วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Marsi, Princess ไกลบ้าน


หากมีโอกาสเดินเที่ยวมิวเซียมในฝรั่งเศส อย่างเช่น Jardins du Palais Royal ที่ Paris ขอแนะให้ลองมองหาภาพเขียนผลงานของ ‘Marsi’

 

 

หลายประเทศในยุโรปเป็นแหล่งกำเนิดของงานศิลปะหลายแขนง และผลิตผู้สร้างงานศิลปะที่โด่งดังไว้ให้โลกอีกจำนวนมาก ในท่ามกลาง European Artists เหล่านั้น ‘Princess Marsi’ ทรงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการศิลปะยุโรป  

Princess Marsi ใช้เวลาส่วนใหญ่ประทับอยู่ในยุโรป และทรงใช้เวลากว่า 40 ปี ในการวาดภาพ มีการจัดแสดงผลงานมาหลายครั้งในประเทศฝรั่งเศส ในสไตล์การวาดที่ชัดเจนแบบ Surrealism และได้รับความสนใจจากผู้รู้และรับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์งานศิลปะในยุโรปอยู่มาก ในขณะที่เมืองไทยมีการแสดงภาพเขียนของท่านเพียงน้อยครั้ง

ความ Grand ในผลงานศิลปะงดงามเหล่านี้ ต่างกับเบื้องหลังของผู้สร้างสรรค์ คือ Princess Marsi ที่มีพระวรกายบอบบางนิดเดียว ทรงดำเนินชีวิตเรียบง่าย ผลิตงานศิลปะที่ทรงรักจากตำหนักเล็กๆ ท่ามกลางธรรมชาติงดงามในชนบทของฝรั่งเศส แวดล้อมไปด้วยสรรพสิ่งที่ทรงโปรดทั้งสัตว์เลี้ยง และสัตว์ต่างๆ ที่ล้วนเป็นปัจจัยให้ทรงสร้างงานได้ไร้ข้อจำกัด

‘ตัวตน’ หรือพระองค์ของ Princess Marsi ที่อาจจะคุ้นกว่า ในพระนาม หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธ์ บริพัตร ในวันนี้กำลังจะมีพระชนมายุครบ 80 ก็เปี่ยมด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจ

 

หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นพระธิดาพระองค์เดียวของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต ผู้ทรงเป็นเจ้าของวังสวนผักกาด ที่ถนนศรีอยุธยา และหม่อมราชวงศ์พันธ์ทิพย์ บริพัตร (สกุลเดิม เทวกุล)

Princess Marsi หรือ ท่านหญิงมารศีประสูติเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ณ วังบางขุนพรหม ซึ่งขณะนั้นเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต – ทูลกระหม่อมปู่ ของท่านหญิงมารศี   

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย พ.ศ. 2475 ท่านหญิงมารศีได้ตามเสด็จทูลกระหม่อมบริพัตรฯ หม่อมเจ้าประสงค์สม พระบิดาและมารดา รวมทั้งท่านพระองค์หญิงห้าพระองค์ที่เป็นน้องของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร ไปประทับที่เมืองบันดุง ชวา

การเสด็จไปประทับที่ชวาของราชสกุลบริพัตรในครั้งนั้น เกิดข้อยืนยันประการหนึ่งในเรื่องของพรสวรรค์ทางด้านภาษาที่ปรากฏชัดใน ‘ท่านพระองค์หญิง’ พระราชธิดาของทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทุกพระองค์ ที่ทรงได้รับการศึกษาเป็นการภายในจากวังบางขุนพรหม แต่สามารถรับสั่งได้หลายภาษาโดยไม่เคยเข้าเรียนที่สถานศึกษาใดๆ เลย เมื่อประทับอยู่ที่ชวา นอกจากจะทรงเข้าใจบาฮาซา แล้วก็ยังทรงศึกษาไปถึงภาษา Dutch ที่เข้ามามีบทบาทอยู่มากในชวาสมัยนั้น

เรื่องนี้จึงเป็นเหตุให้เข้าใจได้ไม่ยาก เมื่อปรากฏในภายหลังว่าท่านหญิงมารศีทรงชำนาญในการใช้หลายภาษา

 

หลังจากที่ชวา ท่านหญิงมารศีได้ตามเสด็จพระบิดาและมารดาไปประเทศอังกฤษ ก่อนที่จะกลับมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนมาแตร์เดอี เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ย้ายไปประทับที่ตำหนักบ้านบ่อจืด หัวหิน ซึ่งเป็นที่ที่ท่านหญิงได้ใช้เวลาสนุกสนานและเป็น ‘บ้าน’ ที่ทรงรักและผูกพันธ์มาก ที่หัวหิน ท่านหญิงมารศีเสด็จไปโรงเรียนซึ่งอยู่บริเวณพระราชวังไกลกังวล โดยทรงจักรยานไปเองทุกวัน จนสงครามเลิก ก็เสด็จกลับมาเข้าโรงเรียนมาแตร์ต่อจนจบ

