วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำ ส อ น ข อ ง แ ม่ (เรื่องสั้น-จุดประกายวรรณกรรม)




“เงินที่แม่ให้วันละ 20 บาท แม่อยากให้ลูกแบ่งออกเป็น 4 กอง จะได้ไหมจ๊ะ” 

“ทำไมเหรอแม่ ทำไมต้องแบ่งด้วยครับ” 

“เอาน่า ไว้ลูกโตขึ้น ก็จะรู้เองแหละ” 

“แล้วแบ่งยังไงล่ะครับแม่” 

“ก็แบ่งออกเป็น 4 กองเท่า ๆ กัน 20 บาทก็กองละ 5 บาท 2 กองแรกลูกก็เอาไว้ใช้ เอาไว้ซื้อขนมกิน ส่วนกองที่ 3 ก็สำรองเผื่อเอาไว้ ถ้า 2 กองแรกไม่พอใช้ ก็มาใช้กองที่ 3” 

“แล้วกองที่ 4 ล่ะครับแม่” 

“เก็บไว้จ๊ะ หยอดกระปุกไว้” 

“เก็บไว้ทำไมครับแม่” 

“เก็บไว้เวลาจำเป็นไงจ๊ะ แล้วก็เก็บสะสมไว้ เผื่อว่าลูกอยากได้ของอะไรเป็นพิเศษไง” 

“อ๋อครับ” 

“ลูกทำได้ใช่ไหมจ๊ะ” 

“อืมม...ครับแม่ ผมจะลองทำดูครับ” 

................................................... 
................................................... 

นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้นั่งคิดอะไรเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองโดยลำพัง นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ที่เวลานี้ มันแสนจะเลือนรางไปจากความทรงจำส่วนลึก 

ผมแทบจะไม่ได้ใช้เวลาครุ่นคิดกับเรื่องส่วนตัวอย่างนี้เลย 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมกลับบ้าน 

นานมากแล้วอีกเช่นกัน ที่ผมไม่ได้เดินทางกลับมาบ้านเกิด 

ทั้งที่ถ้าวัดระยะทางจากเมืองหลวง ก็เพียงแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร และใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเศษ ๆ เท่านั้น 

วันนี้ ผมเดินทางกลับบ้าน และเป็นการกลับมาอย่างไม่มีเหตุผลอะไรมากมาย 

นอกเสียจากความเหนื่อยล้า ต่อหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวที่วนเวียนอยู่กับวันและคืนที่จำเจ 

ผมได้พบกับหญิงชราตรงหน้า ที่เหมือนกับคนแปลกหน้า ในวูบแรกที่ได้เห็น 

แต่หญิงชราตรงหน้า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น 

หญิงชราร่างเล็กหลังค้อม เดินงก ๆ เงิ่น ๆ เชื่องช้า เข้ามาหาผม พร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ดึงริ้วรอยบนใบหน้าให้ยับย่นไม่รู้กี่เส้นต่อกี่เส้น 

ผมไม่รู้ตัวว่า น้ำตามันไหลออกมาจากสองตาได้อย่างไร 

เพราะทันทีที่ผมรู้สึกตัว ผมก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของหญิงชราตรงหน้า ซุกใบหน้าหยาบกร้าน และหนวดเคราสาก ๆ เข้ากับอกอย่างไม่อายแก่สายตาของใครทั้งสิ้น 

มืออันสั่นเทาทั้งคู่ของหญิงชรา โอบร่างสูงใหญ่ไว้หลวม ๆ พร้อมกับตบฝ่ามือเบา ๆ ที่หลังและไหล่ 

ไม่รู้สิ ผมกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก 

แม่ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ยิ้มกว้าง แล้วก็ขยับตัวผมให้ห่างออกมา เพื่อจะเพ่งสายตามองลูกชายใกล้ ๆ ขณะที่มืออันสั่นเทา ค่อย ๆ เอื้อมปาดเช็ดน้ำตาเบา ๆ 

“ผมกลับบ้านแล้วครับแม่” 

“จ๊ะ” 

................................................... 
................................................... 

แม่ไม่ได้ถามอะไรผมเลยสักคำ ที่แม่ทำคือ หาข้าวหาปลาให้ผมกิน แล้วก็นั่งดูผมกินข้าวอย่างมีความสุข 

เหมือนว่า ผมมีเรื่องมากมายอยากจะเล่าให้แม่ฟัง 

แต่ผมไม่รู้ว่า ควรจะเล่าเรื่องราวมากมายที่ว่านั้นอย่างไร และไม่รู้ว่า ควรจะเริ่มต้นที่ตรงไหน 

แม่ยังนั่งมอง แล้วก็ยิ้มอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย 

แม่รอจนผมกินเสร็จเรียบร้อย ก็ลุกขึ้นเดินมาหยิบถ้วยชามจะเอาไปเก็บในครัว เมื่อผมลุกขึ้นจะเข้าไปช่วย แม่โบกมือวุ่นวาย แล้วก็ดุว่าให้นั่งอยู่เฉย ๆ 

