วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก


 

มรดกอารยธรรมดองแหรก   เล่ม ๒

The Heritage of Dongreak Civilization  Vol. 2

 

 

 

         - ปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก                                                                                                          

    Prasat Khoa preah vihear the world heritage

            -    เทววิหารในพื้นที่แลเงาพนมดองแหรก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       ค้นและคว้าโดย

 

           ปแฎงมหาบุญเรือง  คัชมาย์ 

               B.E.D.  (Bachelor of English Degree,

     พธ..  (พุทธศาสตร์บัณฑิต;   มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,   กรุงเทพฯ. 

                ศศ..  (โบราณคดี;  เขมรศึกษา ) มหาวิทยาลัยศิลปากร,   กรุงเทพฯ       

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 

 

มรดกอารยธรรมดองแหรก   เล่ม ๒

The Heritage of Dongreak Civilization  Vol. 2

-        ปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก                                                                                                            ปราสาทภนมเปรียะวิเฮียรเปติกภัณฑ์พิภพโลก

                   Prasat Khoa preah vihear the world heritage

-       เทววิหารในพื้นที่แลเงาพนมดองแหรก

ศึกษาค้นคว้าโดย

ปแฎงมหาบุญเรือง  คัชมาย์

 B.E.D.  (Bachelor of English Degree,

พธ..  (พุทธศาสตร์บัณฑิต;   มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,   กรุงเทพฯ. 

ศศ..  (โบราณคดี;  เขมรศึกษา ) มหาวิทยาลัยศิลปากร,   กรุงเทพฯ 

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 

พิมพ์ที่  ………… จำนวน …….

๒๕๕๑

สงวนสิทธิ์

 

 

        

 

 

 

            

              

                                                  ธนาบัตร  ๑๐๐  เรียล  เขมร   มีภาพเขาพระวิหาร  

 

                                     

                                      ผังปราสาทเขาพระวิหาร

                          -    ระยะทางจากบันได ไปยังปราสาทประธาน    ๘๕๐  เมตร

                          -   ที่ตั้งของปราสาทประธานสูงจากพื้นราบล่าง  ประมาณ  ๖๕๗  เมตร     

 

                                      

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                          หน้าผาที่ตั้งปราสาทเขาพระวิหาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                    เกริ่น

                เนื้อเรื่องในเล่ม

                                

       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บริบท :

พื้นที่อาณาบริเวณ อีสานใต้    มีเทือกเขาลูกหนึ่ง มีความยาว ประมาณ ………   ทอดแนวยาวจากทิศตะวันออกที่ จังหวัดอุบลราชธานี และเชื่อมต่อเทือกเขาบาเจียง ภูเกล้า หรือลิงคบรรพต ที่นครจำปาสักหรือเศรษฐปุระในสมัยอังครพนม  มาจรด กับเทือกเขาดงพญาไฟ หรือที่ตั้งชื่อใหม่ว่าดงพญาเย็นปัจจุบัน ที่จังหวัดนครราชสีมา ชาวเขมรทั้งในพื้นที่แขมรเลอและแขมรกรอม  เรียกเทือกเขาลูกนี้ว่า   “ภนมดองแหรก”       เป็นเทือกเขาทำหน้าที่กำหนดเขตแดนระหว่างไทยกัมพูชา   ในวรรณกรรมพื้นบ้านเขมรเรียกเทือกเขาลูกนี้ว่า  “พนมแวง”   แต่ประเทศไทยเรียกว่า   “ภูเขาดงรัก” เราจักไม่วิพากย์ว่า  ใครผิดหรือถูก   เราเพ่งไปจุดความสำคัญมากกว่า    เทือกเขาลูกนี้มีความยาวจากตะวันออกจดตะวันตกประมาณ ๖๗๐กิโลเมตร

        ผู้เขียนมีความเกี่ยวสัมพันธ์กับเทือกเขาลูกนี้ตั้งแต่เกิดตลอดปัจจุบัน  อายุย่าง ๗๐  ปีแล้ว  เห็นว่าเทือกเขาลูกนี้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อมนุษยชาติส่วนนี้ของโลกมาก  เพื่อให้เป็นไปกับชื่อเดิมและสอดคล้องกับความเป็นจริง จึงใคร่สถาปนาชื่อเพื่อเป็นมงคลว่า  “ดองแหรกคีรี  /Doongreak kiri/”

 

