วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตาพระยา-วัฒนธรรม


ศึกษาวิเคราะห์เบื้องต้น (ย่อความจาก) ชุดสืบค้นร่องรอยอารยะธรรมอังควร์พนม) เชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี ว่าด้วย :- เมืองตาพระยา ผนวก - ความสำคัญของ “ศิลปวัฒนธรรม” - ประวัติเจ้าพ่อปลัดสน - ประวัติย่อ เจ้าพระยาบดินเดชาไชยนุชิต โดย ปแฎงบุญเรือง คัชมาย์ ศึกษาวิเคราะห์เบื้องต้น เชิงประวัติศาสตร์และโบราณคดี (ชุดสืบค้นร่องรอยอารยะธรรมอังควร์พนม) เมืองตาพระยา (เมืองทัพพระยา) โดยอาจารย์บุญเรือง คัชมาย์ - นักธรรมชั้นเอก เปรียญธรรม ๓ ประโยค - B.E.D., Bachelor Of English Degree , - พธ.บ. (พุทธศาสตร์บัณฑิต; สาขาเอเชียอาคเนย์), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพฯ - ศศ.ม.( โบราณคดี; เขมรศึกษา, มหาวิทยาลัยศิลปากร. กรุงเทพฯ) (เอกสารนี้ หากหน่วยราชการใด ต้องการจัดพิมพ์ โปรดติดต่อ ผู้เขียน ทุกโอกาส) คำขวัญอำเภอตาพระยา พระพุทธคันธารราฐศักดิ์สิทธิ์ ค่ายพิชิตศึกเจ้าพระยาบดินทร์เดชานุชิต ติดชายแดนเบื้องบูรพาสยาม ลือนามสมรภูมิตาพระยา เมืองตาพระยา ว่าด้วยชื่อ ๑. ชื่อปัจจุบัน บ้านตาพระยา โดยผลักคำจากคำว่า " ทัพพระยา" หมายถึงทัพหรือกองทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา. (สิงห์ สิงหเสนีย์) ๒. ชื่อในสมัยอังควร์พนม มีชื่อตามจารึกว่า " พรหมปุระ" โดยที่ได้พบหลักฐานข้อมูลร่องรอยอารยธรรมสมัยอังควร์พนม เกี่ยวกับชื่อบ้านนามเมือง จารึกสด็กก็อกธม โศลกที่ ๕๓-๕๔-๕๕ (โดยย่อ) …………..วฺร บาท นิรฺวฺวานบท เปฺร…………..ต สฺรุก วฺรหฺมปุระ สฺถาปนา วระ ภควตี ๑ โอย ขฺุ ฺเถฺว อาราม ชฺยก ตรวาง เถฺว ทํนป. แปลความว่า : พระบาทนิรววานบท ( พระนามของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ที่ได้รับการถวายหลังสวรรคต / Posthumos/) ได้โปรดให้ .. ฯลฯ.. สำหรับที่สรุก (เมือง) พรหมปุระ โปรดให้สร้างพระภควดี ๑ องค์ และโปรดให้ ข้าทาส สร้างอาราม (วัดทางพระพุทธศาสนา) และให้ขุดหนองบึงสร้างทำนบน้ำ" โดยที่มีชื่อบ้านนามเมืองแต่โบราณว่า "พรหมปุระ" ไปสอดคล้องกับชื่อเทือกเขาที่อำเภอตาพระยาคือ "ภูเขาพรหมสุวรรณ" ข้าพเจ้าจึงขอสันนิษฐานในเบื้องต้นว่า พื้นที่ตั้งของบ้านตาพระยา ในบริเวณเขาพรหมสุวรรณนั้น แต่เดิมคงเป็นที่ตั้งของชุมชนหนาแน่น หลักฐานที่สามารถนำมาอ้างอิงได้มีมากแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเทศบาล หลักฐานที่ปรากฏคือ มีปราสาท ถึง ๕ แห่ง คือปราสาทหนองปราสาท, ปราสาทตาเมอ, ปราสาทสลักได และปราสาทตาเรียล. นอกนั้นจากชุมชนนี้ไม่ไกลนัก ก็มีปราสาทเรียงรายหลายหลัง เชื่อได้ว่า ชื่อเดิมคงชื่อว่า " พรหมปุระ" ข้อนี้เป็นเพียงการสันนิษฐานตามข้อมูลที่พบ ขอท่านผู้สนใจช่วยสืบค้นต่อไป. เชิงภูมิศาสตร์ อำเภอตาพระยาในเชิงภูมิศาสตร์ ตั้งอยู่ ทางทิศเหนือของอำเภออรัญประเทศ ประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ด้านตะวันออก ติดชายแดนเขมรอำเภอทมอพวก จังหวัด บันเตียยเมียนเช็ย ( บันทายมีชัย) ประเทศกัมพูชา หลักเขตประเทศที่ ๓๕ และติดต่อกับอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างเทือกเขาเทือกเขาบรรทัด. ในเชิงการปกครอง เดิมเป็นหมู่บ้านตาพระยา ตำบลตาพระยา ขึ้นต่อ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรีเดิม ได้รับการตั้งเป็นกิ่งอำเภอเมื่อ วันที่ ๓๐ ตุลาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ และได้รับยกเป็น อำเภอเมื่อ วันที่ ๑๖ กรกฏาคม ๒๕๐๖ นายอำเภอคนแรก คือ นายประเทือง เวียรศิลป์ ดำรงตำแหน่ง วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๖-๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๙. ในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จประพาสหัวเมืองตะวันออก ได้ทรงแต่งตั้งเจ้าพระยาคฑาธร เป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑลบูรพา ปกครองมณฑลบูรพา ครั้นเจ้าพระยาคฑาธรถึงแก่อนิจกรรม เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ได้รับตำแหน่งแทน. อนึ่งสำหรับภาษีอากรนั้น ให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เก็บภาษีน้ำผึ้งและกระวาน ( กระวาญ) เป็นรายได้ตนเอง นอกนั้นส่งหลวง. ในสมัยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เป็นสมุหเทศาภิบาลนั้น ท่านชอบเที่ยวป่าล่าสัตว์ มีชาวบ้านพรานป่าบ้านกุดเวียนคนหนึ่งชื่อ พรานเหมือน เป็นผู้ชำนาญในการล่าสัตว์ จึงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้านกุดเวียนเก่า และให้นามสกุลว่า "เย็นประสพ" เชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี ในพื้นที่อาณาบริเวณอำเภอตาพระยา-โคกสูง นอกจากปราสาทสด็กกอ็กธมแล้วมีปราสาทเล็กๆ และโบราณสถานอื่น ๆ อีกประมาณ ๒๕ แห่ง ส่วนใหญ่ปรักหักพังสิ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปราสาทที่สร้างก่อนปราสาทสด็กกอ็กธมทั้งนั้น ยกเว้นปราสาทอโรคยศาลา (โรงพยาบาล) บ้านน้อยห้วยผะไย ตำบลผักขะ อำเภอวัฒนานคร, ในเอกสารนี้จักนำมากล่าวเฉพาะพื้นที่ตาพระยาที่สำคัญและย่อ ๆ เท่านั้น ดังนี้:- ๑ ปราสาททัพเซียม ( เสียม) ที่ตั้ง ตั้งอยู่ในบริเวณวัดทัพเซียม หมู่ที่ ๓ บ้านทัพเซียม ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว, สภาพปัจจุบัน ปรักหักพังสิ้นแล้ว เศษก้อนหินทางวัดได้ถมดินทับไว้ รอการขุดบูรณะ ยังคงเหลือเพียงศิลาจารึก ซึ่งขณะนี้เก็บรักษาไว้ที่ หอพระสมุดวชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพฯ มีเพียงหลักฐานบันทึกไว้เท่านั้น. ว่าด้วยชื่อ ๑. ชื่อปัจจุบัน หมู่บ้านนี้ เป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายเขมรแต่เดิมจนถึงปัจจุบัน ส่วนชื่อนั้นได้เรียกตามสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ คือเรียกชื่อว่า " บ้านทัพเซียม" ศัพท์ว่า " เซียม" เป็นคำที่ชาวเขมรและจีนเรียกกลุ่มชาติพันธุ์ไทยว่า "เสียม" ( ชาวตะวันตกเรียกว่า " ไซแอม / Siam/ และจากคำว่าเสียมนี้เอง ชื่อประเทศไทยแรกจึงตั้งชื่อว่า ประเทศสยาม; พึงมาเปลี่ยน เป็นประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๘๒ , ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช ๒๔๘๒ โดยประกาศใช้ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ปีเดียวกัน. อนึ่ง คำว่า ทัพเซียม หมายถึงกองทัพของทหารไทย (แม่ทัพใหญ่ สมัยรัชการที่ ๓ คือ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาไชยนุชิต มาพักทัพ ตั้งค่าย, หรือตั้งทัพ เพื่อเตรียมยกไปตีญวนที่ยกทัพมารุกรานเขมร. ๒. ชื่อในสมัยอังควร์พนม มีชื่อว่า " ปิงขลา-จวารัมโม" จากข้อมูลศิลาจารึกปราสาททัพเซียม หลักที่ ๑ ( ปจ.๗, Inscription du Cambodge กำหนดหลักที่ K.234) ให้ข้อมูลว่า ในโศลกสุดท้าย ระบุว่า " ภูมิ ปิงฺ ขฺลา ไน จฺวารมฺโม ชุม ทิศ ต ๘ วป ต โคลฺ" แปลความว่า " ในพื้นที่ ปิงขลา-จวารัมโม นี้ มีหลักเขตทั้ง ๘ ทิศ. จากหลักฐานที่ยกมาอ้างอิงนี้ พอจะสันนิษฐานและลงความเห็นได้ว่า ชื่อหมู่บ้านทัพเซียม หรือชุมชนทัพเซียมในสมัยพระนครนั้น ชื่อว่า " ปิงขลา -จวารัมโม" ด้วยประการฉะนี้. ๓. วัตถุประสงค์การสร้าง : เพื่อบูชามหาเทพศิวะ ในศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย. ๔. ยุคสมัย สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ [บรมวีรโลก] ( พุทธศักราช ๑๕๑๑-๑๕๔๔) ๕. สถาปัตยกรรม : เป็นศิลาคาร ฐานก่อด้วยศิลาแลง องค์ปราสาทก่อด้วยอิฐ.หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงแก้วก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบกว้างยาวประมาณ ๒๕x๔๐ เมตร. และมีบารายขนาดประมาณ ๒๐๐x ๑๕๐ เมตร ด้านทิศตะวันออกของปราสาท นอกนั้นมีบารายรอบ ๆปราสาท เหมือนผังปราสาทที่อื่น ๆ ๖. ศิลาจารึก :มีหลักจารึก ๒ หลัก ( ที่หลืบประตู) หลักที่ ๑ อักษรเขมรสมัยพระนคร ภาษาสันสกฤต ระบุมหาศักราช ๙OO (พ.