วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คูคับ...คำไหนถูกคับคู?


         
"เย็นนี้ไปกินหมูกะทะกันเหอะ..ตกลงนะ"
นี่เป็นประโยคชักชวนกึ่งบังคับแบบกลาย ๆ ของฉัน 
"ยังไม่แน่ใจค่ะ ต้องถามลูลู่ก่อน" และนี่ก็เป็นประโยคกึ่งรับกึ่งสู้ของครูปลาทู...
แต่ฉันก็ยังไม่ยอมแพ้ ด้วยว่ากลัวจะไม่ได้ไป ก็เลยพูดประโยคเด็ดโดนใจไปว่า "ไปเหอะ..ถือว่าเป็นการเลี้ยงฉลองวันเกิดให้กับครูติ๊ปด้วยไง และก็มีเด็ก ๆ ไปด้วยอีกหลายคนนะ นะ" 
พอได้ยินคำอ้อนแบบเนี่ยะ..มีรึครูปลาทูจะทนได้ ฮิ ฮิ และอีกสักประเดี๋ยวครูปลาทูก็เดินหน้าบานมาบอกประโยคที่ฉันอยากได้ยินเป็นที่สุดในยามนั้นว่า "ตกลงว่าไปค่ะ ครูกุ้นบอกเด็ก ๆ ให้เตรียมตัวเลย อีกสิบนาทีเจอกันที่รถนะคะ" เมื่อทุกอย่างพร้อมการเดินทางก็เริ่มขึ้น โดยที่เด็ก ๆ ได้เตรียมเสื่อและเสื้อกันหนาว เป็นอันเสร็จขั้นตอนการเตรียมตัว ราชรถที่ว่าเป็นของครูลูลู่ซึ่งเป็นแฟนของครูปลาทูอีกที ถึงจะไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่ แต่ก็เอาฟร่ะ ด้านเป็นได้อายเป็นอด (อันนี้แอบคิดเอาไว้ในใจเท่านั้นนะ) มิกล้าพูดออกมาให้ตอกย้ำตัวเอง ^_^

เมื่อทุกสิ่งอย่างพร้อม เป็นอันว่าการเดินทางไปกินหมูกะทะแบบเอิกเริกก็เริ่มต้นขึ้น  โดยที่เด็ก ๆ นั่งอยู่ที่ท้ายกะบะ ส่วนเหล่าครูทั้งหลายแหล่ นั่งหน้าสลอนกันข้างหน้า  เนื่องจากไม่ได้มีอาการแพ้แอร์แบบเด็ก ๆ (จะนับว่าเป็นข้อดีได้หรือเปล่านะ ยังสงสัย?) เอ๊ะ!! หรือว่าเด็ก ๆ จะเมาโค้งก็ม่ายรู้แฮ่ะ.. ติดไว้ก่อนก็แล้วกันค่ะ ถ้ามีเวลาจะพิสูจน์สมมุติฐานนี้ดูสักทีก็ดีเหมือนกัน  ไอ้เรื่องวิชาเกิน ๆ แบบเนี่ยะ ครูกุ้นชอบเป็นยิ่งนัก ฮ่าาาาาา

                           
การเดินทางระหว่างภูเขา ซึ่งก็หนีไม่พ้น 3 โค้งค่ะ โค้งที่ว่านี่ก็คือโค้งซ้าย,โค้งขวาและโค้งอันตราย


ด้วยว่าครูลูลู่ผู้ชำนาญทาง ใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีกับระยะทางกว่ายี่สิบกิโล ถ้าจะนับโค้งก็หลายโค้งอยู่หนา  แค่กระพริบตาก็มาถึงหน้าร้านหมูกะทะเจ้าประจำซะแล้ว... ร้านนี้อยู่หน้าโรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงพอดี  ที่เลือกร้านนี้ก็ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ถูกปาก ถูกใจ ถูกกะตังค์ และเหตุผลสุดท้ายก็คือ ถ้าใครกินเยอะจนถึงขั้นพุงแตก ก็ลากเข้าไปรักษาได้ทันที เพราะมีโรงพยาบาลอยู่ใกล้ ๆ เป็นอันว่าอุ่นใจ  เหตุผลเพียบซะขนาดนี้...ร้านนี้ก็เลยเป็นที่ถูกใจของพวกเรา
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมีการนับหัวกันเกิดขึ้น เพื่อจะได้ทำใจจ่ายกะตังค์          หนึ่ง สอง สาม สี่.... เบ็ดเสร็จ โอ้ยต๊ายตาย เพิ่งรู้นะเนี่ยะว่ามากันซะเยอะขนาดเนี่ยะ  ตั้งสิบคนเชียวนะ คนละ 59 บาท โอ้แม่เจ้า..ตั้ง 590 เชียว นี่ยังม่ายรวมค่าน้ำดื่มต่างหากนะเนี่ยะ  ไอ้ทีแรก..เราจะเป็นเจ้ามือสักหน่อย มากันซะเยอะขนาดเนี่ยะต้องรีบหาตัวช่วยซะแร้น...หันซ้าย หันขวา ก็ได้การหล่ะ ได้สบตากะครูติ๊บเจ้าของวันเกิด...มีคนช่วยหารแล้วเฟ้ย เย้ ๆๆๆ