บทบาทของเทือกเขาลูกนี้ ได้ย่อ ๆ ดังนี้

            .        เป็นดินแดนแห่งเทพพิมานศิลาอาสน์ของโลก

                      จากเส้นทางวรมันวิถีเชื่อมโยงระหว่าง  ขแมรเลอและขแมรกรอม  จากเมืองพระนคร  ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ  เส้นทางที่     เชื่อมต่อวิถีวรมันที่ ๕   หากทอดสายตาจากทิศตะวันตกจรดทิศตะวันออก  บนเทือกเขาอันยาวเหยียดและอาณาบริเวณแลเงาเทือกเขาลูกนี้ ทั้งสองฟากฝั่ง  จะเห็นว่าเป็นที่ตั้งเทพพิมานศิลาอาสน์ปราสาทหินเรียงรายตลอดแนวเป็นร้อยแห่ง    อันเทพพิมานเหล่านี้   เป็นทั้งเทพพิมานแห่งฮินดูและของพุทธศาสนา  ที่ต่างพึ่งพาอาศัยกันอย่างกลมกลืน  ผู้เขียนใคร่ท้าวความเพิ่มเติมว่า   อันเทพพิมานศิลาอาสน์นี้ หากจะกล่าวโดยย่อก็คือ  นับจากทิศตะวันออกสุด   นั่นคือปราสาทสาทวัดภู ตั้งอยู่ ณ ไหล่เขาภูเกล้า ที่จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์ซุ้ย   (History of Sui)   เรียกว่า  ลึงคบรรพต มีความตอนหนึ่งว่า

 “  ก่อนปี  ค.ศ.  589   (พ.ศ.  ๑๑๓๒)   มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า  ลิง เชีย โป โพ (Ling Chia Po Po)  ที่เขาลูกนี้มีมีปราสาทหินแห่งหนึ่ง  มีทหารยาม  ๑๐๐๐  คนตลอดเวลา    มีเทพเจ้าตนหนึ่ง  ชื่อว่า  POTOLI  แต่ละปีมีการบูชายัญคนทั้งเป็น      คน  พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จด้วยพระองค์เอง  ในเวลากลางคืน”  อนึ่งหนึ่งที่ปราสาทวัดพู  ด้ายทิศเหนือของปราสาทประธานประมาณ  ๑๕๐   เมตร  มีแท่นหินขนาดใหญ่วางตั้ง  ตรงกลางแผ่นหินมีหลุมขนาดเท่าคนลงไปนอนได้  โดยหันหัวไปทางทิศตะวันตก  เหยียดแขนขาออก  เชื่อว่า  ตรงนี้  เป็นพื้นที่บูชายัญที่พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง  ตามบันทึกที่กล่าวแล้ว.

 

 

 

แท่นบูชายัญ  ที่ปราสาทวัดพู

 

 

มณฑปปราสารทเขาพระวิหาร

 

 

      จากสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ข้ามมายังเมืองไทยที่ช่องเม็กที่จังหวัดอุบลราชธานี

จะพบเทววิหารเรียงรายหลายแห่ง  พร้อมทั้ง  รูปเคารพต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับศรัทธาในเทพเจ้า อาทิเช่นปราสาทเบญจ์    ที่กิ่งอำเภอหนองอ้ม   ปราสาททองหลางบ้านโพธิ์ศรี,    ปราสาทนางพญา  ที่อำเภอบุณฑริก    ซึ่งปราสาทเหล่านี้มีอายุสมัย  ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖  ทั้งนั้น  ส่วนรูปเคารพที่สำคัญคือ รูปแกะสลักพระนารายณ์บรรทมสินธุ์  ที่มีพระลักษมีศักติอยู่เคียงข้าง  พบที่ริมน้ำโดมใหญ่  อำเภอน้ำยืน   

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็น  ………………………

 

ปราสาทเบญจ์      จังหวัดอุบลราชธานี

  ภาพจำหลักศิลา  พระนารายณ์บรรทมสินธุ์

 

 

จากจังหวัดอุบลราชธานีข้สมมายังอำเภอกันทรลักษ์  ที่จังหวัดศรีสะเกษ -เชื่อมต่อกัมพูชา ก็เป็นเขาพระวิหาร หรือศรีศิขเรศวร อันเป็นวิหารสถานสถิตของ  กะมรเตง อัญ ศรีศิขเรศวร

            อนึ่ง ณ ดินแดนแห่งจังหวัดศรีสะเกษนี้เอง ที่จารึกบอกว่า  ชื่อเดิมสมัยเมืองพระนคร คือ “สตุกรำดวล” [1]      ที่ได้นามว่า “ดินแดนร้อยปราสาท”  ทั้งนี้เพราะในพื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ตั้งของปราสาทเรียงรายทั่วไป  ทั้งเป็นพุทธวิหารและฮินดูวิหาร  อาทิเช่น  ปราสาทสระกำแพงใหญ่  อันเป็นเทววิหารสถานที่ประดิษฐาน กัมรเตง  อัญพฤฒเรศวร  ปราสาทสระกำแพงน้อย   ปราสาทสมอ   พุทธวิหารประดิษฐาน พระโพธิสัตว์พระพุทธไภษัชคุรุไวฑูรยประภา   เป็นอโรคยศาลาหรือโรงพยาบาล  เป็นต้น                           