ศ. ๑๕๒๑-๑๖๒๑. อนึ่ง อรรถบทในจารึกนี้ ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ได้อ่านแปล ไว้ในหนังสือ Inscriptions du Cambodge เล่ม ๖ กล่าวถึง ทาสรับใช้ , ทรัพย์สินของปราสาท มีวัวควายเป็นต้น และกล่าวถึงที่ดิน ๒ แห่ง คือ " ปิงขลา-จวารัมโม ต้น และจากโศลกที่ ๑๖-๑๗ กล่าวถึงทรัพย์สินของเทวาลัย นอกนั้นยังกล่าวถึง ได้ปักหลักเขตที่ดิน เพื่อเป็นพื้นที่กัลปนาเก็บผลประโยชน์บำรุงเทวาลัย และกำหนดชื่อหมู่บ้านที่ที่ต้องมาดูแลรักษาหรือบำเรอเทวาลัยด้วย. ส่วนหลักที่ ๒ กล่าวสดุดีสัญเสริญพระศิวะ ว่าเป็นผู้ทรงมีรัศมีเฉกเช่นเดียวกับพระอัคนี ผู้เสมอเหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ ทรงเป็นแสงไฟประดุจไฟบูชายัญ และแสงสว่างพระศิวลึงค์นั้น ย่อมทำให้เกิด "ทิพยศักดิ์" นอกนั้นยังกล่าวสดุดีพระเจ้าศรีสุริยวรมัน ( ที่ ๑) ว่าเป็นอุบลแห่งสวรรค์ เป็นกษัตริย์หนุ่มผู้ สีวิกา สุดท้าย กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ว่า ทรงสร้างพระศิวลึงค์ สร้างปฏิมากรพระศิวะ และประติมากรพระเทวีไว้บนภูเขา. เพื่อสักการะบูชา. นอกจากนี้ในพื้นที่ตาพระยายังมีปราสาทอื่น ๆอีกประมาณ ๑๙ แห่ง แต่ส่วนใหญ่ปรักหักพังสิ้นแล้ว คงเหลือแต่ฐาน จะนำมากล่าวที่สำคัญ ๆ ดังนี้ ๒. ปราสาทหนองปราสาท ๓. ปราสาทตาเมอ ปรักหักพังสิ้นแล้ว โดยเฉพาะปราสาทตาเมอ หน่วยราชการบางหน่วยที่มองไม่เห็นคุณค่า ได้สร้างถนนทับถมใจกลางปราสาท คงเหลือแต่ซากเท่านั้น. ๔. ปราสาทสลักได ตั้งอยู่ ทางทิศเหนือที่ตั้งอำเภอตาพระยาประมาณ ๒ กิโลเมตร จากชื่อของปราสาทนี้ว่า "สลักได" ชวนให้คิดวินิจฉัย จากวลีว่า "สลักได" ในแง่ภาษาไทย สลักได เป็นชื่อ พฤกษชาติชนิดหนึ่ง เป็นทั้งไม้ประดับและใช้ในเชิงสมุนไพร แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ . วลีว่า "สลักได" เป็นคำในภาษาเขมรที่ผลักคำจากศัพท์ว่า "ชำเรียส-แกด็ย" ชำเรีส=ชำระ, ตัดสิน, แกด็ย=คดีความ, แกด็ย < คดี. (ออกเสียงตามหลักภาษาเขมรว่า ชำเรียส > จำเรียส ถากถาง, ชำระ,) (to render judgment (In lawsuit), to sentence.) โดยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ปราสาทหรือสถานที่ตรงนี้ "เป็นศาลตัดสินคดี" ( กฤตศาลา ?) จากคำบอกเล่าขานสืบๆ กันมาว่า ปราสาทสลักไดนี้ ก่อนหน้านี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เมื่อผู้คนมีคดีความ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ ชาวบ้านจะพากันมามาสบถสาบานกันที่นี่ นัยว่ามีเทวรูปศักดิ์สิทธิ์มาก. จึงสันนิษฐานว่า ปราสาทนี้ ในสมัยโบราณเชื่อว่า " เป็นศาลา หรือศาลตัดสินคดี" อนึ่ง ตามจดหมายเหตุ เรื่องชาวเมืองเจลละ ของสมณทูตจีน จิว ตั๊ก ก่วง, ซึ่งเดินทางมาพำนักในเมืองพระนคร ( นครธม) เมื่อปี พุทธศักราช ๑๘๓๗ ได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ไว้มาก เฉพาะเรื่องการตัดสินคดี สาระในบันทึกส่วนหนึ่งมีว่า "เป็นเรื่องประหลาดมาก ที่ชาวเมืองนี้ เมื่อมีการตัดสินคดีความ เพื่อหาคนบริสุทธิ์และคนผิด เขาจะให้คู่กรณีเอามือล้วงไปในกระทะที่ต้มน้ำมัน ที่กำลังเดือดพล่าน ถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ มือจะไม่ไหม้พอง ถ้าโกหกก็จะไหม้พอง ฯลฯ" และกล่าวต่อไปว่า บ้านเมืองนี้ เขามี อนักตา / เนียกตา/ (ปู่ตา, เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์มาก". ๕ ปราสาทตาเรียล ตั้งอยู่ หมู่ที่ ๒ หมู่บ้านปางลาง, ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัด สระแก้ว, สภาพปัจจุบัน : เป็นปราสาท ๓ หลัง ปรักหักพังสิ้นแล้ว ถูกโจรกรรมไปสิ้นแล้ว ยังคงเหลือแต่คูน้ำล้อมรอบ ในอาณาบริเวณมีรุกขชาติขึ้นครอบคลุมพื้นที่ปราสาทหมด. ๖ ปราสาทโคกไพล ที่ตั้ง หมู่ที่ ๗ บ้านโคกไพล, ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว สถาปัตยกรรม : ก่อด้วยอิฐ ถูกขุดค้นปรักหักพังสิ้นแล้ว (ชาวบ้านเรียก ว่าครึส < /คฤหส์/ หมายถึงซากอาคาร,หรือปราสาทนั่นเอง ) ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ครึ่งกิโลเมตร ขุดพบพระพุทธรูปนาคปรก ปัจจุบัน อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดกุดเกวียน . ๗. ปราสาทหินเขาวง ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ หมู่ที่ ๙ บ้านหนองผักแว่น ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว สถาปัตยกรรม : เป็นปราสาทขนาดเล็ก ๒ องค์ ก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่เหนือไหล่เขาวง ห่างจากที่ตั้งที่ว่าการอำเภอตาพระยา ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร. ๘. ปราสาททมอ-อรพิน ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ หมู่ที่ ๙ บ้านหนองผักแว่น อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เป็นปราสาทหินก่อด้วยอิฐขนาดเดียวกันกันกับปราสาทโคกไพล ตั้งอยู่บนเขาสะแกกรอง ( สังแกกอง ?) ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร. วัตถุโบราณที่พบ พบเทวรูปหินรูปนางอรพิน (?) สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญไปเมื่อปี ๒๕๐๐ ปัจจุบันปรักหักพังมากแล้ว. ๙. ปราสาทประทัดบุ ( พัดบุ) ที่ตั้ง หมู่ที่ ๕ บ้านหนองไผ่ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว. เป็นเป็นปราสาทหินที่ก่อด้วยศิลาแลง วัตถุโบราณที่พบ : พระพุทธรูปนาคปรก ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดกุดเกวียน. อนึ่งคำว่า บันทัดบุ เป็นชื่อต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งในภาษาเขมร ชอบขึ้นตามจอมปลวก และเข้ายาสมุนไพรบำรุงกำลังด้วย.) ๑๐. ปราสาทกบาลขมอจ ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ ๗ บ้านโคกสะอาด ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว วัตถุโบราณที่พบ : ตามคำบอกเล่าว่า ขุดพบเทวรูปพระนารายณ์ ๔ กรและพระอุมาสูง ๘๐ เซนติเมตร ( ปัจจุบันไม่ทราบอยู่แห่งใด) ๑๑. ปราสาทแก็ย (ปราสาทกี่ทอผ้า) ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หมู่ที่ ๓ บ้านโคกระกา ตำบลทัพไทย อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว อยู่ทางทิศเหนือของหมู่ที่ ๓ ติดเขาบรรทัด ข้อมูลเดิมมีบันทึกไว้ว่า "มีลานกว้าง เรียกว่า 'พระลาน' ตัวปราสาทปัจจุบันปรักหักพังหมดแล้ว คงเหลือแต่เนินดิน. ๑๒ ปราสาทเขาโล้น ที่ตั้ง : บนเขาโล้น บ้านเจริญสุข หมู่ที่ ๖ ตำบลทัพราช อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เขาโล้นเป็นเขาขนาดเล็กตั้งอยู่หน้าภูเขาสะแกกรอง ซึ่งเป็นเทือกเขาใหญ่ในเขตอำเภอตาพระยา. ลักษณะปราสาท : เป็นปราสาทก่อด้วยอิฐขนาดเล็ก ๓ หลัง ๒ หลังปรักหักพังหมดแล้ว ยังเหลืออยู่หนึ่งหลัง ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร อายุสมัย : จากการศึกษาศิลปะสถาปัตยกรรมและเศษอักษรหิน( ศิลาจารึก) ปราสาทนี้สร้างประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๕–๑๖ วัตถุประสงค์ : เป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ ในลัทธิไศวนิกาย. รูปเคารพที่พบ ตามหลักฐานเอกสารสำรวจของหน่วยศิลปากรที่ ๕ ประมาณพุทธศักราช ๒๕๐๓ ได้กล่าวถึงปราสาทเขาโล้นว่า “ สิ่งสำคัญที่สุด(ที่เหลืออยู่) ของปราสาทหลังนี้ คือวงกบประตูหินทรายสูงประมาณ ๑ เมตร หนาเกือบหนึ่งฟุต มีจารึกอักษรโบราณที่วงกบประตูทั้ง ๒ บาน แต่ส่วนหนึ่งของจารึกได้กะเทาะบุบสลายไป ทับหลังประตูหินทรายมีลวดลายใบไม้ล้อมรอบ ตรงกลางมีเกียรติมุข และพระอิศวรอยู่เหนือเกียรติมุข” ฯ ข้อมูลดังกล่าวนี้รับกับบทนิพนธ์ของหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้ทรงกล่าวถึงปราสาทเขาโล้น ในหนังสือศิลปะลพบุรีตอนหนึ่งว่า “ ลักษณะทับหลังที่มีเทวดาประทับเหนือเกียรติมุข เป็นศิลปะแบบปาปวน ( พ.ศ. 1550 -1650) และเสาประดับกรอบประตูเป็นศิลปะแบบเกลียง “ ดังนั้นจึงลงความเห็นได้ว่า ปราสาทหลังนี้คงสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ และจากหลักฐานศิลาจารึกปราสาทเขาโล้น ระบุศักราช (มหาศักราช) 938 ตรงกับ พุทธศักราช 1559 ซึ่งท่อนใหญ่ได้สูญหายไปแล้ว ยังเหลือเพียงสำเนาที่หอพระสมุดวชิรญาณ กรุงเทพฯ. อนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ นี้ผู้เขียนได้มีโอกาสไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ปราสาทแห่งนี้ โชคดีได้พบเศษศิลาจารึกแผ่นหนึ่ง ขนาดเท่า ฝาบาตร, พระอาจารย์ฉลอง (จิ๋ว)พระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ ที่สำนักสงฆ์เขาโล้นได้เก็บรักษาไว้ เมื่อศึกษาลักษณะอักษรจารึกแล้วเป็นอักษรขอมโบราณสมัยพระนคร แต่ไม่สามารถจับความได้ ทั้งนี้เพราะเหลือเพียงเศษที่ถูกโจรกรรมทุบทำลาย. (ความละเอียดปราสาทเขาโล้นได้แยกเขียนอีกเล่มหนึ่งต่างหากแล้ว) ชุมชนโบราณเขาโล้น บริเวณพื้นที่ที่ตั้งปราสาทเขาโล้น รอบ ๆ ภูเขา ได้พบเศษถ้วยชามอยู่ทั่วไป ทั้งในป่าและในพื้นท้องทุ่งนา จึงสันนิษฐานว่า ในสมัยพระนครหรืออังคัวร์พนม ต้องเป็นชุมชนใหญ่อีกชุมชนหนึ่ง ส่วนชื่อในสมัยโบราณ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า “คงชื่อ สตุกภัทรคีรี” ตามศิลาจารึกสด็กกอ็กธมเอ่ยถึง. ๑๖. ปราสาทสระแจง ที่ตั้ง หมู่ที่ ๕ หมู่บ้านรัตนะ ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว, ห่างจากที่ตั้งอำเภอตาพระยาประมาณ ๑๒ กิโลเมตร ตั้งอยู่หน้าผาเหนือเขาบรรทัด ทางทิศเหนือของหมู่บ้านน้อยพัฒนา, หมู่บ้านรัตนะ, สภาพภูมิประเทศ อนึ่งเนื่องด้วยปราสาทหลังนี้ ตั้งอยู่เหนือเทือกเขาบรรทัด สภาพภูมิประเทศทั่วไปเชิงเขามีต้นไผ่ป่าขึ้นเป็นป่าทึบ ยากที่จะขึ้นไปได้ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ผู้เขียนและทีมสำรวจ Mr. Asger Mollerup, (Khun Thong) นักโบราณคดีและนักดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ค โดยมีคุณประสงค์ (กอง) ชมชื่นกับเพื่อนนำทาง ได้ขึ้นไปสำรวจศึกษา ข้อมูลที่ปรากฏ เป็นศิลาคารหินทรายขนาดเล็ก หันหน้าไปยังทิศตะวันออก ตั้งอยู่เนินผาสูงจากพื้นดินราบประมาณ ๕๐๐ เมตร พบเป็นศิลาคารหลังเดียว ในสภาพถูกทำลาย ยังคงเหลือผนังด้านทิศใต้ เป็นประตูปิด ส่วนทับหลังเสาประดับขอบประตูถูกโจรกรรมไปสิ้นแล้ว ครรภคฤหะ และบริเวณโดยรอบ โดยเฉพาะด้านทิศตะวันตกมีร่องรอยขุดหาสิ่งมีค่าเป็นหลุมลึกประมาณ ๔ เมตรรอบ ๆ บริเวณตัวปราสาทในรัศมีประมาณ ๒๐ เมตร มีเศษชิ้นส่วนหรือหินตกกระจัดกระจายรุกขชาติขึ้นทับถมอยู่ทั่วไป