วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Ireland หนึ่งก้าวเล็กๆ ที่โน้มเราเข้าใกล้…ได้สนิทใจ


Ireland ประเทศเล็กๆ ที่บางครั้งอยากจะเรียกตัวเองว่า Island จากทำเลที่ตั้งเป็นเกาะที่ถูกโอบไว้โดยมหาสมุทรแอทแลนทิก

 

ไอร์แลนด์อยู่ทางฝั่งซ้ายของเกรทบริเทน และไปมาหาสู่กันที่ Liverpool อย่างสนิทสนมจนแอบถือ Liverpool เป็นเมืองหลวงของตัวเอง เสน่ห์ของไอร์แลนด์ไม่ใช่เพียงแค่ภูมิประเทศเขียวขจีเหมือนสีประจำชาติ หรือความร่าเริงของดนตรีไอริช สิ่งสำคัญที่ทำให้ไอร์แลนด์น่าสนใจ คือผู้คน

 

คนไอริชร่ำรวยอารมณ์ขัน มีลักษณะประจำชาติที่ดูเรียบง่าย ซื่อ จิตวิญญาณทางศิลปะสูง และเป็นคนเดินทาง เราจึงพบคนไอริชไปตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วโลก ทั้งที่ในประเทศตัวเองมีกันอยู่เพียงไม่ถึงสี่ล้านห้าแสนคน 

 

 

คนไอริชดูอารมณ์ดี  ทั้งที่ชาติผ่านความลำบากถึงที่สุดมานับครั้งไม่ถ้วน ความยากจน ภาวะอดอยาก และการกดขี่ จากคนใกล้เคียงคืออังกฤษเสียส่วนมาก แม้ปัจจุบันคนไอริชจะสนิทสนมกับคนอังกฤษ แต่ความบาดหมางคาใจกันนั้นเป็นรอยลึกมาเนิ่นนาน

 

ศัตรูที่สำคัญของคนไอริชและเว้ลชที่พูดกันติดปากในกีฬารักบี้ว่า The old enemy จึงอยู่ไม่ไกลตัว...แค่อังกฤษนี่เอง หากใครชนะอังกฤษได้ ก็จะดีใจร่วมกันหมด

 

ไอร์แลนด์เป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษภายใต้ The Acts of Union 1800 ที่รวมไอร์แลนด์เข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2344

 

อันที่จริงแล้วกรณีพิพาทมีมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17-18 และมูลเหตุของความขัดแย้งก็มีเรื่องของศาสนามาเกี่ยวข้อง สาเหตุดั้งเดิมที่ก่อให้เกิดการสู้รบ และสงครามแม้ในยุคปัจจุบันนี้

 

ขอลำดับประวัติศาสตร์ให้พอเห็นความเป็นมา

 

ก่อนเข้าศตวรรษที่ 17 สเปนตั้งท่าจะมาตีอังกฤษ ตอนนั้นเป็นสมัย Elizabeth I ด้วยความที่ไอร์แลนด์เป็น Catholic ด้วยกันกับสเปนและมีแรงปะทุที่จะต่อต้านอังกฤษอยู่แล้ว ก็ชวนสเปนมาตั้งท่าที่ไอร์แลนด์ ศึกครั้งนั้นรู้จักกันว่า Spanish Armada ที่สุดท้ายสเปนแพ้ หมดสภาพของเจ้าสมุทรไป หลังจากนั้นหกปีไอร์แลนด์ก็มารบกับอังกฤษกลุ่มที่เข้ามาปกครองบางส่วนของไอร์แลนด์ ได้แรงสนับสนุนจาก Irish Catholic ที่ต่อต้าน Protestantism เกิดเป็น ‘Nine Years War’ ที่สเปนก็ส่งคนมาช่วยรบ

 

ไอร์แลนด์จบ ‘สงครามเก้าปี’ ด้วยความพ่ายแพ้ อังกฤษได้ทีออกกฎหมาย Penal Laws มาเป็นชุด เพื่อริดรอนอำนาจและบทบาทของไอริชที่เป็น Roman Catholic ตอนแรกพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษไม่ต้องการให้ใช้กฎหมายนี้ เพราะยังหวังพึ่งไอริชที่เป็น Roman Catholic ในการกำราบพวกต่อต้านที่หลงเหลือมาจากสงครามเก้าปี แต่ในที่สุด สถานการณ์ก็ผลักดันให้กฎหมายนี้ถูกนำมาบังคับใช้ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคของ Cromwell ซึ่งเป็น Protestant อย่างรุนแรง

 

พออังกฤษเข้าสู่ยุค Victorian Era และยุคอุตสาหกรรม มีความเจริญเติบโตทุกด้าน แต่ไอร์แลนด์ไม่สามารถขยับตามได้ทัน ทั้งที่ Penal Laws ที่โหดร้ายถูกยกเลิกไปหลายสิบปีก่อนหน้าแล้ว

 