 

เราไม่มีเวลาพอที่จะชมทุกแห่ง ครั้นข้ามมาถึง  พื้นที่  บันทายสมันต์  คือจังหวัดสุรินทร์  จะพบปราสาทหินอีก  ประมาณ  ๓๐  กว่าแห่ง  อาทิเช่นปราสาทภูมิโปน  ปราสาทตาเมือนธม  อันเป็นเทววิหารแห่งฮินดู และ  ข้างบเคียงกันนั้นก็มีปราสาทตาเมือนตูจ ซึ่งเป็นอโรคยศาลา   แลมอไปทางตะวันตกอีกในรัศมีแลเงาพนมดองแหรก  ก็จะพบปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้ง หรือชาวแขมรเรียกว่า “พนมรูง”[2] 

๒.              เป็นเส้นทางสายไยเชื่อมโยงญาติภูมิของมนุษยชาติส่วนนี้ของโลก

 

                        มนุษยชาติหลายเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ทั้งสองฟากฝั่งเทือกเขาอันร่มเย็นลูกนี้  ต่างขึ้นลงข้ามไปมาหาสู่กัน  ตั้งแต่ดึกดำบรรพ   หลักฐานโบราณคดี   บอกเราว่ามีมนุษย์อาศัยอูไม่น้อยกว่า  4000  ปีมาแล้ว   และแม้ปัจจุบันกาล ตามช่องข้ามต่าง ๆมีไม่น้อยกว่า ๑๕  ช่องตลอดแนวเทือกเขาแห่งมิตรธรรมนี้  อาทิเช่น  ช่องอานม้า  ที่จังหวัดอุบลราชธานี  ช่องสะงำ  ที่จังหวัดศรีสะเกษ  ช่องจอมที่จังหวัดสุรินทร์  และ  ช่องตากิวที่อำเภอละหานทรายและ  ช่องเสม็ดที่อำเภอโนนดินแดง   จังหวัดบุรีรัมย์   เป็นต้น.

            .        เป็นศานตินิเวศน์แห่งสรรพสัตว์ เหล่าทวิบาทจตุบาทและปักษีทั้งหลาย       

                        มิเพียงเท่านั้น   แม้เหล่าสิงสาราสัตว์จตุบาททวิบาทเหล่าปักษีทั้งหลาย  ต่างโผบินถลา, เดินข้ามไปมาอย่างอิสระภาพ  พวกเขาเมื่อถูกมนุษย์รุกรานทางทิศใต้  ก็พากันหนuมายังทิศเหนือ  และเมื่อถูกมนุษย์ด้านทิศเหนือรังแกก็พากันข้ามไปยังทางใต้ เป็นเช่นนี้ชั่วฟ้าดิน

            .        เป็นขุนคีรีแห่งมนุษยธรรม

                        แม้ในหมู่มนุษย์ ที่เรียกตนเองว่า “ผู้ประเสริฐ”  ยามใดที่ได้รับความเดือดร้อนทางด้านใต้  ก็หนีข้ามมาพึ่งเย็นด้านเหนือ  ดังปรากฏมีทุกกาลสมัย  ในช่วงปี  ..  ๑๗๐๐  ประเทศเขมร หรืออาณาจักรอังครพนม  ถูกจามหรือจามปารุกราน ยึดครองเมืองพระนคร  พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  ครั้งดำรงพระยศเป็นอุปราช ก็ได้มาซ่องสุมกำลังเพื่อกอบกู้เอกราช บนเทือกเขาลูกนี้เป็นเวลาถึง  ๑๗  ปี    จึงได้ไปปราบปรามจามได้ในปี พ.. ๑๗๒๔,    และในช่วงปี พุทธศักราช ๒๔๐๖–๒๔๙๓   ถูกรุกรานโดยประเทศนักล่าอาณานิคมฝรั่งเศส  ผู้รักชาติรักแผ่นดินก็หลบหนีมาตั้งกองทัพป่า เพื่อกอบกู้เอกราชบนเทือกเขาลูกนี้เช่นกัน