นอกจากนี้เนื่องด้วยตัวปราสาทตั้งอยู่หน้าผา ด้านทิศตะวันออกเป็นที่สูงชัน ได้พบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของปราสาทตกหล่นลงมาเป็นแนวถึงพื้นราบ ชิ้นส่วนสำคัญที่พบเช่นฐานประดิษฐานเทวรูปหรือสิ่งสักการะ ฐานเสาประดับขอบประตู เป็นต้น สันนิษฐานว่ากลุ่มโจรกรรมคงใช้ระเบิดทำลายสูง จึงสามารถทำลายได้. ที่เชิงเขาห่างจากองค์ปราสาทจากพื้นราบประมาณ ๘๐๐ เมตรด้านทิศใต้เป็นที่ตั้งของสระน้ำสระน้ำขนาด ๒๐x๕๐ เมตร ปัจจุบันไม้ไผ่ขึ้นล้อมรอบ และมีพระสงฆ์ ไปตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ และสระหรือบารายนี้แหละที่ปรากฏชื่อในจารึกว่า " ศังกระตฏากะ" ที่พระเจ้ามเหนทรวรมันโปรดให้ขุด. สถาปัตยยกรรม : รัชสมัย : พระเจ้ามเหนทรวรมัน (พุทธศักราช ๑๑๕๐-๑๑๕๙) นักโบราณคดีได้พบศิลาจารึก ๒ หลักต่างยุคสมัยกันดังนี้ :- หลักที่ ๑ อักษรปาลวะ ภาษาสันสกฤต ที่เก่าแก่ที่สุด ในจังหวัดสระแก้ว ระบุมหาศักราช ๕๓๑ (พุทธศักราช ๑๑๕๒) อรรถบทแห่งจารึกกล่าวถึงพระนามพระเจ้ามเหนทรวรมัน. หลักจารึกนี้พบเมื่อใด ไม่ปรากฏหลักฐาน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กรุงเทพฯ คำอ่านจารึก (ถอดเป็นอักษรไทย) : ยศฺศรีมเหนฺทฺรวรฺมฺเมติ มเหนฺทฺร อิว วิศฺรุตะ ส ศงฺกรตฏากขฺย ญฺจขาเนมฺชลาสยมฺ พระเจ้าแผ่นดินองค์ใดปรากฏนามว่า ศรีมเหนทรวรมัน ทรงเป็นเหมือนพระอินทร์ผู้ยิ่งใหญ่ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ได้ทรงขุดบ่อน้ำนี้ อันมีชื่อว่า บ่อน้ำศังกระ ( บ่อน้ำ (สระน้ำ) อันให้ความสุข. หลักที่ ๒ หลักที่ ๒ นี้ พบที่บ้านสระแจง ตำบลทัพไทย อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว. เพื่อความสมบูรณ์ข้าพเจ้าขอนำมาแปลและวิเคราะห์ใหม่ดังนี้ :- คำจารึก คำแปล โอํ โอม ๑ ๘๕๙ ศก จตุรฺทฺทศิ โรจ อาษาฒ ๘๕๙ ศก แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ๒. นุ เสฺตฺ อาจารฺยฺย ต โขฺลฺ สํตป ด้วย เสตญ ผู้เป็นอาจารย์ สดับ ( ฟังคำสั่ง) ๓. นุ เสฺตฺ อาจารฺยฺย ต โขฺลฺวฺนํ วฺรกํ เสตง อัญ ประธานเทวาลัย "พระ ๔. มฺรเตง อฺ ต ปรเมศฺวร ปงฺคํ โถฺปฺว กัมรเตง อัญปรเมศวร" ให้ แจ้งแก่ ๕. ง นิเวทน เนะ วระ ปุณย มรเต พระบุณย์ มรเตญ มัทวยศิวะ ด้วย ๖ มทวยศิว มน สถาปนา สนเทนิ นุ ความคารวะที่ได้รับแต่งตั้งพร้อมกับ ๗. วาปปรํ วรหม นุ เม ปสต อรยาม ปิ วาบบรม, พรหม ผู้เข้มแข็ง ผู้เป็นพี่ให้ ๘. ผสํ คน นุววระ กํมรเตงฺ อฺ ต ปร รับผิดชอบปรนนิบัติพระกัมรเตง อัญ ปร ๙. เมศฺวร ปิ จำจํนํ ตนฺทุลฺ ถฺลาง ๓ ป เมศวร ด้วยการ บูชาข้าวสาร ๓ ถลวง ๑๐. รฺยยงฺ มาส ๓ มิมวายศก O มาน น้ำมัน ๓ มาสก เป็นเวลา ๑ ปี (และ) มี ๑๑. วระ ศาสน ธูลี วร ปาท ธูลิ เช พระราชดำรัสธุลีพระบาทธุลีเชิง ๑๒. ง วร กํมรเตฺ อฺ ต กํ เสตฺ พระกัมรเตง อัญ ถึง กำเสตญ อัญ ๑๓. อฺ ศฺรีวเรนฺทฺรวรฺมฺม เปร ปรตยย ศรีวีเรนทรวรมัน ให้ใช้ ราชบุรุษ ๑๔. โมก สํ ปฺรศสฺต ต คิ สฺรุก เนะ มาปักหลักบทบัญญัติจารึกในเมืองนี้ ว่า ๑๕. ววํชาปิ ฺย ปรฺยยง ทาร ปรฺยฺย ราชบุรุษไม่ควรทำการเรียกเก็บน้ำมัน ๑๖. ง วฺวํชปิ โขฺลญ วฺริห ทาร สฺรู วฺวํชา- ไม่ควรที่โขลญ วริหะเรียกเก็บข้าวเปลือก ๑๗. ปิ โขฺลญ วิย เหา ขญุ ํ วระ ปิเปฺร ต ไม่ควรที่โขลญวิยะเรียกใช้ข้าพระ ไป ๑๘. ราชกรฺยย เถฺลย วิปย เปฺร ปํ ใช้ในราชการอื่น ให้ใช้ในราชการ คือ ๑๙. เร ต นุ วร กํมรเตง อญ ต ปร ทำการปรนนิบัติ พระกัมรเตง อัญ ปร- ๒๐.. เมศฺวร นุ วฺร กํมรเตง อฺ ศิว เมศวร พระกัมเตง อัญศิวลึงค์ ๒๑. ลิงฺค O ขฺ วฺระไตถฺมยง ไตกํปิต เท่านั้น.ข้าพระ(มี)ไตเถมียง ไตกำบิต ๒๒. ไตเถฺกกป ไตสฺรแง ใตชฺม ไ. ไตถะเกบ ไตแสง ไตชม. ไ. ด้าน ๒ คำจารึก คำแปล ๑. … ไตกนฺโส ไตโฉฺนง ไต ….ไตกันโส ไตโฉนง ไต ๒. … เทวยาณี ไตศุภาสา ….เทวยาณี ไตศุภาสา ๓. … ไตสรจา ไตองฺโอง ไต ….ไตสรจา ไตองโอง ไต ๔. ลคาย ไตกํปิต ไตเถฺกป ละคาย ไตกำปิต ไตถะเกบ ๕. ไตกนฺเตํ ไตกนฺจน O โฆกํไว ไตกันเดม ไตกันจน โฆกำไพ ๖. โฆเสฺนห โฆสฺรจฺ ต วฺรโฆ โฆเสน่ห์ โฆสรัจ สำหรับพระ โฆ ๗. เทวทาส คฺวาลสํอุย คฺวาล เทวทาส ควาน ช้าง สำอุย ควานช้าง ๘. อฺนี คฺวาลตงฺกุ คฺวาลสำอุย โสต อนี ควานช้างดังกุ ควานช้างสำอุยอีก. อธิบายศัพท์ ๑. โอํ (โอม) /omฺ/ เป็นคำศักดิ์สิทธิ์แห่งจักรวาล ( มาจากอักขระ ๓ ตัว คือ อ= พระวิษณุเทพ, อุ. = พระมหาเทพศิวะ, -º (ม) = พระพรหม.) อนึ่งในทางพระพุทธศาสนา ก็มีคำว่า "โอม" มีนัยเดียวกันโดยอธิบายว่า อุ.= อุตตมธรรม คือ พระธรรม, อ. หมายถึง อรหัง (พระพุทธเจ้า) และ ม. หมายถึง พระสงฆ์. ๒ โขฺลญ = ตัว, ตัวบุคคล, บุคคล, หัวหน้า, ผู้ปกครอง, แทนพระเนตรพระกรรณรพเจ้าแผ่นดิน, ( ศัพท์นี้เขมรปัจจุบัน ใช้เป็นคำนำหน้าตัวบุคคล "สมี โขลญ" ) โขฺลญ วนํ /Kฺhlon vฺnam/ ผู้ปกครองหรือ ประธานเทวาลัย, (A superintendant of temple) -สํตป= สันดับ < สดับ = ฟัง, ฟังคำสั่ง, ( to listen, to colect, receive, obay) ๓ จำจำนํ /Cam Cumnum/ เฝ้า, รับหน้าที่, ทำหน้าที่, รับผิดชอบ(To watch, to carry out a particular duty.) ๔. ปฺรตฺยย; /prataya/ ราชบุรุษ, ข้าในพระองค์, (a Reliable, faithful (Royal), Servant.) ๕. ปฺรศฺสต : /prasata/ คำสั่ง, จารึก, (order, Inscription) ๖. ตนฺทาล, ข้าวเปลือก, (The Husked Rice). ๗. ถฺลวง : ถลวง < ถฺลาง ? = ตุ่ม, ( Jar). ๘. ปฺรยง : / prin, pren / พยายาม, เตรียมการ, (to harden, Stengthen, Support, to endeavour,) ๙. นิเวทน : ทูล, กราบทูล, ( To Inform ( King), to present him) ๑๐. มาส:/mas/ เครื่องตวงวัดน้ำหนัก, (เช่น น้ำมัน, น้ำอ้อย, น้ำผึ้ง, หรือเมล็ดพืช, ) ( A measure of weight) ๑ มาส (มาสก) มีน้ำหนักเท่ากับข้าวเปลือก ๘ เม็ด. ๑๑. นุ : /nu/ , และ, กับ, ด้วย, (and, with) ๑๒. ขญํ วฺร : / Khñum vra/ ข้าพระ, คำว่า ข้าพระ ( ภายหลังเปลี่ยนเป็นพลพระ) ถือเป็นชนชั้นวรรณหนึ่ง เทียบเท่าวรรณศูทร, หรือตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ที่พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชโองการ"ให้เป็นข้าพระ" ต้องทำหน้าที่ปรนนิบัติ, อยู่ประจำเทวาลัย, ทำนาทำไร่เก็บผลประโยชน์บำรุงเทวาลัย เรียกนานั้นว่า " แสรเปนียะ ( นาพระ) เพื่อบูชาเทพเจ้า, และจะพ้นสถานะข้าพระได้ ก็ด้วยพระราชโองการให้พ้นจากภาวะข้าพระเท่านั้น. ๑๓. วาป /väp/ เป็นคำเรียกข้าราชชั้นรองทั่ว ๆ ไป, ( Common title of royal officials) ๑๔. คฺวาล: /gval/ เลี้ยง, เลี้ยงสัตว์, เลี้ยงวัว-ควาย, ควาญช้าง, (Animal keeper, caws keeper, Elephen herd) ๑๕. ไต: /ti, tai,/ เป้นคำนำหน้าเรียกคนใช้, หรือทาสผู้ชาย ๑๖. โฆ /gho/ เป็นคำนำหน้าเรียกคนใช้หรือทาสผู้หญิง, ๑๗. วลีว่า "วร กัมรเตง อัญ ปรเมศวร" หมายถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒. (เป็นพระนามที่ถวายหลังสวรรคต). อนึ่ง คำว่า ไต, โฆ นี้ เริ่มมีใช้เมื่อประมาณ มหาศักราช ๗๐๓, ( พ.ศ. ๑๒๔๖) (การศึกษาวิเคราะห์จารึกโดยพิศดารทั้งหมดที่พบในจังหวัดสระแก้ว ข้าพเจ้าได้แยกทำอีกเล่มหนึ่งต่างหาก) ( ภาพ ๑-๔) หลักศิลาที่วัดโคกทหาร ณ ที่วัดโคกทหาร หมู่ที่ ๕ ตำบลทัพไทย อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ได้พบเสาหลักศิลา ๙ หลัก บางหลักมีขนาด ๑๕๘x๕๒x๕๒, เมตร บางหลักมีขนาด ๑๕๕x๑๕๐x๑๕๐ เมตร และบางหลักมีร่องรอยเป็นหินลับมีดอย่างดี. ประวัติความเป็นมาของหลักศิลานี้ เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๓๕ เมื่อพระภิกษุและชาวบ้านใกล้เคียง ได้ช่วยกันสร้างสำนักสงฆ์ที่โคกทหารนี้ ในขณะเดียวกันชาวบ้านใกล้เคียงได้พบหลักศิลาดังกล่าวในพื้นที่นาที่สวนของตน ก็ช่วยกันนำมาถวายวัด หรือเก็บไว้ที่วัด และทราบว่ามีประมาณ ๓ หลักนำมาจากพื้นทีใกล้ปราสาท ร่มไทร หรือปราสาทกระเพอ ตำบลทัพไทย. ความสำคัญของหลักศิลา ) ภาษาจารึกใช้ศัพท์ว่า "ศิลาโคล" เป็นหลักศิลากำหนดเขตแดนหรือทรัพย์สินของปราสาท ทั้งที่เป็นส่วนของตัวปราสาท และหรือที่ดินที่นา ที่ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค เป็น กัลปนา ของเทวาลัยแต่ละแห่ง พื้นที่ดินที่นาของเทวาลัยหรือของปราสาทนี้ เป็นหน้าที่ของบุคคลกลุ่มหนึ่งหรือตระกูลหนึ่ง ที่ได้กระทำความผิดบางอย่าง ไม่ถึงขั้นประหารชีวิต และพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชโองการให้เป็น "ขฺยม วระ ( ขญํ วฺร : /Khñum vra/ ) ข้าพระ, ภายหลังเรียก "พลพระ" มีหน้าที่ทำไร่ที่นาเก็บพืชผลประโยชน์บำรุงเทวาลัย พร้อมนี้ให้ทำหน้าที่ปรนนิบัติบูชาเทพหรือเทวาลัยด้วย, หรือบางทีพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชโองการให้หมู่บ้านใด หมู่บ้านหนึ่ง หรือหลาย ๆ หมู่บ้าน ทำหน้าที่ทำนุบำรุงดูแลเทวาลัยด้วย ก็มี เช่นที่ปราสาทสด็กก็อกธม เป็นต้น. อนึ่ง ข้าพระหรือพลพระนี้ ถือว่าเป็นวรรณะหรือชนชั้นรองของเขมรโบราณ จะไม่มีโอกาสได้รับการสถาปนาบรรดาศักดิ์ ยกเว้นแต่มีพระราชโองการให้พ้นสภาพ "ข้าพระ" เท่านั้น" ส่วนไร่นาที่เก็บผลประโยชน์บำรุงเทวาลัย เรียกว่า " แสรเปรียะ " แปลว่านาพระ. (ภาพ ที่ ๕-๖) ชื่อและที่ตั้งชุมชนโบราณ จากข้อมูลที่ได้ศึกษาสืบค้น ทุกพื้นที่รอบ ๆปราสาทแต่ละหลัง จะพบหลักแสดงเขตของปราสาท และพบเศษถ้วยโถโอชาม เป็นหย่อม ๆ เช่นพื้นที่อาณาบริเวณปราสาทเขาโล้น เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่า รอบ ๆ ปราสาทต้องมีชุมชนอาศัยอยู่ และมีชื่อเรียกต่าง ๆกันที่ปรากฏชัด เช่น ชุมชนบ้านตะโก, ตำบลตาพระยา (ปัจจุบัน) ตั้งชื่อเป็นทางราชการในสมัยนั้นว่า ภัทรคีรี, ข้อมูล : ศิลาจารึกสด็กกอ็กธม จารึกไว้ว่า :- เสตง อัญ รุทธาจารย์ ผู้ซึ่งเป็นน้องชายของ เสตง อัญ อชิ ศิวไกวัลย์ เมื่อไปอยู่ (ปกครอง) หมู่บ้านที่เชิงเขา ชื่อว่า ถะโก (ตังกอ) ได้ขอพระราชทานจาก พระบาท วิษณุโลก สถาปนาหรือตั้งชื่อใหม่ว่า "ภัทรคีรี" วัตถุโบราณสถานที่สำคัญนอกจากปราสาท ๑. ศิลาจารึกตาพระยา (ดูภาพที่ ๗-๘) ข้อมูลจารึก ทะเบียนจารึก ๑. อักษรจารึก: อักษรเขมรสมัยพระนคร ๒. ภาษา : เขมรโบราณ ๓. ศักราช : ด้านหน้าระบุมหาศักราช ๘๘๔ ( พุทธศักราช ๑๕๐๕) ด้านหลังระบุมหาศักราช ๘๙๙ (พุทธศักราช ๒๕๒๐) ๔. จารึกอักษร: จำนวน ๒ ด้าน ด้านหน้า มี ๒๒ บรรทัด ด้านหลังมี ๑๙ บรรทัด ๕. วัตถุจารึก : หินทราย ๖. ลักษณะวัสดุ: ใบเสมา ๗. ขนาดวัตถุ : กว้าง ๒๔ ซ.