ความโหดของกฎหมายที่ว่า กีดกันไอริชที่เป็น Catholic ไว้ลึกล้ำ ตั้งแต่การห้ามถือครองและเช่าช่วงที่ดิน ห้ามเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง ห้ามประกอบสัมมาอาชีพ ห้ามเรียนหนังสือ ... คือห้ามทุกสิ่งที่ทำให้ชีวิตเจริญ

 

พอเข้าปี พ.ศ. 2388 เคราะห์กระหน่ำไอร์แลนด์ด้วยวิกฤติการณ์อดอยาก (Famine) ครั้งใหญ่ ไอร์แลนด์ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร จากโรคติดต่อในมันฝรั่ง ซึ่งเป็นอาหารหลักของชนในชาติ ความอดอยากที่มาซ้ำเติมความยากจนและการไม่มีงานทำเป็นเวลาถึงเจ็ดปีเต็ม ส่งผลต่อความเจริญของชนชาติทุกด้าน

 

จำนวนประชากรที่คาดว่าจะมีในช่วงเวลานั้นคือเกือบเก้าล้านคน เมื่อทำการสำมะโนประชากรปี พ.ศ. 2394 ลดลงเหลือหกล้านห้าแสน ประเมินกันว่าจำนวนหนึ่งล้านถึงหนึ่งล้านห้าแสนคนเสียชีวิตจากการขาดอาหารและโรคภัย ในขณะที่อีกประมาณหนึ่งล้านกว่าอพยพหนีตายออกนอกประเทศ

 

 

พอถึงปี พ.ศ. 2397 จำนวนคนอพยพออกไปมีถึงประมาณสองล้าน จุดหมายปลายทาง คือเมืองท่าไหนก็ตามที่เรือเดินไปถึง ที่ไปกันเยอะก็คือ New World หรือประเทศใหม่อย่างอเมริกา จึงเกิดการตั้งรกรากของคนไอริชที่ Boston, Massachusetts (ตอนนั้น 1/4ของประชาชนเป็นไอริช) New York City, Philadelphia (Pennsylvania) และ Baltimore (Maryland)

 

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอเมริกันเชื้อสายไอริชมีอยู่มากมายแม้กระทั่งตระกูล Kennedy และเงินสนับสนุนสู่ขบวนการ IRA (Irish Republican Army) ก็มาจากอเมริกาเสียมาก

 

ความขัดแย้งของไอร์แลนด์และอังกฤษกรุ่นอยู่เรื่อยมาตั้งแต่ยุคอดอยาก จนอีกกว่าครึ่งศตวรรษไอร์แลนด์จึงประกาศตัวเป็นอิสรภาพได้ใน พ.ศ. 2462 และเกิดเป็น Free State of Ireland เต็มตัวเมื่อปลาย พ.ศ. 2465 โดย Northern Ireland ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเกรทบริเทน

 

ในขบวนการต่อสู้นั้น มีหลายเหตุการณ์ที่ปะทะนองเลือดและสูญเสียชีวิตกันทั้งสองฝ่าย สองครั้งที่สำคัญ อยู่ระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อของการประกาศอิสรภาพ เรียกเหตุการณ์ว่า Easter Rising ในปี พ.ศ. 2459 และ Bloody Sunday ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2463

 

 

Bloody Sunday นั้น เป็นเหตุการณ์ที่กระทบใจคนถึงปัจจุบันนี้ เพราะเกิดขึ้นที่ Croke Park ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของชาติ และเป็นศูนย์กลางของ Gaelic sports (กีฬาประจำชาติไอร์แลนด์ คือ Gaelic Football ที่มีกติกาของตนเอง และ Hurling) ในวันนั้นเป็นเกมระหว่าง Dublin และ Tipperary ฝ่ายอังกฤษบุกเข้าไปกราดยิงผู้คนเสียชีวิตไปทั้งหมด 14 คน เป็นการตอบโต้ที่เจ้าหน้าที่อังกฤษถูกฆ่าตายไปเหมือนกันในวันเดียวกันนั้นเอง

 

ที่ Croke Park หนึ่งในผู้เสียชีวิต คือกัปตันทีม Tipperary ชื่อ Michael Hogan ภายหลังจึงมีอัฒจรรย์ชื่อ Hogan ไว้เป็นที่ระลึกถึง

 

เมื่อถึง พ.ศ. 2550 เป็นครั้งแรกที่ทีมรักบี้อังกฤษ จะเดินทางมาแข่งกับไอร์แลนด์ เกิดกระแสวิจารณ์และต่อต้านในวงกว้าง เพราะจะเป็นครั้งแรกด้วยที่เพลงชาติอังกฤษจะถูกนำมาร้องที่สนามนี้ ในวันนั้นเหตุการณ์ตึงเครียด มีการเตรียมการรักษาความปลอดภัยเต็มที่ แต่ก็ผ่านไปด้วยดี ไอริชให้เกียรติ God Save The Queen เพลงชาติของอังกฤษด้วยความสงบ แล้วไปเอาชนะในเกมจนอังกฤษแพ้หลุดรุ่ย

