 ของกัมพูชา


นัยของการยื่นศาลโลกตีความคำพิพากษาปี 2505 ของกัมพูชา

 

โดย พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (นั่งที่สองจากขวา)

ในที่สุดสิ่งที่ผู้เขียนเคยคาดการณ์ไว้ก็เป็นจริง เมื่อรัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจยื่นให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลกตีความคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหารปี 2505 เพราะเห็นว่าไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาข้อพิพาทเหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารโดยลำพังสองประเทศอีกต่อไป รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่รังเกียจบทบาทของบุคคลที่สามมาตลอด ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป เพียงแต่เมื่อถึงตอนที่กระบวนการตีความเริ่มขึ้น อาจไม่มีรัฐบาลอภิสิทธิ์แล้ว แต่เป็นรัฐบาลอื่นที่ต้องมารับปัญหาต่อไป

การยื่นขอให้ศาลโลกตีความนี้ กัมพูชาอาศัยมาตรา 60 ของธรรมนูญศาลโลก ที่ระบุว่า “ในกรณีที่มีข้อพิพาทว่าด้วยความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลพึงตีความตามคำร้องของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” โดยมาตรา 60 อนุญาตให้กัมพูชายื่นได้โดยลำพัง ไม่จำเป็นต้องได้รับการสมยอมจากไทย ไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นภายในระยะเวลาเท่าไร (อันนี้คนละเรื่องกับการอุทธรณ์คำพิพากษา ที่ต้องกระทำภายใน 10 ปีหลังมีคำพิพากษา) แต่เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ ฝ่ายไทยก็ต้องตั้งทีมกฏหมายเพื่อไปโต้แย้งข้อกล่าวหาและคำร้องของกัมพูชาอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่ไป ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ฝ่ายกัมพูชาชี้แจงกับศาลโลกอยู่ฝ่ายเดียว เสียเปรียบแน่นอน

เรื่องกัมพูชายื่นให้ศาลโลกตีความนี้ เป็นข่าวอยู่หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะยื่นให้ศาลตีความประเด็นอะไร จนกระทั่งวันจันทร์ที่ 2 พ.ค.นี้ เว็บไซต์ของศาลโลกก็ตีพิมพ์ใบแถลงข่าว ทำให้มีรายละเอียดมากพอที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังได้ จะเข้าใจประเด็นที่กัมพูชายื่นให้ตีความ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูคำพิพากษาปี 2505 เสียก่อน

ข้อวินิจจัยเรื่องเส้นเขตแดนปี 2505

ความพ่ายแพ้ของไทยในคดีปราสาทพระวิหาร เป็นผลจากคำพิพากษาของศาลโลก 3 ข้อด้วยกันคือ

1. ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

2. ไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา

3. รัฐบาลไทยมีพันธะที่จะต้องส่งคืนโบราณวัตถุต่างๆ ที่ฝ่ายไทยได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทพระวิหาร

กัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลตีความคำพิพากษาข้อ 2 ข้อเดียว โดยขอให้ศาลวินิจฉัยและชี้ขาดว่าประเด็นที่ว่า “พันธะที่ประเทศไทยจะต้อง “ถอนกำลังทหาร หรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงในอาณาเขตของกัมพูชา (ตามข้อ 2 ของบทปฏิบัติการของคำพิพากษาเมื่อปี 2505) เป็นผลโดยตรงของการที่ไทยมีพันธะที่จะต้องเคารพต่อบูรณภาพของดินแดนของกัมพูชา ทั้งนี้ ดินแดนดังกล่าว อันเป็นที่ตั้งของปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ได้ถูกปักปันตามเส้นเขตแดนที่ลากไว้บนแผนที่ (ซึ่งศาลได้เคยวินิจฉัยไว้ในหน้า 21 ของรายงานคำพิพากษา)”

แปลข้อความดังกล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ กัมพูชาต้องการให้ศาลชี้ชัดว่า ที่ศาลเคยพิพากษาว่าไทยจะต้องถอนกองกำลังออกจากปราสาทพระวิหารและ “บริเวณใกล้เคียง” (vicinity) ในเขตกัมพูชานั้น ขอบเขตของ “บริเวณใกล้เคียง” ถูกกำหนดด้วยเส้นเขตแดนที่ปรากฎในแผนที่ใช่หรือไม่

ทั้งนี้ กัมพูชาถือว่าศาลโลกได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเส้นเขตแดนในบริเวณพิพาทคือเส้นที่ลากไว้บนแผนที่ อันเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันผสมสยาม-ฝรั่งเศส (หรือแผนที่ 1: 200,000) ดังนี้