ม. สูง (เฉพาะแผ่นจารึก ๕๒ ซ.ม.) รวมฐานปัก ๗๒ ซ.ม. หนา ๗ ซ.ม. ๑๐. บัญชี/ทะเบียนวัตถุ : ป.จ. ๙ ( หลักจารึกที่ ๙ ที่พบในจังหวัดปราจีนบุรี (เดิม)) ๑๑. ปีที่พบเมื่อ ประมาณ พุทธศักราช ๒๕๑๗ นายแนม สิงห์สำโรงชาวบ้านน้อย-ละลมติม , หมู่ที่ ๗ กิ่ง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พบที่ปราสาทที่นาตาบูน แล้วนำไปถวายพระครูประทีปปัจจันตเขต, เจ้าคณะอำเภอตาพระยา วัดตาพระยา , (มรณภาพแล้ว) จังหวัดสระแก้ว. ๑๒. ปัจจุบัน :พระอาจารย์นัด อัตตะกาโม พระนักอนุรักษ์, เก็บรักษาที่ วัดตาพระยา ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว. ๑๓. ผู้อ่าน-แปลจารึกท่านแรก: อาจารย์อำไพ คำโท ๑๔. ข้าพเจ้า (บุญเรือง) ขอนำมาจัดประโยค, ศัพท์, แปลและอธิบายศัพท์เพิ่มเติมใหม่ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาและความเข้าใจง่าย ดังนี้ :- อรรถบทจารึก หน้า ๑ อรรถบท คำแปล ๑. ๘๘๔ ศก ปญฺจมี เกต (มหา)ศักราช ๘๘๔ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน กรฺติก อาทิตฺยวาร ธันวาคม,ในวันอาทิตย์ นั้น ๒. มฺรตาญ โขฺลญ ศฺรีนรปติวีรวรมฺม มรตาญ โขลญศรีนรบดี วีรวรมัน ชฺวน ติ ตฺวส ปงฺคํ ถฺปฺวง น้อมเกล้ารับข่าวสารมามอบแก่วาป ๓. นิเวทฺน ปิ เปฺร วาปสรฺวฺวศิว สรรพศิวะพร้อมหมู่ญาติ ที่ปฎิบัติหน้าที่ มูล กนฺมฺยง วฺรกรลา ลอวง ต่างพระเนตรพระกรรณพระเจ้าแผ่นดิน ๔. รุว กุเล วาปสรฺวฺวศิว ให้รับทราบถึงพระราชโองการ วฺร ศาสฺน โอย ชา จรโล ที่ได้รับพระราชทานบำเหน็ด ๕. วาป สรฺวฺวศิว นูว สฺรุกแสฺร ความชอบ แก่ผู้ที่อยู่สรุกแสร ภูมิ สรโม เอํม มน วาปอาส (ชนบท) แห่งหมู่บ้านสมอ-แอม ๖. ทุญ นุ กรปิ วยร ต วาปชีว อนึ่งวาปอาสร่วมกันซื้อควาย ๒ ตัวกับ โขฺลญคาป วิชยปตฺตนฺน วาปแห่งวิชัยปัตตนะ วาปประภาวิศวระ ๗. วาปปฺรภาวิศฺวร โขฺลญชนวล ผู้เป็นนายจ้าง ,วาปวิจันทร ผู้เป็นนายจ้าง วาปวิจนทร โขฺลญชฺนฺวล วาปเวฺรา วาปเวรา ผู้เป็นนายจ้าง, วาปศรี ๘. โขฺลญชนฺวล วาปศฺรี ตุลาการประจำทิศ ปฺรติทาสทิสาธิกฺฤต วาป โนง และวาปโนงแห่งเมืองวิชัยปัตตนะด้วย ๙. มูลวิชยฺยปตฺตนฺน อุก ๐ สนฺเมนิ ได้พร้อมใจกันนำควาย ๒ ตัวนั้น โยกกฺรปิ วฺยร โอย นา วฺระราชการฺยฺย มอบเป็นสมบัติ (ใช้ใน)วระราชการ ๑๐. เทป โอย ภูมิ ไวฺร สฺรโม เอํ ตคิ พร้อมทั้งมอบที่ดินที่เป็นป่าที่สมอ-แอม วฺรราชธูลี วฺรบาทธูลีเชง เ พื่ออุทิศถวายพระบาทธุลีเชิง ๑๑. วฺรกมฺรเตง อญ ต สฺตาจ วรกัมรเตง อัญ พระผู้เสด็จสู่รุทธโลก, เทา รุทฺธโลก วาปอาส วาปคาป วาปอาส,วาปคาปพร้อมทั้งได้ ๑๒. โอย ปริคฺรห ต เมสา มอบเรือน พร้อมสิ่งปลูกสร้างแด่เมสะ มน โอย ตโฉนฺลมโนวินฺทุ ๐ เพื่อ นำไปให้แก่ โฉนลมโนวินทุ ๑๓. ช(ว)น ต วาป สต มูลกนฺมฺยง มอบต่อแก่วาปสัต ผู้ปฏิบัติงานต่างพระ วรกฺรลา ลฺอฺวง๐ โฉฺนญมโนวินฺทุ เนตร พระกรรณ; โฉนลมโนวินทุ ๑๔. ฉกา ไวร จตฺสรุก สฺรโมเอํ ตาญ ได้ถากถางป่าดูแล หมู่บ้านสมอ-แอม (มร) เมา วิชฺปตฺตนฺน โยก ถฺมุร วฺยร (มร) ตาญเมาแห่งเมืองวิชัยปัตตนะ นำ ๑๕. วาปสทาศิว โขลญคาป วิชยฺยปตฺตนฺน วัวสองตัว,วาปสทาศิวะ โขลญคาป วาปทา โขฺลญชฺนวล วาปเทง แห่งวิชัยปัตตนะ วาปทา ลูกจ้าง, วาปเทง ๑๖. โขฺลญชฺนวล วาปเรา ทิศาธิกฺฤต ๐ ลูกจ้าง, ของวาปเราผู้เป็นตุลาการ สนเมนิ โยก กฺรยว ขลางวยร ถมร พร้อมใจกันนำวัวตอนฝีเท้าดี ๒ ตัว ๑๗. ทุนยํ วยร ต โฉฺนลมโนวินทุ ปิโอย ไป มอบให้ โฉนลมโนวินทุ มโนวินฺทุ นา วรราชการฺยฺย โอย มูล เพื่อ (ใช้) ในวระราชการที่สมอ-แอม ๑๘. อาย สฺรโมเอํ โสต ต โฉฺนลมโนวินทุ๐ และมอบต่อให้โฉนล มน วาป สรฺวฺวศิว มูล กนมยง มโน วินทุด้วย. (นอกนี้) วาปสรรพศิวะ ๑๙. กนฺมฺยง วฺร กฺรลา ลฺอฺวง วฺรศาสน หัวหน้า ต่างพระเนตรพระกรรณ เปฺร วาป อญ ตํมรวจ อํมฺฤตฺตกธนฺน ใช้วาปอัญตำรวจ แห่ง อัมฤตตักธันนะ ๒๐. นุ วาปอป ปฺรไตยฺย และวาปอัป ผู้เป็นข้าในพระองค์ นู วาปทน รงฺวาง นา ตฺรนิ และวาปทน ทั้งหมดนี้ ๒๑. เทา ลฺวห ต คิ สฺรุก สฺรโมเอํม ไปลุถึง สรุก สมอ-แอม; ไปปักหลัก- สงฺโคล โอย วฺรกรุณา ปฺรสาท จารึกพระราชทานความดีความชอบ ๒๒. ต วาป สรฺวฺวศิว ต นูว กุเล แก่วาปสรรพศิวะและ ผู้เป็นหัวหน้า วาปสรฺววศิวโผง รวมทั้งเครือญาติของวาปสรรพศิวะด้วย. ………………… ด้านที่ ๒ คำจารึก คำแปล ๑. ๘๙๙ ศก อษฺฏมี เกตฺ เชษฺฐ (มหาศักราช) ๘๙๙ ขึ้น ๘ ค่ำ เชษฺฐ จนฺทฺร วาร เดือนมิถุนายน, วันจันทร์ ๒. นุ มฺรตาญ ศฺรีนฺฤปฺภกฺติ ด้วยมรตาญศรีนฤปภักติครรชิต ครฺชิต นุ เสฺตงงิ ครรชิตและเสตงงิ ๓. อาจารฺยฺย คุนฺโทษ ทรฺศิวรสฺภา อาจารย์คุณโทษทรรศีวระสภา, ฺปงฺคํ ถฺปฺวง ทั้งคู่พร้อมกันน้อมเศียรกราบ ๔. นิเวทฺน ยุคปต นุ กัมรเตง อัญวระคุรุ, กํมฺรเตง อญ วฺระคุรุว นุ และกัมรเตง อัญ ๕. กํมฺรเตง อญ ราชกุล ผู้เป็นราชตระกูล, กํมฺรเตง อญ มหมนฺตฺริย กัมรเตง อัญ มหามนตรี ๖. ปนฺทวล วฺรศาสฺน ต ทูลถวายพระราชโองการ เสฺตงงิ ขฺมุก วฺร กฺรลา อรฺจฺจน แด่ เสตงงิ ผู้แทนพระองค์ด้วยความคารวะ ๗. นุ วาป อญ นุ โขฺลญวล ต โดยใช้ให้ วาปอัญ, โขฺลญ สฺรุ (ก) เชง วฺนํม ผู้ปกครองสรุกเชิงพนม ๘. ปิเปฺร เทา สงฺ ปฺรศสฺต อาย ไปปักประกาศจารึกพระราชบัญญัติ สฺรโมเอํ ปิโอย วฺรกรุนา ณ สรุกสระมอแอม (และ)พระราชทาน ๙. ปฺรสาท ต มฺรตาญโสมศิว ต รางวัลความดี แก่มรตาญโสมศิวะ กนฺมวาย วาปสรฺวฺวศิว ผู้เป็นหลานวาปสรรพศิวะ ๑๐. มูล กนฺมฺยง วฺร กฺรลา ลฺอวง ผู้ปฎิบัติงานต่างพระเนตรพระกรรณ นุ กุเล โผงง๐ วรศาสน พร้อมทั้งหมู่ญาติด้วย; ๑๑. วฺวํ ชาปิ สฺวตนฺตฺร ต วฺริห พระราชโองการ ปรฺยฺยง วิษย จญฺจูล โผง ห้ามหัวหน้าหรือทหารที่ไปรับราชการ ๑๒. เนารุว โขฺลญวล โผง ต ที่ไปรับราชการที่บ้านนอก จุญ เถฺว วฺรราชการฺยฺย กระทำการริบเอา ๑๓. อาย สฺรุกเกฺรา วฺวํ อาจ ซึ่งข้าวเปลือก, น้ำมัน, ติ จาป อฺนก ตคิ สฺรโมเอํ และจับชาวบ้านสระมอ-แอม ๑๔. นา กนฺมฺยง วฺรกฺรลา ลฺอฺวง ปิ ผู้เป็นข้าบาทแห่งพระเจ้าแผ่นดิน เถฺวกฺษต ปิ ทาร ทฺราวย, คิ ตราป เพื่อให้ทำไร่นาและเรียกร้อง(ริบ)ทรัพย์สิน ๑๕. ภูมิ อํวิ ต คิ ปฺรฺศสฺต เทาปูรฺวฺว ตลอดดินแดนจากหลักพระราชบัญญัติ ทิศ คุลุงฺค ลฺวะ ต คิ วนุร นา โคล ตะวันออกกำหนดจอมปลวก, ๑๖. ติ ทกฺษิณ ตฺราป ผฺลุ (ว) รมฺมญ นา ทิศทักษิณกำหนดทางกวาง โคล ติ ปศฺจิม ตฺราป ทิศตะวันตกกำหนดหลักป่า ๑๗. ชนลีต อฺชุะห นา โคล ติ อุตฺตร ทิศเหนือกำหนดที่หลัก……….? ตฺราป อุตฺตร มฺวร นา ทุ่งนาเก่าด้านเหนือ ๑๘. โคล เนะ คิ ตราป ภูมิ สฺรโมเอํ หลักเขตนี้มี ณ ที่ดินหมู่บ้านสมอ-แอม มน มฺรตาญ โสมศว (ศิว) ภายหลังมรตาญ โสมศิวะ ได้ขอรับพระราช ๑๙. ทาร วระ กรุณา ปฺรสาท๐ ขอรับพระราชทานความดีความชอบ. ……………………… อธิบายศัพท์จารึกบางศัพท์ ๑. วร กมฺรเตง อญ /vrah kamrten an/ กัมรเตญ อัญ : ผู้เป็นใหญ่ แห่งข้าพเจ้า, ผู้ทำหน้าที่แทน, มีใช้หลายคำ เช่น กัมรเตง, กัมรตาง, กัมรตาญ ใช้ต่างสมัยกัน; ถ้าใช้กับพระเจ้าแผ่นดิน เติมบุรพบท 'วระ' เป็น วร กัมรเตง, จารึกนครวัดใช้กับพระสงฆ์ว่า " กัมรเตง สงฆ์" [ Our Lord : title for sacred beings and objects and top ranking dignitaries. ๒. กนฺมยง /Kanmen,/ เด็ก ผู้อายุน้อยกว่า, ผู้รับใช้ ( Youth, Younger, Servant of) ๓. กรฺยว /krev/ ตอน, (ให้เป็นหมัน) ๔. โขฺลญวล / Klo vala/ ผู้นำ, ทหาร, ( Leader of corvee men, Soldiers. ๕. จญจูล /cañcula/ น้ำมัน(พืช) (Castor. Oil Plant) ๖. ทิศาธิกฤต( ทิศ+อธิ+กฤต) ตุลาการประจำทิศ ( กฤต= กฎหมาย, /กฤตกรม/ ๗. ปฺรไตยฺย /pratyaya/ ผู้สวามิภักดิ์, จงรักภักดี, ผู้สนองงานพระราชา, ราชบุรุษ ( a reliable, faithful, Royal servants. ๘. ปฺรศฺสตะ /praÇsta/ ศิลาจารึก,พระราชบัญชา, พระราชบัญญัติ, ( Royal order, Act.) ๙. ผลุ รฺมฺมญ /rmman/ ผลุ (ว) ทาง, รเมียง, กวาง, (ทางกวางเดิน) ๑๐. นิเวทฺนะ/nivetana/ แจ้งข่าว, บอกข่าว. ( to inform, to present him.) ๑๑. มฺวร /mur/ นาเก่า (หมายถึงนาที่มีข้าวงอกเองจากเมล็ดข้าวที่ตกหล่นปีที่แล้ว, (ไม่ต้องหว่านซ้ำอีก ( จดหมายเหตุหลวงจีน สมัยราชวงศ์วู (woo) กังไถ่ (Kang-Thai) ที่เดินทางมาอาณาจักรอังคัวร์พนม เมื่อพุทธศักราช ๗๖๕-๘๒๐, และในพระราชพงศาวดารเขมรกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในสมัยโบราณ พื้นที่อุดมสมบูรณ์มาก ข้าวในนาปักดำหนึ่งครั้ง ( ๑ ปี) เก็บเกี่ยวได้ ๓ ปี; ( นาปีที่ ๒-๓ เรียกว่า "มวรหรือแสรมวร". ๑๒. สรุก < สตุก /stuk/ หมู่บ้าน, เมือง, (สตุก รันสี = เมืองไผ่) ; อนึ่งศัพท์นี้ ได้ถูกเปลี่ยนสถานะตามสมัย ในสมัยโบราณ สรุกหมายถึง เมือง, ชาวไทยเชื้อสายเขมรบนที่จังหวัดสระแก้ว, บุรีรัมย์, สุรินทร์ ให้สถานะของสรุก เท่ากับหมู่บ้าน ( Village), ในขณะเดียวกัน คำว่า หมู่บ้าน เขมรล่าง เรียกว่า 'ภูมิ' และสรุกหมาย ถึง "อำเภอ" เช่นสรุกทมอพวก ( อำเภอทมอพวก) ฯลฯ ๑๓. สระมอ-แอม ; เชิงนิรุกติ: จารึกตาพระยา เขียนว่า "สรโม เอํม" แต่ จารึกสด็กก็อกธม เขียนว่า " สรโม เอํ" (ไม่มี อักษร ม. มีแต่นิคหิต (-º ), และศัพท์ว่า " เอม" ซึ่งแปลว่าหวาน ปัจจุบันผลักเสียงเป็น แอม./หวาน/ (แอม> ปแอม > บังแอม = ของหวาน) (Sweets, confections) ๑๔. สฺวตฺนตฺระ /savatantra/ ผู้อาศัย, ( to be dependant) ๑๕. วริหะ/ vriha, vrihi,/ ข้าวเปลือก, (the paddy, unhusked rice.) ๑๖. วรกรุนา ปราสาท / vra karuna prasät/ บำเหน็จ, รางวัล, ความดีความชอบ, (a Royal gift, to grant a favour, to give.) ๑๗. อฺรจฺจนะ/arccna/ การบูชา, การบูชา, เคารพ, (to cult, homage.) อธิบายสาระสำคัญศิลาจารึก ตาพระยา จารึกได้ระบุ มหาศักราช ๒ ช่วง คือ หน้าแรก ระบุมหาศักราช ๘๘๔ ( พ.ศ. ๑๕๐๕) ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมัน (ศิวโลก) ครองราชย์ระหว่างปีพุทธศักราช ๑๔๗๘-๑๕๑๑) พระเจ้าราเชนทรวรมัน เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้ายโศธรวรมัน ที่ ๑) อรรถบทแห่งจารึกพรรณนาว่า เมื่อวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ( ธันวาคม) มรตาญ โขลลญศรีนรบดีวีรวรมัน ส่งราชบุรุษให้นำพระราชบัญญัติที่มีสาระสำคัญ ๒ ประการ มาให้แก่ "วาบ สรรพศิวะ" พร้อมทั้งหมู่ญาติที่มาปกครอง "สรุกแสร" บ้านนาสระมอ-แอม อนึ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับ " สรุก สระมอ-แอมนี้ ปรากฏในศิลาจารึก สด็ก กอ็กธม จารึกโศลกที่ ๑๑๐ หน้า ๔ อักษรเขมรโบราณ, ภาษาเขมรโบราณ อรรถบทว่า "ติ ในฤติย เทา วป ต โคล ปฺรสป นุภูมิ สฺรุกฺ ศิวปตฺตน สฺรโม เอํ จำงาย สฺลิก ๔" แปลว่า " เบื้องทิศหรดี ๔ สลิก จรดกับหลักเขตเมือง ,หมู่บ้าน ศิวปัตตนะ สระมอแอม.". จึงได้ข้อมูลตรงนี้อีกว่า ชื่อบ้านนามเมืองโคกสูง-ละลมติม นี้ ชื่อทางราชการว่า “ศิวปัตตนะ” ชื่อชาวบ้านเรียกกันว่า “ สรอ-มอ-แอม ด้วยประการฉะนี้. ศัพท์ว่า “สลิก” มาตราวัดจำนวน เท่ากับ ๔๐๐, ฉะนั้น ๔๐๐x๔ = ๑๖๐๐ ในจารึกไม่ได้บอกว่า ๔ สลิกของอะไร สันนิษฐานว่า อาจเป็น วา, หรือ ช่วงลูกธนู, หรือคาวุต ซึ่งเป็นมาตราวัดระยะทางในยุคสมัยนั้น.) อนึ่งมีหลักฐานประกอบยืนยันจากศิลาจารึกวัดตาพระยา ( ที่นำไปจากปราสาทนาตาบูน) อรรถบทแห่งจารึก โศลกที่ ๒ ระบุชัดว่า เมื่อวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ( ธันวาคม) มรตาญ โขลลญศรีนรบดีวีรวรมัน ส่งราชบุรุษให้นำพระราชโองการ มาให้แก่ "วาบ สรรพศิวะ" พร้อมทั้งหมู่ญาติที่มาปกครอง "สรุกแสร" บ้านนาสระมอ-แอม. โดยหลักฐานศิลาจารึกทั้ง ๒ หลักนี้ จึงเชื่อได้ว่า " หมู่บ้านโคกสูง-ละลมติมนี้ ชื่อเดิมคือ " ศิวปัตตนะ-สระมอแอม," ด้วยประการะฉะนี้. สาระในพระราชโองการ/พระราชบัญญัติ ๑. ทรงปูนบำเหน็ดความดีความชอบให้แก่วาบสรรพศิวะและเครือญาติ ที่ได้บริจาค อาคารพร้อมสิ่งปลูกสร้าง, ที่ดิน โคกระบือ อุทิศเป็นพระราชกุศลถวายบุรพกษัตริย์ (ธุลีพระบาทธุลีเชิง วระ กัมรเตง อัญ) ที่ได้เสด็จสู่รุทธโลก (สวรรคตไปโลกแห่งพระศิวะแล้ว, ศัพท์ว่า " รุทธะ" เป็นพระนามของพระศิวะอีกพระนามหนึ่ง. ๒. ให้ไปปักหลักเขตแดนกัลปนาเทวาลัย เขตที่ดินของปราสาท, แสรพระ- นาพระ) ส่วนหน้าที่ ๒ ระบุมหาศักราช ๘๙๙ (พุทธศักราช ๑๕๒๐) ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ ( ปรมวีรโลก) ( พุทธศักราช ๑๕๑๑-๑๕๔๔) เข้าใจว่า จารึกหลักนี้เขียนในรัชสมัยนี้ และจารจารึกโดยนำเรื่องราวครั้งรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมันมากล่าวด้วย. และการกระทำกัลปนาอุทิศแด่ วระ กัมรเตงอัญ รุทธโลก (ศิวโลก) หมายถึง พระเจ้าราเชนทรวรมัน ที่เสด็จสวรรคตแล้ว ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕. สาระสำคัญในศิลาจารึก ในวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗, มหาศักราช ๘๙๙. ๑. มีพระราชโองการ( พระราชบัญญัติ) ให้ข้าราชการจารศิลาจารึกไว้ที่ สรุกสระมอ-แอม (สันนิษฐานว่า เป็นศิลาจารึกหลัก ปจ. ๑๓ นี้) ให้ มรตาญโสมศิวะ ผู้เป็นหลานของวาบสรรพศิวะ พร้อมทั้งหมู่ญาติ โดยสาระในพระราชบัญญัติ "ห้ามข้าราชการที่ไปทำงานราชการในชนบท อย่ากดขี่ข่มเหง จับราษฎรซึ่งเป็นข้าแผ่นดิน บ้านสระมอ-แอม มาคุมขังเพื่อ รีดไถเอาข้าวเปลือก, เอาน้ำมัน และจับบังคับชาวบ้านให้มาทำไร่ทำนาให้ตน. ฯลฯ ๒. ให้ทำการปักเขตแดนศาสนสถาน สระมอ-แอม ( กำลังค้นหาหลักเขต ) ๒. จารึกพระราชโองการ ศิลาจารึกพระราชโองการพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๕, ตั้งอยู่ที่ข้างเส้นทางช่องเขาตะโก ตำบลทัพราช, อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้วปัจจุบัน ระหว่างเส้นทางขึ้นเขาบรรทัด เชื่อมต่อไปยังอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ มีศาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าจ่าอยู่หัว รัชการที่ ๕ ประดิษฐานอยู่ สถานที่ตรงนี้เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๔๒ ( ร.ศ. ๑๒๗) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชการที่ ๕ ได้เสด็จประภาสทรงดูแลสุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎร์ ภาคตะวันออก และได้เสด็จมาถึงภูเขาลูกนี้ สมัยนั้นเส้นทางผ่านระหว่างช่องตะโก ยังใช้เส้นทางเก่า ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกตรงซอกเขาประมาณ ๒๐๐ เมตร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่สะดวก จึงมีพระราชโองการโปรดให้สร้างเส้นทางเชื่อมระหว่างจังหวัดปราจีนบุรี ( สระแก้ว) ข้ามเทือกเขาบรรทัด ไปยังภาคอีสานใหม่ คือเส้นทางที่ปรากฏปัจจุบัน. ถนนตัดผ่านภูเขา ก้อนที่ ๒ หน้ากว้างประมาณ ๓ เมตร ยาวประมาณ ๕ เมตร จารึกคำอธิษฐานของผู้ที่มาตัดถนน ๗ บรรทัด ข้อความลบเลือนมาก อ่านได้ความบรรทัดที่ ๕-๗ …… วันที่ ๑๓ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๗….ขอให้ข้าพเจ้าเจริญศุขศานติ์ อายุยืนเหมือนก้อนหินนี้เทอญ …นิพพานะ ปัจจโย โหตุ. ๒. สระเพลงและสระแบ็ย เรื่องเกี่ยวกับสระเพลงและสระแบ็ย มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน จึงนำมากล่าวดังนี้ ๑. สระเพลง ตั้งอยู่ อยู่เชิงเขาบรรทัด ด้านทิศตะวันตก ของโครงการทับทิมสยาม ๐๓ (ศูนย์อพยพเขมรไซร้ ทู เก่า) ในเขต หมู่ที่ ๑ ตำบลทัพไทย อำเภอตาพระยา จังหวัด สระแก้ว สภาพภูมิประเทศ ปัจจุบันตื้นเขิน แห้งขอด มีน้ำขังเฉพาะหน้าฝนท่านั้น สภาพที่ปรากฏ เป็นแหล่งตัดหินขนาดใหญ่ มีร่องรอยสกัดจากก้อนใหญ่ปรากฏอยู่ สันนิษฐานว่า ไม่ใช่สระขุดเพื่อเป็นแหล่งน้ำ แต่เป็นแหล่งที่ขุดตัดสกัดเอาหิน โดยยังมีก้อนหินที่ตัดแล้วยังไม่ได้เอาไปก็มี กล่าวขานกันว่า " ช่างได้นำหินที่นี่ไปสร้างปราสาทบันเตียยฉมาร์,” อนึ่งสระนี้ชาวบ้านเล่าขานสืบ ๆ กันมาว่า ในสมัยก่อน ๆ เมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปีมาแล้ว ทุก ๆ วันพระ ชาวบ้านใกล้เคียงจะได้ยินเสียง ดนตรี เสียงระนาด มโหรี ไพเราะเสนาะโสตแว่วมาจากสระ และในขณะเดียวกัน จะได้กลิ่นอาหารทิพย์ จากอาณาบริเวณสระเพลงนี้ เสียงดนตรีและกลิ่นโชยอาหารทิพย์พึงหายสายสูญไปเมื่อประมาณ ๔๐ กว่าปีมานี้เอง ( ๒๕๔๘) ๒. สระแบ็ย หรือสระสาม ตั้งอยู่ บนเนินราบกว้างเหนือเทือกเขา บรรทัด ห่างจากสระเพลงประมาณ ๕ กิโลเมตร ขนาดของสระประมาณ ๒๐๐ X ๓๐๐ เมตร , ตั้งอยู่เรียงกันทั้งสามแห่ง ( เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ ข้าพเจ้าและทีมงาน ได้เดินทางไปสำรวจ แต่ยังไม่ได้รายละเอียดเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะการเดินทางลำบากมาก และ มีเวลาจำกัดมาก. (ภาพ ๘,๙) ๓. แหล่งตัดหิน แหล่งตัดหินมี ๒ แห่ง คือ ๓.๑ แหล่งตัดหินศิลาแลง) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านทัพเซียม อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว พื้นที่เป็นบริเวณกว้าง แต่ถูกผู้ประมูลเหมาสร้างถนนหนทาง มาขุดเอาก้อนดินก้อนหิน จนเปลี่ยนสภาพไปสิ้นแล้ว (ภาพ) ๓.๒ แหล่งตัดหินเขาลูกช้าง ที่ตั้งอยู่ที่ เขาลูกช้าง (หลังสำนัดสงฆ์เขาลูกช้าง) ลักษณะหินตัดไม่เหมือนที่อื่น คือ ตัดเฉพาะหรือสกัดจากก้อนใหญ่ ออกมาเป็นชิ้น ๆ แต่ละชิ้นขนาดประมาณ ๑.๐๐x .๘๐ เล็กใหญ่กว่านี้บ้าง ยังมีร่องรอยที่สกัดออกมาแล้ว แต่ยังไม่ได้ขนเอาไปหลายก้อน. ๓.๓ แหล่งตัดหินเขาบรรทัด เป็นแหล่งตัดหินศิลาทราย มีร่องรอยให้ปรากฏ และบางก้อนยังมิได้ลากไป มีร่องรอยการลากเป็นแนว คาดว่า หินตรงแหล่งนี้เป็นหินมีคุณภาพดีมาก และเป็นหินที่มีคุณสมบัติเหมือนกับปราสาทหิน บันเตียยฉมัร /บันทายฉมัร/ ที่อำเภอทมอพวก, ประเทศกัมพูชา. ๓.