อาหล่ะคราวนี้กิจกรรมการกินก็เกิดขึ้น .... บรรยากาศภายในร้านจากที่แรกสงบ ๆ มีแขกอยู่บางโต๊ะ  แต่พอพวกเรามาเท่านั้นแหล่ะบรรยากาศสงบก็เปลี่ยนไป กลายเป็นสมรภูมิรบไปโดยปริยาย  เพราะเด็กแต่ละคนรู้หน้าที่เป็นอย่างดี  เริ่มจากเดินกันให้ขวักไขว่...เดี๋ยวคนโน้นหยิบจาน เดี๋ยวคนนี้หยิบหมูหมัก หยิบถ้วยน้ำจิ้ม หยิบผัก หยิบโน้น หยิบนี่.... เห้อ..แค่มองตามก็ทำให้เกิดอาการตาลายคล้ายจะเป็นลม  เมื่อทุกอย่างลงตัวการกินก็เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนแทบจะไม่รู้ตัวเลยก็ว่าได้
เสียงที่จอแจ เจี้ยวจ้าว ก็เงียบไป กลายเป็นเสียงเคี้ยวหมุบหมับ ทุกคนที่มาด้วยมีคุณสมบัติการกินไม่แพ้กันเลย  ทั้งกินเร็ว กินจุ เป็นคุณสมบัติติดตัวที่หาคนเปรียบได้ยาก ถ้ามีแข่งในระดับโอลิมปิค รับรองว่าได้เหรียญทองแน่ ๆ
 

ส่วนเหล่าครูนั้นก็มัวแต่เม้าท์กัน ไฟในกะทะก็กำลังแรง ทำให้หมูที่อยู่ในกะทะก็เป็นอันว่าไหม้ดำเกรียมเชียว  จำเป็นต้องคีบออกจากกะทะและวางที่ไว้บนจาน   สักพักก็ได้ยินเสียงลูกศิษย์ที่ชื่ออาจูมงถามว่า "คูคับ ทำไมคูไม่กินหมูไหม้ ๆ หล่ะคับ?"   เออเนอะ...ช่างเป็นคำถามที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ๆ เล้ย ลูกศิษย์เรา (แอบปลื้มอยู่ในใจ) เอาหล่ะ นี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะสวมวิญญาณครู  คิดได้ดังนั้น ฉันก็จัดแจงวางตะเกียบลง และพยายามอธิบายว่าการกินของปิ้งย่างที่สุก ๆ ดิบ ๆ หรือว่าที่ไหม้จนเกรียมดำปี๋นั้นไม่ดีต่อร่างกาย เพราะอาจจะทำให้เป็นโรคมะเร็งได้  เจ้าอาจูมงผู้ยิงคำถามเมื่อได้ฟังคำตอบก็ทำท่าเป็นเข้าใจ มีการพยักหน้าหงึก ๆ หงัก ๆ ประกอบด้วย  จากนั้นก็หันไปบอกกับเพื่อน ๆ ด้วยเสียงดังฟังชัดว่า
"อ๋อ...ที่พวกคูเค้าไม่กินหมูไหม้ ๆ ก็เพราะว่ากัวเป็นมะเร็น เข้าใจป่ะ?" พออาจูมงพูดจบประโยคปุ๊บ ด้วยความที่ฉันเป็นครูสอนภาษาไทยก็อดไม่ได้ที่จะแก้ไขคำพูด
"ไหนลองพูดใหม่ซิจ๊ะ มะเร็งจ๊ะ ไม่ใช่ มะเร็น"
อาจูมงก็แสนดี พยายามออกเสียงพูดคำนี้ แต่พูดเท่าไหร่ก็ไม่ชัดสักที กี่คำ ๆ ก็เป็นมะเร็นหมด
ส่วนพวกครูทั้งหลายก็ได้แต่นั่งอมยิ้ม บางคนก็พยายามกลั้นหัวเราะซะอย่างยากเย็น  ส่วนตัวฉันเองแล้วเป็นคนที่นิสัยไม่ดีเอามาก ๆ เลย เพราะเป็นคนที่หัวเราะเสียงดังอดที่จะขำกับความพยายามนี้ ก็ได้แต่นั่งหัวเราะกันแบบไม่มีการเกรงใจเด็กเอาซะเล้ย  มันหยุดไม่ได้จริง ๆ หง่ะ ไอ้ที่หัวเราะเนี่ยะไม่ใช่ว่าจะหัวเราะเยาะเด็กหรอกนะ  หัวเราะในความพยายามของเค้าที่พยายามพูดให้ชัดให้ได้ แต่จสุดท้ายเหล่าครูทั้งหลายก็ตบะแตก หัวเราะกันจนโต๊ะสั่น ทำให้เด็กขาดความมั่นใจเลยละความพยายาม และก็ทำหน้าเหรอหราใส่ มีคำถามในใบหน้ามากมาย

สุดท้ายเด็กก็เลยหันหน้ามาถามฉันตรง ๆ ว่า "คูคับ..คำไหนถูกคับคู?"

ขอขอบคุณรูปภาพที่บังอาจโหลดมาจากลุงกูเกิ้ลและรูปภาพที่ได้มาจากเหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ค่ะ


โดย KungDoi

 

กลับไปที่ www.oknation.net