1.                  หาเพียงแต่เท่านั้นไม่  สมัยสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  ในช่วงปี พ..   ๒๕๑๗–๒๕๓๔   เวียดนามยกทัพ  ๑๔  กองพล  มาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เขมร (เหมือนที่เวียดนามเคยฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จามหรือจามปามาแล้ว เมื่อปื  พ.ศ.  ๑๙๘๙-๒๐๑๔    ในรัชสมัยราชวงศ์เล  (Le)  แห่งไดเวียต หรือเวีตนาม )   ทำให้ชาวเขมรผู้บริสุทธิ์  ล้มตายไม่น้อยกว่า  สามล้านคน   บ้านแหกสาแหรกขาด   ที่หนีรอดมาได้  ต่างหนีข้ามขื้นเทือกเขาดองแหรกตลอดแนวเทือกเขาตั้งแต่   จังหวัดศรีสะเกษถึงจังหวัดตราด  มาพึงแผ่นดินไทย   มาตั้งศูนย์อบยพต่าง ๆ   ที่สำคัญ  ๘ ศูนย์  คือ    ศูนย์  โอ-ตราว  ที่ศรีสะเกษ  ศูนย์ ไซท์  บี ที่ สุรินทร์,  ไซท์  ทู และ เขาอีด่าง   ไซท์     ที่จังหวัดสระแก้ว   และไซท์ อี ไซท์  เค   ที่จังหวัดตราด.

 องค์การบันเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ  United Nations Border Relive Operation. (UNBRO) และองค์การ ยู เอ็น เอช ซีอาร์  (UNHCR) United Nations High Commission for  Refugees)  ช่วยกันตั้งศูนย์เขมรอพยพต่าง ๆ ๑๐ กว่าศูนย์[3]         

            .        เป็นรั้วกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา  เพื่อให้แต่ละฝ่ายร่วมกันสร้างสันติ

          จริงอยู่  แม้ว่า  ขุนเขาลูกนี้จะเป็นเสมือนรั้วกันเขตแดนระหว่างไทย-เขมรก็ตาม    แต่เป็นเพียงนิตินัยเท่านั้น   โดยพฤตินัยแล้ว  ทั้งชาวไทยและชาวเขมรที่อยู่ชายแดน  เขามิได้แบ่งแยกว่า  นั่นคือคนไทยหรือคนเขมรเลย   พวกเขาต่างอยู่ร่วมกันอย่างฉันท์พี่น้อง  พึ่งพาอาศัยไปมาหาสู่กัน มิได้มีพรมแดนแต่อย่างใด  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด  พี่น้องคนไทยบ้านตาเมียง บ้านรุน  อำเภอพนมดงรัก และชาวบ้าน……  ฝั่งเขมร  ต่างไปมาหาสู่กันโดยปราศจากพรมแดน  ยิ่งในช่วงเทศกาล   “เยี่ยมเยือนปราสาทตาเมือนเดือนเมษา”  ชาวเขมรจะเดินทางมาขึ้นเขาปราสาทตาเมือเป็นจำนวนหมื่น ทุก ๆ ปี นี่แลคือเทือกเขาเชื่อมโยงวัฒนธรรมที่ไร้พรมแดน

          .          ขุนคีรีผู้ประทานชีวิต    ดังได้ทราบแล้วว่า   เทือกเขาพนมดองแหรกอันยาวเหยียดนี้  เป็นเทือกเขาผู้ประทานชีวิต   ทั้งนี้โดยเทือกเขาอันมหัศจรรย์นี้  อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้นานาพรรณ  จึงเป็นเหตุให้ฝนตกชุกตามฤดูกาล   จากที่ฝนตกชุกนี่เองเป็นบ่อเกิดแห่งแม่ลำธารหลายสายไหลลงสู่ที่ราบทั้งสองฟากฝั่งไร้ความลำเอียง  ตัวอย่างเช่น  ในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์-บุรีรัมย์   น้ำจากขุนเขาไปสู่ลำธารน้อยใหญ่   และน้ำลำธารไหลลงสู่แม่น้ำลำชี ๆ  ไหลลงสู่แม่น้ำมูล  ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่เขาใหญ่   นครรราฃสีมา และน้ำในแม่น้ำมูลไหลลงสู่แม่น้ำโขง  น้ำโขงไหลผ่านแม่น้ำจำปาสักและไหลลงสู่กัมพูชา    ไปแยกเป็นแม่น้ำสี่สายก่อนจะถึงกรุงพนมเปญ  โดยสายหนึ่งไหลไปยังทะเลสาบอันไพศาล   โดยไหลลง ๖ เดือนแลไหลขึ้น  ๖ เดือน,  และน้ำในทะเลสาบอันไพศาลนี้เอง  ถูกความร้อนกลายเป็นไอระเหย  ไปเหนือยอดเขาดองแหรก  และกลายเป็นเม็ดฝน  ให้ขุนเขาอันกว้างใหญ่ชุ่มชื้น เกิดชีวิตใหม่อีก เป็นเช่นนี้ชั่วนาตาปี    จึงกล่าวได้ว่า  “ขุนคีรีผู้ประทานชีวิต”  เพราะ  น้ำคือชีวิต.