๔ แหล่งตัดหินเขาคันนา ๔. แหล่งเตาเผา ๕. แหล่งตีมีด ๖. เส้นทางเดินทัพและแหล่งพักทัพ. สมัยกรุงศรีอยุธยา/รัตนโกสินทร์ ๗. ละลุ ละลุ (เป็นคำคุณศัพท์, ภาษาเขมร แปลว่า " ทะลุ, เสีย, (ชาวบ้านเรียกอีกอย่างว่า แพะเมืองผี) เป็นปรากฏการณ์ของพื้นดินที่ทรุดลง ตามธรรมชาติ ส่วนที่เหลือจะปรากฏเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ มีอยู่มากแห่งในเขตอำเภอตาพระยา ในเขตตำบลทัพ ตำบลทัพไทย แต่ที่มากที่สุดที่ หมู่บ้านเนินขาม (ละเบิกอำปึล) และหมู่บ้านคลองยาง ตำบลทัพราช เป็นต้น. (ภาพ ๑๐-๑๑) ๘. พระพุทธรูปที่สำคัญ ๘.๑ พระพุทธคันธารราฐ ประดิษฐานที่มณฑปหน้าที่ว่าการอำเภอตาพระยา พระพุทธรูปคันธารราฐ เป็นพระพุทธรูปสกุลช่างแห่งแค้วนคันธารรัฐศิลปคันธาระของอินเดีย ในเชิงพุทธศิลป์ เรียกว่า " พุทธศิลป์แบบกรีกแห่งคันธาระ (Graeco- Budha Art of Gandhãra) " เขมรได้เริ่มสร้างพุทธศิลปคันธารราฐ ประมาณ พุทธศักราช ๒๓๙๐. ศิลปะแบบคันธาระ รุ่งเรืองในสมัยราชวงศ์ กุสาณะของอินเดีย ( พ.ศ. ๖๑๑-๖๔๔) ในรัชสมัยนี้ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ได้มีการปลูกสร้างศาสนวัตถุตลอดปูชนียสถานมากมาย แต่พุทธศาสนาและปูชนียสถานได้ถูกทำลายครั้งสงครามรุกรานของฮั่น บันทึกของหลวงจีนเหียนจัง ครั้งเดินทางผ่านแคว้นคันธาระ เมื่อพุทธศักราช ๑๑๗๓ จารึกไว้ว่า " ก่อนหน้านี้ ราว สี่ร้อยปี มีกษัตริย์ผู้โหดร้ายของชาว หูณะ ( ชาติหูณะ หรือฮั่น) นามว่า "มิหิรกุ" ได้ยกทัพมาทำลายวัดวาอารามปูชนียสถานของพระพุทธศาสนาในแคว้นคันธาระเสียสิ้น เมื่อนักโบราณดีได้ทำการศึกษาขุดค้นร่องรอย แคว้นคันธาระ ได้พบซากโบราณสถานและพบศิลปะวัตถุทางพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติวัติและชาดกต่าง ๆ รวมทั้งเวสสันดรชาดก สุวรรณสามชาดก และสีพีชาดกเป็นต้น คำว่า " คันธาระ" เป็นชื่อแคว้นหนึ่งของอินเดียโบราณ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอินเดีย ปัจจุบันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน อนึ่งในสมัยพุทธกาล คันธาระเป็นแคว้นหนึ่งที่นับเข้าใน โสฬสะชนบท มีผู้ครองนครชื่อ " พระเจ้าปุกกุสาติ" ตั้งเมืองอยู่ที่นครตักกสิลา มีสัมพันธ์ไมตรีกับพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ ครั้นพระเจ้าปุกกุสาติ ได้สดับข่าว " พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว" จึงได้เดินทางมายังจากแคว้นคันธาระมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ กรุงงสาวัตถี เลื่อมใสในพระพุทธธรรม จึงประกาศตนเป็น พุทธมามกะ และทรงผนวชเป็นพระพระภิกษุ ต่อมา เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งแคว้นมคธ ขึ้นครองราชย์ ศรัทธาในพระพุทธธรรม จึงได้ทำครั้งทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ได้ส่ง พระมัชฌันติกเถระ ไปเผยแพร่พุทธศาสนาในแคว้นคันธาระอีก. ๘.๒. พระพุทธรูปนาคปรก พระพุทธรูปนาคปรกที่วัดโคกเกวียน เป็นพระพุทธรูปสมัยลพบุรี เป็นศิลาทรายเขียว ขุดพบที่ปราสาทบ้านโคกไพล เมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ( ๒๕๔๗) ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดโคกเกวียน ตำบลทัพราช, อำเภอตาพระยาใ ๘.๓ พระพุทธรูปนาคปรกสมัยลพบุรี เป็นพระพุทธปฏิมากรศิลาทรายสีเขียวชั้นหนึ่ง สวยงามมาก ขนาดสูง ๘๐ เซนติเมตร พุทธปฏิมากรองค์นี้ นายยืน (ไม่ทราบนามสกุล) บ้านกระสัง นายแหลม (ไม่ทราบนามสกุล) บ้านตะลุมพุก (ลำพุก) กับเพื่อน ๆ อีก ๗ คน ได้ขุดพบที่หนองบัลลังก์ ทางทิศใต้บ้านหนองปรือ ครั้นแล้วอัญเชิญไปไว้ที่วัดมะกอก ต่อมาถูกคนร้ายขโมยไป แต่ติดตามมาได้ จึงอัญเชิญไปไว้ที่ สถานีตำรวจ อำเภอตาพระยา ต่อมาประมาณปี ๒๕๒๐ นายประเทือง เวียรศิลป์ นายอำเภอตาพระยา ได้มอบให้นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากร อัญเชิญไปประดิษฐานที่พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ พระนคร. ๘.๔ พระพุทธรูปนาคปรก ที่วัดตาพระยา ได้พบพระพุทธรูปนาคปรกศิลาทราย ศิลปะบายน ที่พิพิธภัณฑ์วัดตาพระยา ขนาดหน้าตัก ๔๘ เซนติเมตร, สูงจากฐานหางนาคขด ๙๕ เซนติเมตร. พระพุทธรูป ปางขัดสมาธินาคปรก ที่มักเรียกทั่วไปว่า " สมัยลพบุรี" ความจริงแล้ว พระพุทธรูปนี้ ในเชิงศิลปะ เป็นพุทธศิลป์แบบบายน เป็นพระพุทธปฏิมากรที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ โปรดให้สถาปนาขึ้น โดยถวายพุทธทินนามว่า "ชัยพุทธมหานาถ /Jayabudhãmahãnãtha/ " (ชยวุทธมหานาถํ ) และอัญเชิญไปประดิษฐานในหัวเมืองต่าง ๆ ๒๓ เมือง ในจารึกปราสาทพระขรรค์ โศลกที่ ๑๑๕-๑๒๖ ได้กล่าวถึงเมืองลวปุระ, (ลพบุรี) (วัชรปุระ) เพชรบุรี, (ราชปุระ) ราชบุรี ตลอดกาญจนบุรี เป็นต้นด้วย แต่โดยที่พบครั้งแรกที่เมืองลพบุรี ช่างจึงตั้งชื่อเชิงพุทธศิลป์ที่พบที่อื่นว่า " พุทธรูปสมัยลพบุรี" (ภาพที่ ๑๒,) ๘.๕. พระพุทธรูปวัดโคกสูง เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิพบที่บ้านโคกตร็อบ /ข./ ( โคกมะเขือ) โดยราษฎรบ้านนางาม ครั้นแล้วแห่ไปยังวัดโคกสูง เมื่อประมาณปี พุทธศักราช ๒๕๔๐ ต่อมาถูกคนร้ายตัดเศียรไป ปัจจุบันได้หล่อพระเศียรแทนแล้ว. ๘.๖ พระบอง พระผโอน พระพุทธปฏิมากรที่วัดโคกปราสาท ตามตำนานเล่าขานว่า พระพุทธปฏิมากรที่วัดนี้ เดิมมี ๒ องค์ เรียกว่า " พระบองพระผโอน" /พระพี่พระน้อง/ ปัจจุบันพระพุทธรูปที่ประดิษฐานที่วัดโคกปราสาทเรียกว่า "เปรียะบอง คือพระพี่" ส่วนพระน้องหรือเปรียะผโอน อยู่ที่เขตแดนกัมพูชา. นางามกุดเตย ข้อมูลเก็บ ๑. ชื่อหมู่บ้าน : นางาม ๒. ผู้มาอยู่ชุดแรก ผู้ที่มาตั้งอยู่แรก เป็นชาวเขมรจากบ้านสวายเจก มี ตาจัน, ตาเจ็บ, และตาเย็น ต่อมา ตา…….. ถูกไม้ตีตาย ๓. โบราณสถาน : ปราสาทนาเรียย ( นารายณ์) มีซากปราสาทแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านทางทิศใต้ ปัจจุบันอยู่ในที่ครอบครองของนาย …………………สภาพตัวปราสาทถูกขุดค้นดินทับถมหมดแล้ว เมื่อประมาณ พ.ศ. ………… เมื่อปี ๒๕๔๐ นายได้พบพระพุทธรูปนาคปรกแล้วพากันแห่ไปประดิษฐานที่วัดโคกสูง ต่อมาถูกคนร้ายตัดเศียรไป ปัจจุบันได้หล่อพระเศียรแทนแล้ว. ๔. สระน้ำโบราณ ๑. สระปราสาทนาเรียย ๒. สระตาจ ๕. หลักหมู่บ้าน ศาลเจ้า (กะตวม-อะเนียกตา ปู่นวง ( ก่อนตาจัน) ๑. ศาลตานวง อายุไผ่ ๘๐ ปี ออกขุย (เมล็ด) แล้วก็ตาย ๖. เสาหลักบ้าน ปัจจุบัน ข้อมูลทั่วไป จำนวนหลังคาเรือน……………….. ๖. ศาสนสถาน/ โรงเรียน ๑. วัดสร้างเมื่อ …………………………………………………………………………………………………………………………………. ๒. โรงเรียนสร้างเมื่อ……………………………………………………………….. ๗. ผู้นำชุมชน ๑. ครอบครัวอาจารย์บุญส่ง สายสุคนธ์ มาอยู่เมื่อ ……………………. ๒. ชุมชนบ้านกุดเตย- ร่มทอง บ้านกุดเตย ซอย ๕ ชุมชนตรงนี้เป็นชุมชนไทยเชื้อสายเขมร ส่วนใหญ่โยกย้ายมาจาก จังหวัดบุรีรัมย์ จาก บ้านทุ่งวัง อำเภอชุมพล จังหวัดสุรินทร์ ต่อแดนอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ที่เดินทางมารุ่นแรก ชื่อ นายสาม นางเกีย ยอดอุดม ภายหลังมีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านมาตามอีก ๔– ๕ ครอบครัว เช่น ครอบครัว นางลุน โคกมี (ขณะนี้ ๒๕๔๙ อายุ ๑๐๐ กว่าปีแล้ว) มีสามีชื่อ นายโล้น (เสียชีวิตแล้ว) คุณยายลุน เล่าต่อไปว่า ตอนมาครั้งแรกนั้นแถวนี่มีแต่ป่าดง ข้อมูล ยายเมือง พระศรีรัมย์ อายุ ๗๔ ปี ( ๒๕๔๙) นางามกุดเตย ข้อมูลเก็บ ๑. ชื่อหมู่บ้าน : นางาม ๒. ผู้มาอยู่ชุดแรก ผู้ที่มาตั้งอยู่แรก เป็นชาวเขมรจากบ้านสวายเจก มี ตาจัน, ตาเจ็บ, และตาเย็น ต่อมา ตา…….. ถูกไม้ตีตาย ๓. โบราณสถาน : ปราสาทนาเรียย ( นารายณ์) มีซากปราสาทแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ติดกับหมู่บ้านทางทิศใต้ ปัจจุบันอยู่ในที่ครอบครองของนาย …………………สภาพตัวปราสาทถูกขุดค้นดินทับถมหมดแล้ว เมื่อประมาณ พ.ศ. ………… เมื่อปี ๒๕๔๐ นายได้พบพระพุทธรูปนาคปรกแล้วพากันแห่ไปประดิษฐานที่วัดโคกสูง ต่อมาถูกคนร้ายตัดเศียรไป ปัจจุบันได้หล่อพระเศียรแทนแล้ว. ๔. สระน้ำโบราณ ๑. สระปราสาทนาเรียย ๒. สระตาจ ๕. หลักหมู่บ้าน ศาลเจ้า (กะตวม-อะเนียกตา ปู่นวง ( ก่อนตาจัน) ๑. ศาลตานวง อายุไผ่ ๘๐ ปี ออกขุย (เมล็ด) แล้วก็ตาย ๖. เสาหลักบ้าน ปัจจุบัน ข้อมูลทั่วไป จำนวนหลังคาเรือน……………….. ๖. ศาสนสถาน/ โรงเรียน ๑. วัดสร้างเมื่อ …………………………………………………………………………………………………………………………………. ๒. โรงเรียนสร้างเมื่อ……………………………………………………………….. ๗. ผู้นำชุมชน ๑. ครอบครัวอาจารย์บุญส่ง สายสุคนธ์ มาอยู่เมื่อ ……………………. สภาพมองจากบ้านร่มทอง เขาอีด่าง สภาพแห้งแล้งขาดน้ำ อ่างน้ำซับกะแต ซับกระแต เป็นแหล่งน้ำซับจากเขาอีด่าง เคยเป็นอ่างน้ำสำคัญเลี้ยงเขมรอพยพศูนย์เขาอีด่าง เมื่อปี ๒๕๒๒-๒๕๓๕ (ชาวเขมรอพยพประมาณ ๖ หมื่นคน) มีท่อน้ำขนาดใหญ่ทอดไปยังศูนย์อพยพ เมื่อเขมร เสียดายเมื่อเขมรกลับบ้านแล้ว แหล่งน้ำนี้ถูกคนร้ายมาทุบตีขุดเอาท่อน้ำไปหมด สำหรับน้ำที่มาขังอยู่ตรงนี้ เป็นน้ำซับ และน้ำฝนที่ตกจากเขาอีอ่าง ซึ่งถ้าจะสร้างโครงการแก้มลิง ก็สามารถเริ่มได้จากจุดนี้ทอดยาวเหนือใต้ประมาณ ๒- ๓ กิโลเมตร จากพื้นที่ตรงนี้ ตั้งอยู่ห่างจากถนนธนวิถี ( อรัญตาพระยา) ประมาณ ๒ กิโลเมตร และห่างจากเชิงเขาประมาณ ๒ กิโลเมตรเช่นกัน