หลังจากนั้น ท่านหญิงมารศีได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และสเปน โดยได้ทรงศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกจากทั้งฝรั่งเศส (Docteur ès Lettres in Literature, University of Paris) และสเปน (Doctorate degree in Art History, University of Madrid) โดยท่านหญิงมารศีได้ทรงสอนหนังสือต่อที่มหาวิทยาลัยมาดริดด้วย เมื่อคราวที่เสด็จมาประทับอยู่ที่เมืองไทยก็ทรงไปเป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่พักหนึ่ง

ความสนใจของท่านหญิงมารศีในแขนงของศิลปะ จะว่าไปแล้วเป็นเสมือนการสืบทอดทางสายพระโลหิตจากทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ซึ่งมีพระปรีชาสามารถเป็นเอกในการดนตรี และทรงเป็นผู้ประดิษฐ์ซอสามสายขึ้นมาเป็นสมบัติของดนตรีไทย

วันหนึ่งเมื่อมีพระชนมายุถึง 30 แล้ว ท่านหญิงมารศีจึงเกิดความสนใจเรื่องการเขียนภาพอย่างจริงจัง ถึงขนาดที่ว่าทรงเลิกสอนหนังสือ และทรงเริ่มศึกษาด้วยพระองค์เองจากผลงานของอาร์ทิสที่โด่งดังทั้งหลาย ค่อยๆ เรียนรู้ และพัฒนาขึ้นมาเรื่อยโดยได้รับคำแนะนำจากเพื่อนอาร์ทิสด้วย จนสามารถมีการแสดงผลงานของพระองค์เดี่ยวและร่วมกับอีกหลายกลุ่มอาร์ทิสชาวฝรั่งเศส

ในช่วง พ.ศ. 2507 – 2515 นั้นทรงมีผลงานแสดงอย่างสม่ำเสมอที่ Salon Comparisons, Musée de l’ Art Moderne ที่ Paris จากนั้นก็ทรงขยายการจัดแสดงภาพเขียนไปถึงแถบตอนใต้ของฝรั่งเศสและ Monaco

ท่านหญิงมารศีเคยประทับอยู่หลายที่ในยุโรป ทั้งที่ Madrid, Spain และ Paris จนที่สุดเมื่อได้เสด็จไป Nice (นีซ) ทรงไปพบและประทับใจกับหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ Annot (อัน-นท) ซึ่งอยู่บริเวณภูเขา Alpes de Haute Province

ความสวยงามของภูมิประเทศแถบนั้นดึงดูดใจจนกระทั่งท่านหญิงมารศีทรงซื้อที่ดินบริเวณนั้น เกิดเป็นพระตำหนักที่ประทับชื่อ Vellara ตั้งแต่ พ.ศ.2513

หากจะเปรียบสถานที่ประสูติของท่านหญิงมารศี ที่คณะราษฎร์ฯ ยึดไปเป็นของรัฐจนกลายมาเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันนี้ Vellara แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 

 

แรกเริ่มของพระตำหนัก Vellara นั้น เป็นบ้านที่ท่านหญิงมารศีทรงซื้อจากคนเลี้ยงแกะในหมู่บ้านชื่อ Vellara ที่อยู่ติดกันกับ Annot ลักษณะตัวบ้านไต่ขึ้นไปบนเนิน ส่วนที่ลดระดับลงมาเป็นแม่น้ำ Vaire ตัวบ้านรับแดดยามเช้า เป็นบรรยากาศงดงามเหมาะกับการสร้างสรรค์งานวิจิตร

ท่านหญิงมารศีปรับปรุงตัวบ้าน และสร้างสตูดิโอวาดภาพต่อเติมในจุดที่สูงที่สุดของบ้าน เพื่อประโยชน์ในการรับแสงแดดอย่างเต็มที่ – ปัจจัยสำคัญในการทำงาน เพราะแสงธรรมชาติในเวลากลางวันผันแปรไปตามฤดูกาล

นอกจากนั้นแล้ว สิ่งแวดล้อมของพระตำหนัก Vellara มีเพียงความใกล้ชิดกับธรรมชาติ และห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุที่ไม่จำเป็นอีกมาก ต้นไม้ใบหญ้า ดอกไม้ต่างสี ต่างพันธ์ที่ท่านหญิงมารศีเลือกมาผสมปนเปในสวน ชูช่อและเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล สัตว์เลี้ยงนานาชนิด ทั้งหมา แมว และนก อยู่ร่วมกันได้ปรองดอง โดยเฉพาะนกซึ่งสามารถบินได้อย่างอิสระในห้องสตูดิโอที่ทรงงาน

อีกสิ่งสำคัญสำหรับท่านหญิงมารศีในขณะทรงงาน คือ ดนตรี ทรงโปรดการฟัง Classical Music ไปด้วย

ณ พระตำหนักเล็กๆ อิงธรรมชาตินี้เอง ที่ท่านหญิงมารศีทรงผลิตงานศิลปะส่วนใหญ่ ที่ทำให้ชื่อของ Princess Marsi เป็นที่รู้จักในยุโรป

ท่านหญิงมารศีได้พบกับ Michel Steve สถาปนิก ที่จบปริญญาเอกทางด้าน History of Art (University of Paris, Sorbonne) และเป็นนักวิจารณ์งานศิลปะผู้ซึ่งชื่นชมผลงานของท่านหญิงมารศีเป็นอย่างมาก ในภายหลัง เมื่อท่านหญิงได้สนิทสนมกับ Michel และ Marie-Hélène Steve จึงได้โปรดให้ Michel Steve ทำบันทึกรายการภาพเขียนของท่านพร้อมคำอธิบายเพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาแก่เยาวชนรุ่นหลัง

ผลงานของท่านหญิงมารศีเกือบทั้งหมดจึงถูกรวบรวมไว้ โดยมีรายละเอียดที่ Michel Steve อธิบายไว้ในต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส ทั้งที่มา การตีความ ลำดับความคิดในมุมมองที่ท่านหญิงมารศีทรงเลือก ‘วัตถุ’ ต้นแบบต่างๆ ซึ่งไม่พ้นส่วนของความรักใคร่ที่ทรงมีต่อสัตว์เลี้ยงและธรรมชาติ

 

เมื่อ พ.ศ. 2547 ท่านหญิงมารศีประชวรจากอาการเส้นโลหิตในสมองแตกเฉียบพลัน ทำให้ไม่ทรงสามารถวาดภาพได้อีกต่อไป จึงมีพระประสงค์ให้นำภาพเขียนทั้งหมดที่เหลืออยู่กลับเมืองไทย เพื่อหาที่เก็บรักษาในสภาพที่ดีกว่าพระตำหนักVellara ที่ในเวลาฤดูหนาว อากาศจะหนาวจัด หิมะตก และเพื่อหาโอกาสในการนำภาพเหล่านี้มาจัดแสดงให้คนไทยได้มีโอกาสเห็นและศึกษา

การจัดแสดงภาพเขียนของท่านหญิงมารศีเกิดขึ้นไปแล้ว เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2553 ในประเทศไทย โดย Marsi Foundation ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลภาพเขียนทั้งหมดของท่านหญิงมารศี และเพื่อส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะและศิลปินรุ่นเยาว์ รวมถึงกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จุดประกายให้งานของท่านหญิงมารศีเสมอมา

ภาพเขียนของท่านหญิงมารศี เป็นงานศิลปะที่น่าสนใจด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีฐานันดรศักดิ์ของท่านหญิงมาจูงใจ และเป็นผลงานของผู้ที่ทรงเริ่มจากการศึกษาด้วยตนเองเมื่อเจริญพระชนมายุแล้ว

ที่สำคัญ เมื่อภาพเขียนเหล่านี้ได้เฉิดฉายอย่างสง่างามในยุโรปแล้ว การเดินทางกลับ ‘บ้าน’ ที่เมืองไทย จึงน่าจะนับได้ว่าเป็น National Treasure ที่น่าสนใจและควรค่าแก่ยกย่อง

แทนองค์ Princess Marsi ผู้ซึ่งยังประทับอยู่แดนไกล ณ พระตำหนัก Vellara...

…………………………………………….

หมายเหตุ

1.     หนังสือ ‘Marsi’ มีการจัดพิมพ์ขึ้นโดย Marsi Foundation ในภาษาไทย และภาษาอังกฤษแล้ว (ISBN: 978 974 401 140 4) โดยแปลจากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสของ Michel Steve คาดว่าน่าจะหาได้จาก Asia Books ในเร็วๆ นี้  

2.     ขอละคำอธิบายรายละเอียดภาพซึ่งค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือ (ซึ่งน่าสนใจมาก)

3.     ข้อมูลพระประวัติ และรูปภาพเขียน ของท่านหญิงมารศี มาจากหนังสือ Marsi และตามที่ระบุแต่ละภาพ

4.     บทความชิ้นนี้ ขอค้านบทสัมภาษณ์ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ในนิตยสารแพรว เดือนตุลาคม (คาดว่า พ.ศ.๒๕๕๓) ในหัวข้อเรื่อง “ราชสกุลผู้สืบทอดพระราชปณิธานรัชกาลที่ ๕” ที่ไม่ทราบว่าเกิดการผิดพลาด/ขาดการตรวจสอบข้อมูลจากส่วนใด จึงเกิดข้อความตอนหนึ่งว่า “...วังสวนผักกาดนี้แต่เดิมเป็นของเสด็จลุง (พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏพงศ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต) .....กับพระชายา คือ หม่อมราชวงศ์พันธ์ทิพย์ บริพัตร แต่เนื่องจากท่านทั้งสองไม่มีทายาท....”    

 

…………………………………………………..

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net