หญิงชราร่างเล็กหลังค้อมตรงหน้า แก่ตัวลงไปมาก 

แม่ดูงก ๆ เงิ่น ๆ แต่ก็ยังจัดการกับเรื่องตรงหน้าได้อย่างเรียบร้อย 

นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้นั่งคิดอะไรเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองโดยลำพัง นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ที่เวลานี้ มันแสนจะเลือนรางไปจากความทรงจำส่วนลึก 

ผมแทบจะไม่ได้ใช้เวลาครุ่นคิดกับเรื่องส่วนตัวอย่างนี้เลย 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมกลับบ้าน 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมอยู่กับหญิงชราร่างเล็กหลังค้อม ที่ทำอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ตรงหน้า 

................................................... 
................................................... 

ผมใช้เวลาเกือบทั้งหมดของชีวิตช่วงหลังอยู่ที่เมืองหลวง หลังการเดินทางจากบ้านเกิด เพื่อมาศึกษาต่อ กระทั่งเรียนจบและเข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง 

จากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง และอีกที่หนึ่งไม่รู้อีกกี่ที่ 

ผมเป็น “มนุษย์เงินเดือน” เหมือนกับอีกหลาย ๆ คนที่เป็น “มนุษย์เงินเดือน” 

ผมเป็นเหมือน ๆ กับอีกหลาย ๆ คน และก็ใช้ชีวิตไม่ต่างกับอีกหลาย ๆ คน 

ชีวิตเดือนต่อเดือน ชีวิตผ่อนส่ง ชีวิตที่ยืมเอาอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน โดยจงใจหลงลืมอดีตที่ผ่านพ้น 

เงินเดือนก็แค่เงินผ่านบัญชี เป็นตัวเลขในวันสิ้นเดือน และหมดไปในวันสิ้นเดือน 

เงินเดือนก็แค่ตัวเลขและตัวเงินในปัจจุบัน เพื่อชดใช้ให้กับการใช้ไปอดีต แล้วก็หยิบยืมเอาเงินในอนาคตจากใครต่อใครมากมาย เพื่อมาใช้ไปในปัจจุบัน 

ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีเครดิต และก็ใช้จ่ายชีวิต ผ่านเครดิตที่ใครต่อใครสมมุติให้มีและให้ใช้ 

ทั้งหมดคือชีวิตปัจจุบัน และทั้งหมดก็คือชีวิตร่วมสมัย 

ผมเป็นเช่นนี้ เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คนที่เป็นเช่นนี้ 

ได้มาแล้วก็หมดไป และแม้จะยังไม่ได้มา ก็พร้อมจะหมดไป 

................................................... 
................................................... 

นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้นั่งคิดอะไรเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองโดยลำพัง นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ที่เวลานี้ มันแสนจะเลือนรางไปจากความทรงจำส่วนลึก 

ผมแทบจะไม่ได้ใช้เวลาครุ่นคิดกับเรื่องส่วนตัวอย่างนี้เลย 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมกลับบ้าน 

ผมรู้สึกได้ เมื่อมืออันสั่นเทาทั้งคู่ของหญิงชราร่างเล็กหลังค้อม บรรจงห่มผ้าห่มผืนบางคลุมลงบนร่างของลูกชายเบา ๆ 

มืออันสั่นเทาทั้งคู่ของหญิงชราร่างเล็กหลังค้อม หยุดนิ่งลงครู่หนึ่ง เมื่อผมแกล้งขยับพลิกตัว 

แต่ก็เพียงครู่เดียว เมื่อผมอยู่นิ่ง ผ้าห่มผืนบางก็ถูกลากขึ้นจนคลุมได้ทั้งตัว 

ในความมืด คล้ายกับว่า ผมได้เห็นรอยยิ้มกว้าง 

ผมยิ้มตอบ ก่อนจะหลับไปอย่างไม่รู้ตัว... 

“เงินที่แม่ให้วันละ 20 บาท แม่อยากให้ลูกแบ่งออกเป็น 4 กอง จะได้ไหมจ๊ะ” 

“ทำไมเหรอแม่ ทำไมต้องแบ่งด้วยครับ” 

“เอาน่า ไว้ลูกโตขึ้น ก็จะรู้เองแหละ” 

“แล้วแบ่งยังไงล่ะครับแม่” 

“ก็แบ่งออกเป็น 4 กองเท่า ๆ กัน 20 บาทก็กองละ 5 บาท 2 กองแรกลูกก็เอาไว้ใช้ เอาไว้ซื้อขนมกิน ส่วนกองที่ 3 ก็สำรองเผื่อเอาไว้ ถ้า 2 กองแรกไม่พอใช้ ก็มาใช้กองที่ 3” 

“แล้วกองที่ 4 ล่ะครับแม่” 

“เก็บไว้จ๊ะ หยอดกระปุกไว้” 

“เก็บไว้ทำไมครับแม่” 