อาจารย์บุญส่ง สายสุคนธ์ ชี้แนวทาง ข้อเสนอแนะ ทางการสามารถสร้างเขื่อนได้ ตามแนวเชิงเขา ด้านถนนธนวิถี โดยอาจกั้นระหว่างตั้งแต่หลักกิโลเมตรที่ ๓๑- ๓๓ โดยแบ่งเขตสนามยิงปืนของราชการทหาร ก็เห็นว่าอาจเพียงพอ หรือสุดแต่ทางราชการจะเห็นควร ผลที่คาดว่าจะได้รับ เขื่อนกักเก็บน้ำ ( แก้มลิงเขาอีด่าง) เป็นการแก้ปัญหายากจนที่ยั่งยืน ( น้ำคือชีวิต) ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๑. ชาวบ้านทั้งอำเภอตาพระยาส่วนทิศใต้ และชาวบ้าน อำเภอกิ่งโคกสูงทั้ง เขาอีด่าง สภาพแห้งแล้งขาดน้ำ อ่างน้ำซับกะแต ๒. ชุมชนบ้านกุดเตย- ร่มทอง บ้านกุดเตย ซอย ๕ ชุมชนตรงนี้เป็นชุมชนไทยเชื้อสายเขมร ส่วนใหญ่โยกย้ายมาจาก จังหวัดบุรีรัมย์ จาก บ้านทุ่งวัง อำเภอชุมพล จังหวัดสุรินทร์ ต่อแดนอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้ที่เดินทางมารุ่นแรก ชื่อ นายสาม นางเกีย ยอดอุดม ภายหลังมีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านมาตามอีก ๔– ๕ ครอบครัว เช่น ครอบครัว นางลุน โคกมี (ขณะนี้ ๒๕๔๙ อายุ ๑๐๐ กว่าปีแล้ว) มีสามีชื่อ นายโล้น (เสียชีวิตแล้ว) คุณยายลุน เล่าต่อไปว่า ตอนมาครั้งแรกนั้นแถวนี่มีแต่ป่าดง ข้อมูล ยายเมือง พระศรีรัมย์ อายุ ๗๔ ปี ( ๒๕๔๙) ภาคผนวก ๑. ประวัติเจ้าพระยาบดินทร์เดชาชัยนุชิต เจ้าพระยาบดินทร์เดชา, นามเดิม สิงห์ สิงหเสนี เกิดเมื่อวันพุธ แรม ๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะแม, ( ตรงกับวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๓๑๘) ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช ท่านเป็นบุตรคนที่สี่ ของเจ้าพระยาอภัยราชา (ปิ่น) มารดาชื่อ ท่านผู้หญิงฟัก. เจ้าพระยาอภัยราชา เป็นข้าหลวงเก่าในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ประกอบความดีแก่ชาติบ้านเมืองมาก จึงเป็นเหตุให้ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาครั้งยังเยาววัย มีโอกาสพบปะขุนนางผู้ใหญ่ และมีประสบการณ์มาก. การศึกษา เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ได้รับการศึกษา "อักษรสมัย" จากสำนักสมเด็จพระวันรัตน์ (ทองอยู่) วัดบางหว้าใหญ่, รับราชการ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาฯ เข้ารับราชการ เมื่ออายุ ๑๖ ปี บิดาได้นำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ขณะอายุ ๑๖ ปี ด้วยความเป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ไฝ่เรียนไฝ่รู้ ประกอบกับเป็นบุตรของขุนนางผู้ใหญ่ เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นที่ " จมื่นเสมอใจราช" ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ บิดาของท่านได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์ เป็นที่ "สมเด็จเจ้าพระยาวังหน้า" จมื่นเสมอใจราช ก็ได้ย้ายตามบิดาไป และได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นที่ " จมื่นพระนายเสมอใจราช" และไม่นานนักก็ได้เลื่อนเป็น " จมื่นศรีบริรักษ์" ตำแหน่งปลัดกรมพระตำรวจขวา. ลุปีพุทธศักราช ๒๓๕๒ พม่ายกทัพมาล้อมเมืองถลาง จมื่นศรีบริรักษ์ ได้เป็นรองปลัดลาดตระเวนในกองทัพเรือ ได้แสดงความสามารถจับเรือลาดตระเวนพม่าได้ สองลำ พร้อมเชลยพม่าได้ ๓๘ คน พร้อมทั้งอาวุธและเสบียงอาหารเป็นจำนวนมาก หลังจากปราบพม่าแล้ว ท่านได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นที่ " พระพรหมสุรินทร์" ตำแหน่งเจ้ากรมตำรวจขวา และมาภายหลังอีกเมื่อท่านเจ้าพระยาอายุได้ ๓๓ ปี ได้ไปช่วยราชการที่เมืองเขมร เมื่อเขมรเกิดจลาจล พระอุทัยราชาสมคบกับญวน จับพญาจักรี ( แบน) และพญากระลาโหม ( เมือง) ฆ่า หลังศึกสงคราม พระพรหมสุรินทร์ (สิงห์) ได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นที่ " พระราชโยธา" ต่อมาในปี พุทธศักราช ๒๓๕๖ ได้รับเลื่อนบรรดาศักดิ์อีก เป็นที่ " พระยาเกษตรรักษา" ตำแหน่งว่าการฝ่ายกรมนาเสด็จในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และเมื่อสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์ ในปี พุทธศักราช ๒๓๖๗ หลังจากนั้น ๓ ปี คือในปีพุทธศักราช ๒๓๗๐ ได้โปรดเกล้าเลื่อนบรรดาศักดิ์ พระยาเกษตรรักษาเป็นที่ "พระยาราชสุภาวดี" ตำแหน่งสมุหนายก และจากนั้นอีก ๒ ปี คือในปี พุทธศักราช ๒๓๗๒ ท่านได้รับพระราชโองการให้เป็นแม่ทัพไปปราบขบถเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ท่านได้สำแดงอัจฉริยะแห่งนักรบ ด้วยความอาจหาญชาญชัย ปราบเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ราบคาบ ในการนี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อได้ทรงทราบว่า เจ้าพระยาราชสุภาวดี ได้ปราบเวียงจันทน์ได้ราบคาบแล้ว โปรดปูนบำเหน็ดในที่รบด้วยการมีพระราชโองการเลื่อนบรราดศักดิ์พระยาราชสุภาวดี เป็นที่ "เจ้าพระยาบดินทร์เดชาสมุหนายก". อนึ่ง เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชาทำการปราบขบถเจ้าอนุวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ทำลาย (เผา)เมืองเวียงจันทน์ หลวงพระบางเสีย เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้ปฏิบัติตามพระราชโองการคือเผาเมืองเวียงจันทน์และเมืองหลวงพระบางสิ้น ยกเว้นวัดวาอาราม และทรัพย์สินของวัดทางพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะเจ้าพระยาบดินทร์เดชาฯ เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ทำสงครามที่ไหนเมื่อได้ชัยชำนะแล้วสร้างวัดที่นั่น แม้ในเมืองเขมร เช่นวัดที่เมืองอุฎงมีชัย (อุดงค์) เป็นต้น. ครั้นได้ทำลายเมืองเวียงจันทน์, หลวงพระบางเสร็จสิ้นแล้ว จึงยกทัพกลับพระนคร ในการนี้ได้นำครอบครัวลาวเผ่าญ้อจากท่าอุเทนมายังเมืองอรัญญ์ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่เมืองสวายศรีโสภณ กัมพูชา) ด้วย ( สมัยอังควร์พนม เรียกชื่อว่า "วนปุระ" ?) ภายหลัง ครัวลาวเผ่าญ้อได้ย้ายจากเมืองอรัญญ์ มาตั้งรกรากอยู่ที่คลองลึก ที่ตั้งอำเภออรัญประเทศปัจจุบัน โดยได้สร้างหลักเมืองและศาลปู่ตา (เจ้าพ่อเสาสูง) ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน. นอกจากนี้ แม่ทัพแห่งรัตนโกสินทร์ได้แยกย้ายครัวลาวตามเผ่าพันธุ์หรือชนเผ่าไปยังที่ต่าง ๆ กันเช่นชาวลาวเผ่าโซ่งมาไว้ที่เมืองปักธงชัย นครราชสีมา, ลพบุรี สุพรรณบุรี, ส่วนเจ้าลาวบางส่วนอพยพไปที่เมืองลิง (กบิลบุรีเก่า) ฯลฯ เส้นทางเดินทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ในบริเวณพื้นที่อำเภอตาพระยาปัจจุบัน เป็นเส้นทางเดินทัพ, เส้นทางพักทัพ ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธาตอนปลายต่อกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ครั้งถึงรัชสมัยพรนะบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ ๓ ช่วงระยะเวลา ๒๐ ปี ไทยต้องทำสงครามกับญวนที่มาก่อปัญหาในเมืองเขมร โดยกระทำทารุณกรรมราษฎรเขมรต่าง ๆ เพื่อให้เกรงกลัว เพื่อ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมร เรื่องที่ญวนทำทารุณกรรมชาวเขมรนี้ ได้ถูกบันทึกไว้ว่า “ทำอย่างไร้มนุษยธรรมต่อราษฎรเขมร เช่นทำโดย เอาก้านตาลเลื่อยคอ, หรือตัดหัว ๓ คนแล้ว เอามาตั้งเป็นเชิงกราน (สามเส้า) ต้มน้ำ แล้วเรียกให้คนเขมรดูเป็นต้น เพื่อให้เขมรเข็ดขยาดไม่ต่อกล้าต่อสู้ เป็นต้น” โดยเหตุที่ญวนต้องการยึดครองเมืองเขมรและเมืองไทย (ทั้งนี้เพราะญวนต้องการขยายดินแดน หลังจากที่ได้ยึดครอง อาณาจักรจามปาและไพรนครของเขมรมาแล้ว) ถึง ๔ ครั้งคือ :- ครั้งที่ ๑ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๗๖ ครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๘๔ ครั้งที่ ๓ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๘๕ และ ครั้งที่ ๔ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๘๘ การสงครามทั้งสิ้นนี้ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาในฐานะแม่ทัพ ได้เดินทำมายังเส้นทาง กรุงเทพฯ- ปราจีนบุรี - ช่องตะโก -บัดฎำบอง ( พระตะบอง) ทั้งนั้น ในปี พุทธศักราช ๒๓๗๖ เจ้าพระยาบดินทร์เดชาได้เดินทัพและตั้งทัพตั้งค่าย ณ เชิงเขาบรรทัดนี้ เนื่องด้วยเป็นชัยภูมิดี และเป็นที่ตั้งเมืองโบราณ ทั้งอุดมสมบูรณ์ โดยค่ายแม่ทัพตั้งอยู่บริเวณที่ตั้งวัดตาพระยาปัจจุบัน เมื่อมีชุมชนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ จึงภายหลังชาวบ้านพากันเรียก หมู่บ้านนี้ว่า " บ้านทัพพระยา" ภายหลังผลักคำเป็น " บ้านตาพระยา" จวบถึงปัจจุบันนี้. อนึ่งเจ้าพระยาบดินทร์เดชาไชยนุชิต เป็นแม่ทัพที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก ยกทัพไปแห่งใดสร้างวัดที่นั้นดังกล่าว นัยว่าท่านสร้างวัดถึง ๗ วัดรวมทั้งวัดตาพระยานี้ด้วย โดยเมื่อเสร็จศึกสงครามปราบญวนราบคาบแล้ว ได้สร้างวัดตาพระยาขึ้นในปี พุทธศักราช ๒๓๙๐ ปัจจุบันทางการได้สร้างรูปอนุสาวรีย์ท่านไว้ ในบริเวณวัด เป็นอนุสาวรีย์เคารพสักการะรำลึกถึง พระคุณของท่าน. เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ถึงแก่อสัญกรรม วันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๘๒ สิริชนมายุ ๗๒ ปี. ……………………………….. ๒. ประวัติเจ้าพ่อปลัดสน เจ้าพ่อปลัดสน