"ประเทศไทยใน ค.ศ.1908-1909 ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก 1 ว่าเป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆ ไป การกระทำต่อๆ มาของไทยมีแต่ยืนยัน และชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่พอเพียงที่จะลบล้างข้อนี้ได้ คู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ และดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็นเส้นเขตแดน"

แม้ว่าศาลโลกได้ระบุไว้ว่าข้อวินิจฉัยเรื่องเส้นเขตแดนนี้ จะไม่ถูกรวมไว้ใน “บทปฏิบัติการ” (operative clause) ของคำพิพากษา แต่เป็น “การให้เหตุผล” เพื่อใช้ตัดสินสามประเด็นที่ยกมาข้างต้นเท่านั้น แต่ฝ่ายกัมพูชามองว่านี่คือจุดแข็งของตนเอง เพราะศาลระบุไว้ชัดเจนแล้วว่าเส้นเขตแดนในบริเวณปราสาทพระวิหาร คือเส้นที่ปรากฏในแผนที่ ขณะที่ศาลไม่เคยวินิจฉัยยอมรับว่าเส้นสันปันน้ำ คือเส้นเขตแดนในบริเวณพิพาทเลย แต่ศาลยังเห็นว่า “ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดเส้นเขตแดนในแผนที่ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้น อาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท”

นัยของการตีความข้อนี้คือ หากศาลตีความเป็นคุณให้กับฝ่ายกัมพูชา ก็หมายความว่าไทยต้องถอนทหารออกจากบริเวณพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.ให้หมดนั่นเอง

มาตรการเฉพาะกาล (Provisional measures)

กัมพูชายังได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมว่า ในระหว่างรอผลการตีความของศาลนี้ ขอให้ศาลได้ออกมาตรการเฉพาะกาล (provisional measures) เป็นการเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

1. ให้กองกำลังทั้งหมดของไทยถอนตัวออกจากดินแดนของกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหาร

2. ห้ามไทยกระทำกิจกรรมทางทหารทุกชนิดในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร

3. ให้ประเทศไทยยุติการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการแทรกแซงสิทธิของกัมพูชา หรือทำให้สถานกาณ์เลวร้ายลง

กัมพูชาให้เหตุผลประกอบคำร้องดังกล่าวว่า เป็นผลจากการปะทะกันอย่างรุนแรงของกำลังทหารในบริเวณปราสาทพระวิหารและชายแดนจุดอื่นๆ จนนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การบาดเจ็บ และผู้คนจำนวนมากต้องอพยพออกจากที่พัก มาตรการเฉพาะกาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของกัมพูชา ทำให้ไทยยุติการแทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น และป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ในกรณีนี้ กัมพูชาอ้างมาตรา 41 ของธรรมนูญศาลโลกที่บัญญัติว่า “หากศาลพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นในทางสถานการณ์ ศาลพึงมีอำนาจที่จะกำหนดให้ใช้มาตราการเฉพาะกาลที่จะช่วยพิทักษ์สิทธิของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นี่จึงเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ฝ่ายไทยจะต้องโต้แย้งอีกเช่นกัน เพราะหากศาลมีคำสั่งตามที่กัมพูชาร้องขอ ก็จะนำไปสู่คำถามที่สำคัญอีกว่า อาณาบริเวณที่กองกำลังของไทยจะต้องถอนตัวออกมานี่ มีขอบเขตแค่ไหน ใช้อะไรเป็นเกณฑ์

ผู้เขียนเห็นด้วยกับอ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ที่ว่าเป็นการยากที่จะคาดคะเนว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ แพ้ หรือเสมอ และศาลอาจรับหรือไม่รับคำร้องขอให้ตีความของกัมพูชาก็ได้ การอ่านผลของคดีเก่าๆ อาจช่วยให้เราคาดคะเนทิศทางการวินิจฉัยคดีของศาลได้บ้าง แต่ก็เป็นได้แค่การประเมินเท่านั้น เพราะแต่ละคดีมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การตีความเหตุการณ์และตัวกฎหมายยังขึ้นกับตัวผู้พิพากษาเป็นสำคัญ แต่สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ทีมกฎหมายของไทยมีงานหนักที่จะต้องโต้แย้งคำร้องของกัมพูชาอยู่หลายข้อทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ที่ในที่สุดกรณีปราสาทพระวิหารต้องเดินมาถึงจุดนี้ เพราะในความเป็นจริง ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปราสาทพระวิหาร สามารถเจรจาจนรัฐบาลกัมพูชายอมรับที่จะให้มีการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารร่วมกัน แต่ความพยายามนี้ก็ต้องถูกทำลายลงด้วยกระแสคลั่งชาติ จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายหลายครั้งหลายครา ปัญหาคือ การยื่นตีความนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีขึ้น มีแต่จะเป็นเหตุแห่งการเพิ่มพูนความเกลียดชังซึ่งกันและกันยิ่งขึ้นไปอีก

........................