“เก็บไว้เวลาจำเป็นไงจ๊ะ แล้วก็เก็บสะสมไว้ เผื่อว่าลูกอยากได้ของอะไรเป็นพิเศษไง” 

“อ๋อครับ” 

“ลูกทำได้ใช่ไหมจ๊ะ” 

“อืมม...ครับแม่ ผมจะลองทำดูครับ” 

แสงสีทองอ่อนโยน มาพร้อมกับสายลมบาง ๆ ลอดช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สองบานตรงหัวเตียงเข้ามาทักทาย ผมหยีตาทั้งคู่ขึ้นมองช้า ๆ 

มีเงาตะคุ่มปลายเตียงยืนมองอยู่ ผมเผลอขยี้ตาเล็ก ๆ ด้วยความไม่แน่ใจ 

หญิงชราร่างเล็กหลังค้อม ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่น ยืนยิ้มกว้างอย่างอบอุ่น 

“แม่ครับ เมื่อคืนผมฝัน” 

“จ๊ะ” 

“ผมฝันถึงเรื่องที่แม่สอนตอนเด็ก ๆ” 

“จ๊ะ” 

“อืมม... แม่ครับ หรือว่าผมไม่ได้ฝัน ผมจำได้แม่นเลยนะครับ” 

หญิงชราร่างเล็กหลังค้อมไม่ตอบอะไร ได้แต่ยิ้มกว้างให้ พร้อมกับเดินเข้ามาหาช้า ๆ 

มืออันสั่นเทาทั้งคู่ของแม่ ถือของอะไรบางอย่างไว้ในมือ และก็เหมือนกับว่า ของในมือจะหนักเอาการอยู่ไม่น้อย 

แม่ยื่นของในมือส่งให้ ผมรับมาถือไว้อย่างงง ๆ 

“อะไรครับแม่” 

“กระปุกของลูกไงจ๊ะ” 

“กระปุก ?” 

“ใช่จ๊ะ กระปุกออมสิน จำได้ไหมจ๊ะ ที่ตอนเด็ก ๆ ลูกหยอดเงินเก็บเอาไว้ทุกวันไง” 

“ของผมเหรอครับ ?” 

“จ๊ะ ของลูก แม่เก็บเอาไว้ให้ ยังมีอยู่ข้างนอกอีกหลายอันเลยจ๊ะ” 

“แม่ครับ...” 

“อะไรจ๊ะ” 

“เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับแม่” 

................................................... 
................................................... 

นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้นั่งคิดอะไรเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองโดยลำพัง นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก ที่เวลานี้ มันแสนจะเลือนรางไปจากความทรงจำส่วนลึก 

ผมแทบจะไม่ได้ใช้เวลาครุ่นคิดกับเรื่องส่วนตัวอย่างนี้เลย 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมกลับบ้าน 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่หญิงชราร่างเล็กหลังค้อมตรงหน้า ยื่นกระปุกออมสินใบเล็ก ๆ หลายใบ ที่ในนั้นมีเงินเหรียญอัดแน่นเต็มไปหมดให้กับผม 

ผมนึกถึงคำสอนของแม่ ผมนึกถึง “เงิน 4 กอง” ที่แม่เคยถามผมตอนเด็ก ๆ ว่า ทำได้ไหม 

ผมยังจำได้ถึงคำถามที่ผมเคยถามแม่ว่า แบ่งเงิน 4 กองไปทำไม 

และผมก็ยังจำคำตอบที่แม่บอกว่า โตขึ้นก็จะรู้เอง  

ผมไม่เพียงไม่เคยรู้ ไม่เพียงไม่เคยคิดที่จะรู้ และไม่เพียงไม่เคยคิดที่จะทำ ตามคำสัญญาที่ผมให้ไว้กับแม่ แต่ผมยังจงใจที่จะลืมเลือนสิ่งที่แม่สอนอีกด้วย 

นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้นั่งคิดอะไรเงียบ ๆ อยู่กับตัวเองโดยลำพัง นานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องราวในวัยเด็ก 

ผมแทบจะไม่ได้ใช้เวลาครุ่นคิดกับเรื่องส่วนตัวอย่างนี้เลย 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมกลับบ้าน 

จนกระทั่งวันนี้ วันที่หญิงชราร่างเล็กหลังค้อมตรงหน้า ยื่นกระปุกออมสินใบเล็ก ๆ หลายใบ ที่ในนั้นมีเงินเหรียญอัดแน่นเต็มไปหมดให้กับผม 

เวลานี้ความทรงจำส่วนลึกในวัยเยาว์ ชัดเจนเหลือเกิน 

ผมยิ้ม และผมก็นึกถึงรอยยิ้มกว้างอย่างอบอุ่นของแม่ ที่มีให้กับลูกทั้งชีวิตของแม่ 

แม่ครับ... ผมโตแล้วครับ... และผมก็รู้คำตอบแล้วครับแม่... 

//................................. 

หมายเหตุ : ตีพิมพ์ครั้งแรก จุดประกายวรรณกรรม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔  

โดย naitiwa

 

กลับไปที่ www.oknation.net