หรือปลัดสน ท่านเกิดที่ หมู่บ้านจันตคาม ตำบลหนองหอย อำเภอ ปัจจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี บิดาชื่อ นายขำ แกมจินดา, ก่อนที่จะมาเป็นปลัดตำบล และปลัดอำเภอ เจ้าพ่อปลัดสนเป็นครูสอนโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ บ้านหนองหอย จังหวัดปราจีนบุรี และที่โรงเรียนนี้ทั้งโรงมีครู ๒ คนเท่านั้น ประมาณปี ๒๕๐๐ มีประกาศรับปลัดตำบลตาพระยา เจ้าพ่อปลัดสนลาออกจากครูไปสมัครเป็นปลัดตำบลตาพระยา เดิมในพื้นที่อรัญประเทศ บ้านตาพระยา มีผู้ร้ายชุกชุม ไม่มีผู้ใดกล้าหรืออยากมาอยู่ หรือมารับราชการที่นี่ ที่บ้าตาพระยา สมัยนั้นยังไม่มีสถานีตำรวจ หรือค่ายทหาร คงเป็นหมู่บ้านในป่าดงเล็ก ๆ ชุมชนที่อยู่เดิม อพยพหลนหนีไปอยู่ที่อื่นหมด เพราะภัยสงคราม. เจ้าพ่อปลัดสนประกาศตนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อเจ้าพ่อปลัดสน ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดตำบลแล้ว ก็เดินทางมารับราชการที่ตำบลตาพระยา สมัยนั้น การเดินทางมาตาพระยาลำบากมาก ทางราชการยังไม่ได้สร้างถนน เดิมเป็นทางเกวียน ต่อมาภายหลัง โรงเลื่อยจักร อรัญญ์ได้รับสัมปทานไม้ในพื้นที่ตาพระยา จึงได้ขยายถนนพอลากขนไม้ได้ ไม่มีรถโดยสาร ต้องเดินทางเท้าผ่านป่า ผู้ที่เดินทางจากตาพระยา ไปเมืองอรัญญ์ หรือจากเมืองอรัญญ์ไปตาพระยา ต้องนอนค้างคืนกลางทางที่บ้านยายลิ หรือ " ทับยายลิ" (ยายมลิ นามสกุล วิสุทธิ์ศักดิ์) และข้างบ้ายยายมลินี้ (บริเวณที่ตั้งสำนักงานป่าไม้เขตปัจจุบัน) เป็นที่รวมไม้ซุงของโรงเลื่อยดังกล่าว ด้วย, ตามคำเล่าบอกของนายถา ถาวรศาสตร์ ชาวบ้านหนองแวง ตำบลหนองแวง อำเภอโคกสูง ว่ายายมลิมีผัวถึง ๕ คน บ้านของยายมลิตั้งอยู่ช่วงเชิงสะพาน- ถนนโค้งบ้านหนองแวง ด้านทิศตะวันออก ด้านใต้สำนักงานป่าไม้ กิ่งอำเภอโคกสูง ปัจจุบัน แขกไปใครเดินทางจาก บ้านอรัญญ์ไปตาพระยา ต้องมานอนค้างคืนที่นี่ เมื่อมาพักที่บ้านของแกแล้ว ท่านอาจารย์บุญส่ง สายสุคนธ์ เล่าต่อไปว่า "ยายลิเอาเป็นผัวหมด จึงเรียกเป็นที่ครื้นเครงว่า "ทับยายลิ" ด้วยประการะฉะนี้. อนึ่ง โดยที่ก่อนที่ท่านปลัดสนจะเดินทางมาที่ตาพระยานั้น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด (สุวรรณ เศวตศิลา) ได้สั่งท่านว่า "ไอ้สน กูให้มึงไปปราบผู้ร้ายให้สิ้นซากภายใน ๓ ปี" ท่านปลัดสนเมื่อเดินทางมาแล้ว ก็ประกาศตนว่า " กู นี่แหละ คือเจ้าเมืองปราจีนบุรี" จากคำพูดของท่านประโยคนี้ ทำให้ผู้คนเกรงกลัวบารมี นึกว่าท่านเป็นเจ้าเมืองหรือผู้ว่าราชการจังหวัดจริง ๆ เพราะในสมัยนั้น น้อยคนนักจะเดินทางไปถึงตัวจังหวัดปราจีนบุรี และในสมัยนั้น ในพื้นที่ตั้งแต่อรัญประเทศถึงตาพระยามีแต่ผู้ร้าย เสือร้ายชุกชุม เสือร้ายที่สำคัญ ๆ มี ๕ คนคือ :- ๑. เสือหวาด ( อยู่บ้านคลองน้ำใส ) เป็นคนเชื้อสายเขมร เป็นพวกกับ เจ้าพ่อปลัดสน ๆเรียกเสือหวาดว่า "พี่หวาด). ๒. เสือก้อน, ๓. เสือเสริฐ, ๔. เสือสำอาง, ๕. เสือฉลอง ( ลูกกำนันกวน (เขมร) และมีเสืออีกคนหนึ่ง ชื่อ เสือนิล (ไม่ปรากฏนามสกุล) มีเมียชื่อ นางโลน ไม่มีลูก เสือโลนนี้เรียกกันว่า "ขุนคลัง" เพราะว่า เสือทั้งหมดนี้จะไปทำการปล้นสดมทั่วไป และเมื่อปล้นได้มาแล้ว ไปเก็บรวมกันที่บ้าน เสือนิล โดยเสือนิลทำหน้าที่เป็นคลัง และการปล้นนั้นเสือเหล่านี้ จะปล้นตนรวยเท่านั้น และเอาเงินทองข้าวของจากคนรวยมาแจกคนจน. แผนการเสือปราบเสือ ท่านปลัดสน เมื่อเดินทางมาถึงตาพระยา แล้วก็เริ่มต้นปราบปรามโจรผู้ร้ายทันที โจรลักเล็กขโมยน้อยต่าง ๆ หรือมีนักเลงโตที่ไหน ท่านปลัดสน จะไปกำจัดหมด วิธีการของท่านก็คือ ให้ผู้ใหญ่จับมัดมือมัดตีนผู้ร้ายไว้ โดยสั่งผู้ใหญ่ว่า " ให้มึงจับมัดไว้ กูจะจัดการเอง ครั้นถึงเวลากลางคืน เจ้าพ่อปลัดสนจะขี่ม้าพร้อมอาวุธปืน เมื่อถึงแล้ว ไม่ต้องสอบสวนไต่สวน เพียงแต่ถามว่า ไหน มึงหรือชื่อ (เอ่ยชื่อผู้ร้าย) พอเงยหน้าขึ้นเท่านั้น ปลัดสนจะลั่นไกไปที่หน้าผากโจรทันที และท่านก็ขี่ม้ากลับ ให้เก็บศพประจานให้คนดูก่อน แล้ว เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่นำไปเผา ทำเช่นนี้อยู่เป็นร้อย ๆ ราย. ตัดถนน เจ้าพ่อปลัดสนเป็นนักพัฒนา ท่านจะทำการตัดถนนหนทางต่าง ๆ มีครั้งหนึ่ง เจอที่ดินคนดังเศรษฐีมีเงิน ถนนต้องตัดผ่านที่สวนตาปลั่ง ศรีแก้ว, (ปู่ของอาจารย์วิทยา ศรีแก้ว ) ตาปลั่งคนนี้เป็นเศรษฐีเจ้าถิ่น เป็นนักเลงโตคนหนึ่ง จึงไม่ใคร่จะลงรอยกับท่านปลัดสน ๆ ให้คนไปขอตัดถนนผ่านที่ของแก ตาปลั่งไม่ยอม ดังนั้นแผนการแก้ปัญหาของปลัดสนก็เริ่มขึ้น โดยที่ตาปลั่งมีวัวควายหลายตัว ปลัดสนจึงสั่งให้ลูกน้องไปปล้นวัวควายตาปลั่ง เอาวัวควายไปไว้ที่บ้านเสือนิลที่อรัญอรัญฯ ตาปลั่ง ศรีแก้ว ให้เมียชื่อนาง ลิม ศรีแก้ว ไปพบปลัดสนให้ช่วยตามวัวควายให้ ปลัดสนได้โอกาส รับปากว่าจะช่วย แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ถ้าช่วยได้จะให้อะไร ? ยายลิมเมียตาปลั่งบอกว่า จะให้วัว ๒ ตัว รุ่งเช้าปลัดสนสั่งให้ลูกน้องต้อนวัวควายทั้งฝูงมาให้ตาปลั่งคืน แต่ปลัดสนบอกว่า " กูไม่เอาวัวแล้ว กูเปลี่ยนใจ สงสารมึง กูเพียงขอตัดถนนผ่านที่ดินของมึงก็พอ ปลัดสนก็เลยได้ถนนผ่านที่ดินตาปลั่ง ด้วยประการะฉะนี้. ภายหลังตาปลั่ง ศรีแก้ว ได้รับเลือกเป็นกำนัน ท่านเป็นกำนันมือปราบคนหนึ่ง และเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการสร้างความเจริญแก่ตาพระยา เช่นได้มอบที่ดินใจกลางอำเภอตาพระยา ที่สร้างตลาดสดปัจจุบัน นอกจากนั้นลูกหลานของท่านกำนันผู้นี้ คืออาจารย์วิทยา ศรีแก้ว ก็ได้เจริญรอยตาม คือได้มอบที่ดินสร้างวัดพรหมสุวรรณ โดยจุดประสงค์ “ให้เป็นวัดพระนักปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน” และนอกจากนี้ อาจารย์วิทยาและครอบครัว ยังมอบที่ดินหลายไร่ที่บ้านแก้วเพชรพลอย สร้างสำนักงาน อบต. ปัจจุบันด้วย เป็นที่น่าอนุโมทนายิ่ง. ส่วนผลงานของท่านเจ้าพ่อปลัดสนที่ยังปรากฏอยู่มากแห่ง ถนนจากเมืองอรัญมายังบ้านตาพระยา เมื่อก่อนนี้เป็นทางเกวียนเล็ก ๆ ในสมัยปลัดสนได้ทำการขยายให้ใหญ่ขึ้น ทั้งปราบพื้นที่ต่าง ๆให้ราบเรียบ ความจริงถนนสายนี้ แม้โรงเลื่อยจักร อรัญจะสร้างบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็เพียงพอลากไม้เท่านั้น ชาวบ้านตาพระยาบอกว่า " น่าจะตั้งชื่อ " ถนนปลัดสน" เพื่อเป็นเกียรติ์ของท่านผู้ขยายถนนครั้งแรก แต่ได้ใช้ชื่อ " ธนวิถี" เพราะได้รับงบประมาณ สมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ จึงได้นำพยางค์ต้นนามสกุลจอมพลสฤษดิ์ มาเป็นชื่อถนนแทน. ปลัดสนถึงแก่กรรม ปลัดสนถูกยิงตาย เนื่องด้วยเจ้าพ่อสนมีภรรยาถึง ๕ คน ท่านวิวาทกับภรรยา จึงถูกภรรยายิงตาย แลไม่ทราบว่า ภรรยาคนไหน. อนึ่งเป็นที่น่านำมาคิดถึงกฎแห่งกรรมว่า "ปลัดสนท่านตายด้วยปืนที่ท่านฆ่าคนมาเป็นร้อย ๆ นั่นเอง" ปัจจุบัน ชาวเมืองตาพระยา ได้สร้างศาลเจ้าพ่อสนที่คอเขาพรหมสุวรรณตรงข้ามซุ้มประตูเข้าเมืองตาพระยาเส้นทางอรัญญ์-ตาพระยา นัยว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ผู้ที่ไปบนบานศาลกล่าวจักสำเร็จสมประสงค์เสมอ. ๓. ศูนย์อพยพเขมรในพื้นที่อำเภอตาพระยา ครั้งเมืองเขมรแตก ( ๒๕๑๘-๒๕๓๕) ชาวเขมรได้หนีภัยสงครามล้างเผ่าพันธุ์มาตั้ง ศูนย์อพยพในจังหวัดสระแก้ว หลายแห่ง เช่นสระแก้ว ๑, สระแก้ว ๒, เขาอีด่าง, เป็นต้น เฉพาะที่อยู่ในพื้นที่ อำเภอตาพระยานี้ เป็นศูนย์อพยพของพรรคการเมือง "พรรคการเมืองพุทธเสรีนิยม" โดยมี นายซอนซาน เป็นหัวหน้าพรรค. ปัจจุบัน สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ ในโครงการทับทิมสยาม เกี่ยวกับศูนย์อพยพเขมรนี้ เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่พึงบันทึกไว้ ข้าพเจ้าได้รวบรวมเขียนไว้ต่างหากแล้ว. ………………… บรรณานุกรม ๑. ศิลาจารึกจารึกในประเทศไทย เล่ม ๑, เล่ม ๓, หอสมุดแห่งชาติ, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ ภาพพิมพ์, ๒๕๒๔. ( หลัก K๕๗) ๒. Toponymie Khmeere, Dr. Long Seam, Phnom Penh: I’nstitut Bouddhique, 1997. ๓. Dictionaire veuxkhmer- Francais-Anglais an old Khmer – Frence-English Dictionary, Centre de Documentation et de recherche Surla Civilization Khmere. France, Universisty of Hawaii Press. USA. 1991. ๔ BgSavtar En RbeTskmú บ้านกุดหิน, เมืองไผ่, โบราณสถานหนองบอน หลุมศิลาแลงบ้านนางาม ปราสาทแสร์ออ (วัฒนานคร) สระพระเนตร สระแก้วสระขวัญ. และโบราณสถานบ้านปราสาทอำเภอกบิลบุรี และที่ดงชัยมัน ( ดงชัยวรมัน..?) อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี และชุมชนโบราณ บรรณานุกรม ๑. ศิลาจารึกจารึกในประเทศไทย เล่ม ๑, เล่ม ๓, หอสมุดแห่งชาติ, กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ ภาพพิมพ์, ๒๕๒๔. ( หลัก K๕๗) ๒. Toponymie Khmeere, Dr. Long Seam, Phnom Penh: I’nstitut Bouddhique, 1997. ๓. Dictionaire veuxkhmer- Francais-Anglais an old Khmer – Frence-English Dictionary, Centre de Documentation et de recherche Surla Civilization Khmere. France, Universisty of Hawaii Press. USA. 1991. ๔. BgSavtar En RbeTskmú

โดย ปแฎง,หลวงลุง

 

กลับไปที่ www.oknation.net