วันที่ พุธ กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยุทธการบ่อนทำลายราชตระกูล “นโรดม”


 กระแสข่าวที่ชาวกัมพูชาได้ให้ความสนใจมากที่สุดในเวลานี้ ก็คือข่าวคราวที่เกี่ยวกับการจับกุมเจ้าชายนโรดม จารุจักร (พระโอรสของ เจ้านโรดม จักรพงศ์) ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของ สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

                โดยการจับกุมเจ้าชายในราชตระกูลนโรดมในครั้งนี้ได้มีขึ้นที่ Apartment แห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ด้วยข้อหาซ่องสุมหรือร่วมกันตั้งแก๊งขึ้นมาเพื่อร่วมกันก่ออาชญากรรมในหลายรูปแบบและได้ร่วมกันก่ออาชญากรรมมาแล้วหลายครั้งหลายหนทั้งการปล้น-จี้-ชิงทรัพย์และการตีรันฟันแทงกับแก๊งคู่อริโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย

                พร้อมกันนี้ ตำรวจกองปราบปรามอาชญากรรมในกรุงพนมเปญยังได้แสดงหลักฐานหรือของกลางที่ยึดได้ในระหว่างการจับกุมเป็นดาบซามูไรจำนวน 5 เล่มพร้อมด้วยรถจักรยานยนต์ที่ขโมยมาอีก 2 คันโดยมีผู้ต้องหาร่วมแก๊งเดียวกันนี้ 9 คน ซึ่งรวมถึง เจ้าชายจารุจักร ผู้เป็นหัวหน้าแก๊งด้วย

                ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจฯเขมรยังได้ระบุด้วยว่าดาบซามูไรคือสัญลักษณ์ของแก๊งนี้และมีไว้เพื่อใช้ในการล้างแค้นและต่อสู้กับแก๊งคู่อริอีกด้วย

                อย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าตำรวจกองปราบฯเขมรได้ทำการจับกุม เจ้าชายจารุจักร และพวกอีก 8 คนในวันที่ 28 พฤษภาคม แต่ก็สามารถสรุปสำนวนคดีและส่งมอบสำนวนคดีให้กับอัยการเพื่อขอให้ดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 พฤษภาคมหรือหลังจากการจับกุมเพียง 3 วันเท่านั้น

                ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้หลายๆ ฝ่ายมองว่าการจับกุม เจ้าชายจารุจักร วัย 22 ปี (ผู้ซึ่งจบการศึกษาถึงระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์จากต่างประเทศ) ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบ่อนทำลายภาพพจน์ทางการเมืองของราชตระกูลนโรดม ในสายตาของประชาชนชาวกัมพูชาโดยตรง

                ทั้งนี้โดยถึงแม้ว่าพรรคฟุนซินเปกที่เคยอยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของ เจ้านโรดม รณฤทธิ์ (พระโอรสในสมเด็จเจ้าสีหนุ และ พระเชษฐาต่างมารดาของ เจ้าจักรพงศ์) นั้นจะตกไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคประชาชนกัมพูชาภายใต้การนำของ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา อย่างเบ็ดเสร็จแล้วก็ตาม หากแต่ เจ้ารณฤทธิ์ ก็ได้ก่อ ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ด้วยการใช้ชื่อของตนเองเป็นชื่อพรรค

                แต่เนื่องจากว่า เจ้ารณฤทธิ์ ไม่สามารถที่จะเดินทางกลับไปกัมพูชาได้ เพราะถูกศาลอาญาเขมรตัดสินจำคุกเป็นเวลา 18 เดือน ในข้อหาฉ้อโกงด้วยการขายอาคารสำนักงานใหญ่ของพรรคฟุนซินเปกในกรุงพนมเปญแล้วนำเงินที่ได้จากการขายอาคารสำนักงานฯในมูลค่าถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นไปเป็นสมบัติส่วนตัว อันเป็นผลทำให้ทางการกัมพูชาสามารถที่จะจับกุม เจ้ารณฤทธิ์ ได้ทันทีที่พบเห็นในกัมพูชานั่นเอง

                เพราะฉะนั้น เพื่อให้พรรคนโรดม รณฤทธิ์ สามารถเคลื่อนไหวและประกอบกิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้ตามกฎหมาย เจ้ารณฤทธิ์ และกรรมการบริหารพรรคฯ จึงแต่งตั้งให้ เจ้าจักรพงศ์ เป็นรักษาการหัวหน้าพรรคฯ เรื่อยมานับตั้งแต่ที่ได้ก่อตั้งพรรคฯขึ้นมาเมื่อปีที่แล้ว ทั้งยังได้ลงแข่งขันในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2007 ที่ผ่านมาอีกด้วย

                โดยถึงแม้ว่าพรรคประชาชนกัมพูชาของ ฮุน เซน จะมีชัยชนะในการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นเหนือพรรคการเมืองอื่นๆอย่างท้วมล้นก็ตาม กล่าวคือพรรคประชาชนกัมพูชาได้รับชัยชนะถึง 1,591 เขตเลือกตั้งจากทั้งหมด 1,621 เขตในทั่วประเทศ โดยแพ้ให้กับพรรคสัม รังสี เพียงใน 28 เขตเลือกตั้งเท่านั้น และที่เหลืออีก 2 เขตเลือกตั้งก็ตกไปเป็นของพรรคฟุนซินเปก ในขณะที่พรรคนโรดม รณฤทธิ์ ไม่ได้รับการเลือกตั้งเลยแม้แต่เขตเดียวก็ตาม