         

คติการสร้างปราสาท

            คติการสร้างปราสาทหินนั้น      เขมรได้ยึดถือคติแห่งศรัทธาในเทพเจ้าแห่งจักรวาล    ดังนั้นจึงจำลองจักรวาลมาไว้บนขุนเขา   เพื่อเป็นวิมานประทับของเทพเจ้า และเป็นวิมานสถิตดวงวิญญาณนิรันดร์กาลของพระมหากษัตริย์ผู้สร้างปราสาทนั้น ๆ ด้วย,      โดยเชื่อว่า  "ภูเขาพระสุเมรุนั้นเป็นภูเขาที่อยู่ท่ามกลางจักรวาล,    และพระศิวเทพซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้สูงสุดนั้นประทับ ณ ยอดเขาไกรลาส   เหนือเขาพระสุเมรุ  ตามศรัทธาคือความเชื่อสายไศวนิกาย  และ สร้างเพื่อเป็นสถานที่สถิตของพระองค์หลังสวรรคตด้วย  ปราสาทภูเขา เป็นเครื่องหมายแทนขุนเขาพระสุเมรุ ซึ่งถือว่าเป็นยอดแห่งจักวาฬ  ส่วนกำแพงของปราสาท  เป็นสัญลักษณ์ของเทือกเขา  และคูน้ำหรือบารายรอบ ๆปราสาทเป็นเครื่องหมายแห่งมหาสมุทร   และปราสาทหินภูเขา  เป็นที่ประดิษฐาน “ลึงคเทวราช”   ถ้าเป็นปราสาทประจำเมือง  ก็จะเป็นสถานที่ฝังพระศพหรือประดิษฐานพระอัฐิของพระเจ้าแผ่นดินองค์ ๆ ด้วย

 

  สร้างปราสาทหินเพื่อเหตุผลดังต่อไปนี้ :      

            สร้างปราสาทประจำรัชกาล "เป็นเทวาลัยหรือเทวาลัย" หรืออุทิศแต่มหาเทพที่ทรงศรัทธา อาทิเช่น  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  สร้างปราสาทนครวัตต์[4] เป็นปราสาทประจำรัชกาล,  เป็นเทวาลัยอุทิศแด่พระนารายณ์ หรือวิษณุ,   พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒  ปราสาทประจำรัชกาลคือ   ปราสาทบาปวน   หมายถึงกษัตริย์แต่ละองค์โดยศรัทธาในเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง  และยังทรงบำเพ็ญพระองค์ เพื่อ “สาโลกย= เกิดร่วมและ เพื่อ สายุชฺยะ  คือเพื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้าองค์นั้น ๆ ด้วย”  เมื่อสวรรคตแล้ว ดวงพระวิญญาณจะไปสถิตอยู่กับพระผู้เป็นเจ้าที่ปราสาทนั้น ๆ เป็นสถาพร  ( ปรมาตมัน)   ดังนั้นจึงมีธรรมเนียมถวายพระนามหลังสวรรคต (Posthumous) เรียกว่า "อติเทพ    เป็น    กมรเตงชคต   ตามด้วยพระปรมาภิไธยที่ถวาย เช่น     วร+บาท +กมรเตง+ชคต+ ปรเมศวร,  = พระบาทกัมรเตงชคตปรเมศวร  ( เป็นพระนามพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     

  ช่างเฉาะสกัดแผ่นหินมหึมาเป็นขั้นบันได

                             บันไดนาค

      สภาพของบันไดขึ้นปราสาทชั้นแรก

                เด็กน้อยชาวเขมร นั่งขายซีดีที่บันไดทางขึ้น

 

 

 

                                       

 

 

 

 

.        สร้างปราสาทเพื่ออุทิศผู้มีพระคุณ หรือเพื่อเป็นอนุสรณ์  เช่นพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงสร้างปราสาทตาพรหม  เพื่ออุทิศถวายแด่พระราชมารดา  และปราสาทบันเตียยฉมาร[5]   ทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่เจ้าชายศรินทรกุมาร   พระราชโอรสที่สิ้นพระชนม์ในสงคราม  เป็นต้น

 

 

                   กำแพงปราสาทบันทายฉมาร

                    ปราสาทตาพรหม

 

            .        (ในศาสนาพุทธ)   สร้างเป็นพุทธสถานอื่น ๆ   เพื่ออุทิศหรือบูชาพระโพธิสัตว์ เช่นปราสาทบายน   ปราสาทเมืองสิงห์  จังหวัดกาญจนบุรี ( รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ,  พ ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๓)

                                                            เมืองสิงห์

 