 

การต่อสู้ที่ยาวนานของคนไอริช สูญเสียชีวิตไปมากมายเพื่อแลกกับอิสรภาพของชาติ บริเวณพื้นที่แห่งการต่อสู้ของช่วงปีเหล่านั้นโดยเฉพาะคราว Easter Rising จึงถูกจัดสร้างขึ้นมาเป็นอนุสรณ์สถาน เรียกว่า Garden of Remembrance

 

สำหรับอีกฟากของ Irish sea ย้อนกลับไปหนึ่งร้อยปีพอดี การเสด็จเยือนไอร์แลนด์ของ George V ใน พ.ศ. 2454 เป็นครั้งสุดท้ายที่ราชวงศ์อังกฤษเยือนไอร์แลนด์ ทั้งที่การเสด็จเยือนครั้งนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น คนไอริชถวายการต้อนรับอย่างเต็มใจจน George V และ Queen Mary ทรงประทับใจ

 

ในรัชสมัยปัจจุบันของ Elizabeth II ทรงเสด็จเยือนนานาประเทศมาแล้วเป็นจำนวน 129 แห่งทั่วโลกยกเว้นไอร์แลนด์ การตอบรับคำเชิญเสด็จเยือนไอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ เป็นประเทศที่ 130 ของพระองค์ท่าน ตั้งแต่วันที่ 17 – 20 พฤษภาคม นี้ จึงเป็นก้าวสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์

 

การสำรวจของคนไอริชกว่า 40% ไม่ต้องการให้มีการเสด็จเยือนครั้งนี้

 

 

ประเด็นที่ไม่อยากเชิญเสด็จก็มีเรื่องการถวายความปลอดภัยซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก และรัฐบาลได้วางมาตรการเข้มงวดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่สิ่งที่ผู้คนรู้สึก คือ จะเป็นการเปิดแผลร้าวใจในสิ่งที่เคยถูกอังกฤษกระทำไว้เพื่ออะไรกัน แต่คนที่กราบบังคมทูลเชิญเสด็จ คือ ประธานาธิบดี Mary McAleese ของไอร์แลนด์ คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องล้างความรู้สึกเก่าและก้าวต่อไป

 

เดอะควีน ทรงตอบรับคำเชิญเสด็จไปทุกที่ ที่รัฐบาลไอร์แลนด์เสนอมา

 

 

แม้จะไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะสามารถตรัสขอโทษเรื่องราวในประวัติศาสตร์ได้เลย แต่พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติในระยะเวลาสี่วันนั้น จับใจคนไอริชอย่างยิ่ง

 

 

เดอะควีนทรงแสดงว่าตั้งพระทัยในการเสด็จเยือนครั้งนี้ แม้ในเรื่องปลีกย่อยอย่างฉลองพระองค์สีเขียวในวันแรก และฉลองพระองค์ในวันที่รัฐบาลถวายการเลี้ยงรับรอง ประดับประดาไปด้วย Shamrocks ที่ปักด้วยมือกว่า 2000 ชิ้น และเข็มกลัดคริสตัลรูป Harp (พิณ) สองสัญลักษณ์ของชาติไอร์แลนด์

 

 

ภาพการเสด็จวางพวงมาลาที่ Garden of Remembrance และการประทับนิ่งอยู่ที่ Hogan Stand ภายในสนามกีฬา Croke Park ช่วงหนึ่ง ทำให้ไอริชสูงวัยจำนวนมากน้ำตาซึม

 

การมีพระราชดำรัสในงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ ด้วยการกล่าวขึ้นต้นเป็นภาษาไอริช ทำให้แม้กระทั่ง President Mary McAleese อ้าปากค้างและออกอุทาน ‘Wow’ ถึงสองครั้ง Mark Simpson ผู้สื่อข่าวของ BBC ประจำไอร์แลนด์ สรุปไว้น่าฟังว่า พระราชดำรัสของเดอะควีน ไม่เพียงแต่เป็นสิ่งชะล้าง the ghosts of the past อดีตที่หลอนคนทั้งชาติเอาไว้ได้อย่างดี แต่ยังจะเป็น The Queen’s Speech ที่สำคัญยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของไอร์แลนด์

 

Pat O’Connell คนขายปลาในตลาดสดที่ Cork มีโอกาสสนทนากับเดอะควีนอยู่พักใหญ่ พูดประสาชาวบ้านไว้น่าฟังว่า การเสด็จเยือนของเดอะควีนครั้งนี้ประสบความสำเร็จมาก 99.99% ของคนไอริชตื่นเต้นอย่างที่สุด

 

O’Connell ตบท้ายสไตล์ไอริชว่า ‘The woman has just shown such dignity, such grace…’

 

ก้าวพระบาทที่เสด็จลงบนแผ่นดินไอร์แลนด์ในครั้งนี้ จึงดึงคนสองแผ่นดินเข้ามาใกล้กันได้สนิทใจอย่างแท้จริง ...