ศาลโลก : ศาลรกโลก (บทบรรณาธิการ)แนวหน้า

หมายเหตุ : จากอีกหนึ่งความคิดเห็นที่เห็นต่างจากบทความข้างต้น

ศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice : ICJ) คือองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ของศาลโลกอยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ ตัดสินคดีพิพาทระหว่างรัฐบาลของรัฐภาคีสมาชิกของสหประชาชาติ และประเทศที่ยอมรับอำนาจศาลโลก นั่นหมายความว่าทุกประเทศอาจมิได้ยอมรับอำนาจศาลโลก ส่วนอีกหน้าที่หนึ่งคือวินิจฉัย ตีความและให้คำปรึกษาในประเด็นปัญหาข้อกฎหมายกับองค์กรระหว่างประเทศที่ยอมรับอำนาจของศาลโลก

ศาลโลกประกอบด้วย คณะผู้พิพากษาต่างสัญชาติจำนวน 15 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 9 ปี คณะผู้พิพากษาเหล่านี้ถือเป็นตัวแทนของสหประชาชาติ โดยมิได้ถือเป็นตัวแทนของรัฐบาลประเทศที่ตนถือสัญชาติ

การวินิจฉัย ตีความและพิจารณาคดีของศาลโลก ใช้กฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติที่มีอารยธรรมเป็นหลัก ระเบียบวิธีพิจารณาคดีของศาลโลกคล้ายกับศาลทั่วไป โดยคู่พิพาทแต่ละฝ่ายต่างมีผู้แทนของรัฐและทนายความ เมื่อศาลโลกตัดสินคดีความใดแล้วถือว่าเป็นอันยุติ ไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาอีกต่อไป หากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งสามารถร้องเรียนไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้พิจารณาดำเนินการต่อไปได้ โดยสหประชาชาติอาจเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกคว่ำบาตรประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก ซึ่งจะได้ผลมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นกับความร่วมมือของประเทศสมาชิกด้วย

ศาลโลกเคยตัดสินให้ไทยแพ้คดีเขาพระวิหารต่อเขมรมาแล้วเมื่อ 50 ปีก่อน และล่าสุดทางการของเขมรก็พยายามจะดึงศาลโลกเข้ามาวุ่นวายเจ้ากี่เจ้าการกับพรมแดนไทย-เขมรอีกคำรบหนึ่ง โดยฝ่ายเขมรฮุนเซ็นได้จัดวางหมากเกมทางการเมืองเรื่องนี้ไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนมาเป็นระยะเวลายาวนาน ดังเราจะพบว่า มีการโจมตีไทยด้วยอาวุธสงครามเพื่อสร้างจุดสนใจจากชาวโลก ครั้นเมื่อไทยตอบโต้กลับก็ตีบทบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร แล้วก็นำเรื่องที่ตนเองจงใจสร้างขึ้นไปฟ้องร้องต่อศาลโลก

ถามว่าศาลโลกมีปัญญารู้ไหมว่า เขมรเล่นเกมสกปรกกับไทยมาแล้วหลายต่อหลายครั้งจนจำไม่หวาดไม่ไหว ศาลโลกรู้บ้างไหมว่าเขมรยิงไทยก่อน หากรู้แล้วศาลโลกมีปัญญาจัดการแก้ไขปัญหานี้ให้กับฝ่ายไทยอย่างไรบ้าง แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วศาลโลกก็ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ศาลโลกรู้ใช่ไหมว่าสนธิสัญญาที่ฝรั่งเศสทำไว้กับสยามในอดีตนั้นเป็นสัญญาที่ปราศจากความเป็นธรรม เป็นข้อบังคับที่มหาอำนาจตะวันตกทำขึ้นมาเพื่อเอารัดเอาเปรียบประเทศที่ด้อยกว่า