.        สร้างเพื่อเป็น  " อโรคยศาลา  คือโรงพยาบาล   ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗    ตามจารึกปราสาทพระขรรค์_โปรดให้สร้าง   อโรคยศาลา  ๑๐๒.  เช่นปราสาทจอมพระ, ปราสาทตาเมือนตูจ ( โตจ),   ที่จังหวัดสุรินทร์, ปราสาทโคกงิ้ว  ที่อำเภอประคำ  จังหวัดบุรีรัมย์,  ปราสาทโอสถ  อำเภอวัฒนานคร  จังหวัดปราจีนบุรี  และปราสาททรายฟอง, ที่เมืองทรายฟอง  ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. ฯลฯ

 

ปราสาทโอสถ   จอมพระ

 

            .      สร้างเพื่อที่ที่พักคนเดินทาง  เรียกว่า "อัคคิศาลา" [6] คือศาลาหรืออาคาร หรือเรือนมีไฟ  ซึ่งในจารึกหลัก  k ๑๑๖  ระบุว่า   พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗    โปรดให้สร้าง อัคคิศาลา  ๑๒๑  แห่ง  จากเมืองพระนคร      (นครธม)  ไปยังจามปา และมายังเมืองพิมาย ( วิมายปุระ) จังหวัดนครราชสีมา ( โคราฆปุระ)[7]และอาณาบริเวณทิศตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

          อนึ่งแม้ว่า ลักษณาการของสถาปัตยกรรม  ไม่เป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาท แต่เป็นสี่เหลี่ยม   พื้นผ้า   จึงพระผู้สร้างมิได้เรียกว่า  "ศิลาปราสาท"  ทั้งนี้เพราะคำว่า  ปราสาท หมายถึงอาคารหรือเรือนที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส แต่เรียกชื่อว่า " ศาลาแทน"  ส่วนในความหมายในภาษาไทยนิยมเรียกว่า " ปราสาท"  ทั้งหมด

อนึ่งนอกจากนี้  เขมรได้ยึดถือคติแห่งศรัทธาในเทพเจ้าแห่งจักรวาล    ดังนั้นจึงจำลองจักรวาลมาไว้    เพื่อเป็นวิมานประทับของเทพเจ้า   โดยถือว่า   เขาพระสุเมรุนั้นเป็นภูเขาที่อยู่ท่ามกลางจักรวาล,    และพระศิวเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้สูงสุดนั้นประทับ ณ ยอดเขาไกรลาส   เหนือเขาพระสุเมรุ_  ตามศรัทธาคือความเชื่อสายไศวนิกาย_ และยึดถือว่า   ระเบียงคดแห่งปราสาท  คือเขาวงกต    คูน้ำล้อมรอบองค์ปราสาท  เป็นเครื่องหมายแห่งมหาสมุทรทั้งสี่     กำแพงแก้วคือเทือกขุนเขา  และฉนวนทางเดิน  คือกำแพงสายรุ้ง  ดังกล่าวแล้ว.

            นอกจากนั้น  จากคติที่เชื่อว่า   ไตรภพนั้นประกอบด้วย  ใต้บาดาลเป็นนาคพิภพ  ดังนั้นจึง  ตามปราสาทต่าง ๆ  เบื้องแรกจะเข้าปราสาท    สถาปนิกมักสร้างรูปนาค  ในลักษณะเป็นราวบันไดประดับ     ความหมายในแง่ปรัชญา  หมายถึง  นาคพิภพ,  และถัดไปจะเป็นภพของครุฑ  ดังนั้นจักเห็นทับหลังปราสาทต่าง ๆ  ก็มีครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์  ในความหมายซ้อนความหมายก็คือหมายถึงภพของครุฑ ซึ่งอยู่ระหว่างภพแห่งสวรรค์  หรือเขาไกรลาสอันเป็นเทพพิมานแห่งพระศิวเจ้า  และโคปุระ   ซุ้มประตูเข้าปราสาทนั้น  เป็นประตูเข้าเมืองสวรรค์ชั้นพิมาน.