                แต่ก็ดูเหมือนว่า ฮุน เซน จะไม่ได้พึงพอใจอยู่เพียงแค่นั้น เพราะสิ่งที่ ฮุน เซน ได้แสดงออกอย่างชัดเจนที่บ่งบอกถึงความต้องการของเขานับตั้งแต่ที่ สมเด็จเจ้าสีหนุ ได้ทรงสละราชบัลลังภ์ และราชาภิเษก สมเด็จเจ้า นโรดม สีหมุนี (พระราชโอรสใน สมเด็จเจ้าสีหนุ และ พระอนุชาต่างมารดาของ เจ้ารณฤทธิ์) ขึ้นเป็นกษัตริย์พระ องค์ใหม่แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อเดือนตุลาคม 2004 เป็นต้นมานั้นก็คือการกำหนดไม่ให้เชื้อราชวงศ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง

                หากจะว่าไปแล้วการดำเนินยุทธวิธีทางการเมืองของ ฮุน เซน ภายใต้เป้าหมายดังกล่าวย่อมไม่สามารถที่จะบังเกิดผลขึ้นมาอย่างเป็นรูปเป็นร่างได้เลย ถ้าปราศจากซึ่งความผิดพลาดในการประพฤติปฏิบัติตนของทางฝ่าย เจ้ารณฤทธิ์ ทั้งในกรณีการขายอาคารสำนักงานใหญ่ของพรรคฟุนซินเปก จนทำให้สมาชิกพรรคฯส่วนใหญ่เกิดความไม่พอใจและได้ลงมติขับไล่ เจ้ารณฤทธิ์ ออกจากพรรคฯ และในกรณีปัญหาชู้สาว ซึ่งทำให้ประชาชนใน กัมพูชาเสื่อมความศรัทธาที่เคยมีต่อ เจ้ารณฤทธิ์ มากที่สุด กล่าวก็คือการขอหย่าขาดจาก เจ้าหญิงมารี รณฤทธิ์ เพื่อไปอยู่กินกับดาราสาวยอดนิยมจนมีเจ้าชายน้อยในราชตระกูลนโรดมเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งองค์แล้วในเวลานี้

                ยิ่งไปกว่านั้น ฮุน เซน ยังได้บ่อนทำลายภาพพจน์ของ เจ้ารณฤทธิ์ อย่างหนักหนาสาหัสมากขึ้นด้วยการแต่งตั้งให้ เจ้าหญิงมารี (พระชายาโดยถูกต้องตามกฎหมายของ เจ้ารณฤทธิ์) ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของเขาและให้รับผิดชอบในด้านการเสริมสร้างศีลธรรมอันดีเพื่อความอบอุ่นในครอบครัวอีกด้วย

แน่นอนว่า เจ้ารณฤทธิ์ ย่อมรู้ถึงความต้องการเช่นว่านี้ของ ฮุน เซน เป็นอย่างดี เพราะเคยอยู่ร่วมในรัฐ บาลผสมระหว่างพรรคฟุนซินเปกกับพรรคประชาชนกัมพูชามาถึง 3 สมัยแล้วก็คือหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของกัมพูชาในปี 1993 ติดตามด้วยหลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1998 และในปี 2003 ตามลำดับ เพียงแต่ว่าในวันนี้อำนาจทางการเมืองของ ฮุน เซน นั้นแทบจะกล่าวได้เลยว่าสามารถที่เป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ในขณะที่ชีวิตทางการเมืองของ เจ้ารณฤทธิ์ นั้นกลับยิ่งนับวันยิ่งถดถอยลงเรื่อยๆ ถึงขนาดว่าพยายามที่จะขออภัยโทษจากกษัตริย์ สีหมุนี เพื่อให้สามารถกลับเข้าไปในกัมพูชาได้อีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะมี ฮุน เซน คอยขัดขวางความพยายามดังกล่าวนี้อยู่เรื่อยมา

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เพียงจะเป็นผลทำให้ สมเด็จเจ้าสีหมุนี ไม่สามารถที่จะพระราชทานอภัยโทษให้กับพระ เชษฐาของพระองค์ได้เท่านั้น หากแต่ยังนับเป็นภาพที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจของ ฮุน เซน ที่มีอยู่เหนือราชบัลลังภ์แห่งราชตระกูลนโรดมได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติต่างก็กำลังสงสัยและตั้งคำถามกันอย่างกว้างขวางอยู่ในทุกวันนี้ ก็คือราชตระกูลนโรดมจะยังคงอยู่คู่พระราชบัลลังภ์แห่งกัมพูชาได้ต่อไปอีกนานแค่ไหน!!!

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน

                                                            

                              

โดย Supalak

 

กลับไปที่ www.oknation.net