ที่ผ่านมาใคร ๆ ก็รู้กันทั้งโลกว่าฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคมของเขมร และฝรั่งเศสก็ขีดเส้นแบ่งพรมแดนสยาม-เขมรด้วยอคติ ตามแบบฉบับของผู้มีอำนาจเหนือกว่า ประวัติศาสตร์เหล่านี้ศาลโลกรู้บ้างไหม หากรู้แล้วยังตัดสินแบบชุ่ย ๆ เหมือนที่เคยทำมาก่อน ก็ป่วยการที่ไทยจะต้องเคารพยำเกรงอำนาจของศาลรกโลกเช่นนี

*มาดูว่าสิ่งที่คุณพูดนั้นมีอะไรบ้าง*แล้วตอบผมด้วยได้มั้ย*

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่รังเกียจบทบาทของบุคคลที่สามมาตลอด ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป...

ประสาน นาคดี : บุคคลที่สามคุณหมายถึงใคร..คุณใช้คำพูดผิดไปหรือปล่าว..พูดระบุให้ชัดๆไปเลยสิครับ.

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : การยื่นขอให้ศาลโลกตีความนี้ กัมพูชาอาศัยมาตรา 60 ของธรรมนูญศาลโลก ที่ระบุว่า “ในกรณีที่มีข้อพิพาทว่าด้วยความหมายหรือขอบเขตของคำพิพากษา ศาลพึงตีความตามคำร้องของคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” โดยมาตรา 60 อนุญาตให้กัมพูชายื่นได้โดยลำพัง ไม่จำเป็นต้องได้รับการสมยอมจากไทย ไม่ได้กำหนดว่าต้องยื่นภายในระยะเวลาเท่าไร (อันนี้คนละเรื่องกับการอุทธรณ์คำพิพากษา ที่ต้องกระทำภายใน 10 ปีหลังมีคำพิพากษา)..

ประสาน นาคดี :พวกคุณมันก็พวกนักวิชาการที่ไม่ศึกษาประวัติความเป็นมา..ชอบหยิบเรื่องกลางๆหรือปลายๆมาพูดเพื่อกลบเกลื่อน..คุณทำไมไม่พูดถึงคำสงวนสิทธิที่สยามประเทศได้ประกาศไว้ว่าเราขอสงวนสิทธิคำตัดสินของศาลโลกว่าปราสาทวิหารนั้นต้องเป็นของไทย..เมื่อเราสงวนสิทธิตั้งแต่แรกเริ่มการอุธรณ์คำพิพากษาจึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะนำมาใช้เป็นเงื่อนไขหรือระยะเวลาในการที่เราจะใช้สิทธิทวงคืน(เนื้อหาเค้าก็บอกอยู่ว่าเราไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก..แล้วคุณจะมาอ้างโดยใช้คำพูดว่าเราต้องอุทธรณ์ภายใน10ปีทำไมล่ะ..สมองบวมมากไปป่ะครับ.

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : ผู้เขียนยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ที่ในที่สุดกรณีปราสาทพระวิหารต้องเดินมาถึงจุดนี้ เพราะในความเป็นจริง ในสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช หน่วยงานของไทยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปราสาทพระวิหาร สามารถเจรจาจนรัฐบาลกัมพูชายอมรับที่จะให้มีการบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารร่วมกัน *แต่ความพยายามนี้ก็ต้องถูกทำลายลงด้วยกระแสคลั่งชาติ *จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่ายหลายครั้งหลายครา* ปัญหาคือ การยื่นตีความนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาดีขึ้น มีแต่จะเป็นเหตุแห่งการเพิ่มพูนความเกลียดชังซึ่งกันและกันยิ่งขึ้นไปอีก..

 

ประสาน นาคดี :พวกคุณที่นั่งหน้าสลอนกันอยู่นี่กำลังหมายถึงพวกผมใช่มั้ยที่บอกว่าคลั่งชาติ..ผมถามหน่อยว่า..*ถ้าพวกผมไม่ออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ ป่านนี้แผ่นดินไทยมันก็ต้องตกไปเป็นของกัมพูชาอีกครั้ง*พวกคุณเอาสมองส่วนไหนคิดนี่ถึงได้มีความคิดเช่นนี้ออกมาได้..พวกคุณยังใช้ชื่อไทย..ถือสัญชาติไทย..และพูดใช้ภาษาไทยอยู่กันหรือปล่าว.ผมว่าพวกคุณสมควรออกจากประเทศไทยไปได้แล้ว..

Facebook/05-06-11

โดย weera

 

กลับไปที่ www.oknation.net