            อนึ่งศัพท์ว่า  โคปุระ  แปลว่า  ประตูซุ้ม หรือประตูเมือง, หรือประตูสู่สวรรค์

               อนึ่งว่าด้วยคติการสร้างปราสาทหินนี้ใคร่นำมาศึกษาว่าเคราะห์เพิ่มเติมว่า  พระเจ้าแผ่นดินเขมรโบราณสร้างปราสาทประจำเมือง หรือประจำรัชการเพื่อเป็นเทวาลัย   อย่างเดียวหรือ  หรือว่าเป็นทั้ง “เทวาลัย”  และมฤตกาลัย (คือเพื่อเป็นแดนสถิตสำหรับพระองค์เมื่อสวรรคตแล้ว)  หรือเพื่อเหตุทั้งสองประการ  ทั้งนี้โดยในอรรถบทจารึกปราสาทตาเมือนธม     หลักที่ ๑  บรรทัดที่ ๒  จารึกว่า “ สาโลกยะ= เกิดร่วมโลกกับเทพเจ้า (ศิวะ)  และคำว่า  “สายุชยะ=บรรลุความเป็นอันเดียวกับเทพเจ้า    จากจารึกบทนี้  เชื่อได้ว่า ปราสาทหินบางแห่งสร้างเพื่อเป็นที่สถิตดวงวิญญาณของพระผู้สร้างด้วย   ตามความเชื่อของ พราหมณ์  ในสายไศวนิกาย.

            หลักฐานสำคัญที่ได้พบ น่านำมาศึกษา คือ  นักโบราณคดีกัมพูชาได้ค้นพบหีบหิน  ภายในปราสาทต่าง ๆคือ จากปราสาทบันทายสามเหร่,  ปราสาท(   บาแค็ง)  บาแขง  ปราสาทเทพพนม  ปราสาทวิมานอากาศ  รวมถึง  ๑๕  ใบ   ลักษณะของหีบหินพบมีฝาครอบ ๑ ใบและทุกถังมีรูสำหรับถ่ายน้ำออก  มีขนาดไม่ต่างกันนัก    วิเคราะห์ว่า  ถังเหล่านี้สำหรับบรรจุพระศพของพระเจ้าแผ่นดินหรือไม่  ถ้าเป็นเช่นว่านั้น   ปราสาทประจำเมืองหรือประจำรัชการดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อ  “มฤตกาลัย”  ด้วย

 

 

 

 

 

 

                                                                                     ภาพหีบหิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    ตะฎากะ หรือสระน้ำตั้งอยู่ซ้ายมือ

     ฉนวนทางเดินไปยังโคปุระที่ ๒

The processional way from ist to the 2nd Gopura

                           โคปุระ                                   

  สิงห์ทวารบาลโคปุระชั้น ๓  ถูกตัดหัวไปแล้ว

Some past of Lion without head at 2nd Gopura

                โคปุระชั้นที่ ๑

               The first Gopura

              

 

 

                ทางเดินไปยังโคปุระชั้นที่ ๓

               โคปุระชั้นที่ ๓

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1     ที่ตั้งเขาพระวิหาร[8]  (Location of preah Vihire)

ตั้งอยู่ในเขตครอบครองของประเทศกัมพูชา ณ หมู่บ้านสวายชรุม  ตำบลกัน

โตด  อำเภอชำกษานต์   จังหวัดพระวิหาร    ตั้งอยู่เหนือพนม หรือภูเขาดองแหรกหรือดงรัก  (ดองแหรก=ไม้คาน  /./)    ติดกับประเทศไทยที่หมู่บ้านภูมิสร็อล     ตำบลบึงมะลู    อำเภอกันทรลักษ์   จังหวัดศรีสะเกษ   ตั้งอยู่บนยอดเขา  ช่วงปรางค์ปราสาทองค์กลาง  สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ   ๖๖๐  เมตร  เนื้อที่ของปราสาท   800  x 400   เมตร   

            ตั้งอยู่ ณ พิกัดภูมิศาสตร์ที่  14  องศา 23   ลิปดา 20   วิลิปดา  เหนือ  เส้นแวงที่ 104  องศา  4  ลิปดา    ตะวันออก 

ระยะทาง  :  ตั้งอยู่ติดชายแดนไทยกัมพูชา     และตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดพระวิหาร   กัมพูชา  ประมาณ 108   กิโลเมตร  จากอำเภอตะแบงเมียนชัย  ตามเส้นทาง 221  (เป็นเส้นทางที่  สร้างสมัย เขมรแดง)

2       เส้นทางเข้าปราสาท  มี  ๒ ทางหลักคือ

1.   เส้นทางขึ้นหลักจากฝั่งไทย

      2.   เส้นทางจากกัมพูชา  ตามเส้นทางหมู่บ้านสวายชรุม  มีบันไดทางขึ้นได้      

.      รัชสมัยที่สร้าง   : ปราสาทนี้ มีการสร้างและต่อเติมมา ๔   รัชสมัยคือ  :-

1.  พระเจ้ายโศวรมันที  1   /บรมศิวโลก/ (  Preah Bat Yasovarvaman I    //Paramasivalok/

    ..  1432-1443) 

2 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1   /บรมนิวาณบท/ (Preah  Bat  Surayavarman I  /Paramanivarnpata /

 .. 1545-1593)

3. พระเจ้าสุริยยวรมันที่ 2  / บรมวิษณุโลก/( Preah Bat   Surayavarman II  /Paramavisnulok/

(  ..  1656-1688)

4.พระเจ้าชัยวรมันที่ 6   / บรมไกวัลยบท/ (Preah Bat  Jayavarman  VI    /Paramakivalyapata/

 ..   1623-1650)

 (พระนามที่ ๒  เป็นพระนามที่ถวายหลังสวรรคต      /posthumous/

กล่าวได้ว่า  ระยะเวลาการสร้างต่อเนื่องถึง   ไม่น้อยกว่า  ๒๐๐  ปี

 

 

 

 

 

ประวัติการสร้างปราสาท

         ศาสตราจารย์  ฆิน สุข,   (  elaksaRtacaro  Xin sux)อาจารย์บรรยายประวัติศาสตร์  เอเชียอาคเนย์   ที่สถาบันแห่งชาติ  อีนัลกู      ณ กรุงปารีส   ประเทศฝรั่งเศส     ได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาขั้นตอนของการส้รางปราสาทเขาวิหารว่า “  ได้พบหลักศิลาจารึกอักษรเขมร  ภาษาสันสกฤต   และอักษรเขมร ภาษาเขมร   หลักที่ K. ๕๘๓     ที่ปราสาทปาปวน จังหวัดเสียมเรียบ    

อรรถบทจารึก   ระบุผู้จารจารึกชื่อ  หริวาหะ    ในรัชสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน   โดยระบุมหาศักราช  ๙๔๔    ถึง  ๙๖๘   ( .. 1487-1511)   ในจารึกได้กล่าวถึง   มีพระองค์เจ้าพระองค์หนึ่ง พระนามว่า “อินทรายุทธ์”   :ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  (ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๙)  ได้อัญเชิญวรศิวลึงค์องค์หนึ่ง  นามว่า   “ศรีสิขริสวาระ”  RsIsixrisVar£       มาจากลึงคบรรพต  (ปราสาทวัดพู)   มาประดิษฐานที่ปราสาทเขาพระวิหาร  อนึ่งในจารึกระบุไว้ว่า  พระองค์เจ้าองค์นี้  มีมหิทธิฤทธ์มาก  เคยไปทำสงครามกับพระเจ้าแผ่นดินจาม และทรงได้รับชัยชนะจับพระเจ้าแผ่นดินจามได้ด้วย   เรื่องนี้นักประวัติศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า   เนื่องด้วยไม่มีจารึกหลักใดที่กล่าวถึง  พระองค์เจ้าองค์นี้ไปรบจาม  จึงสันนิษฐานว่า  น่าจะรบกับพระเจ้าแผ่นดินจามที่ตั้งพระองค์เป็นใหญ่  (สดัจตรัญ)   ครองเมืองชายแดน  กัมพูชา- จามปา.

ท่านศาสตราจารย์  ฆิน สุข  ได้บรรยายต่อไปว่า  “พระองค์เจ้าอินทรายุทธ์  เมื่อพระองค์ท่านได้ชราภาพ  ได้ไปทรงบำเพ็ญพรตอยู่ที่   ลึงคบรรพต (ภูเขาปราสาทวัดพู)  ในพื้นที่แขวงจำปาสักปัจจุบัน  และขณะที่พระองค์ท่านประทับที่นั้น  ก็ได้นำศิลาใหญ่ก้อนหนึ่ง     มาสร้างเป็นศิวลึงค์  และได้ขนานว่า “ศรีสิขริสวาระ”  ครั้นแล้ว  เมื่อท่านได้ย้ายมาบำเพ็ญพรตที่ เขาพระวิหารก็อัญเชิญ วรศิวลึงค์นั้นมาด้วย  เรื่องดังกล่าวนี้  นักโบราณวิทยาเขมรสันนิษฐานว่า  ในสมัยนั้น  ยังไม่ได้สร้างปราสาทหินที่เขาพระวิหาร คงเป็นเพียงเป็นกุฎีหรืออาศรมบำเพ็ญพรตของพราหมณ์ที่สร้างด้วยไม้  มุงหลังคาด้วยใบไม้หรือหญ้าคาเล็ก ๆ เท่านั้น

            อนึ่ง  มีจารึกอีกหลักหนึ่ง  พบที่ปราสาทเขาพระวิหาร  (K.๓๘๑)    ที่โคปุระชั้นที่ ๓  จารจารึกที่กรอบประตูคูหาทางซ้ายมือ  ประตูกลางด้านตะวันออก  ระบุศักราช ๑๐๓๗ (.. ๑๖๘๐)  ลักษณะจารึก  จารด้วยอักษรเขมรโบราณ ภาษาเขมรโบราณ และอักษรเขมรภาษาสันสกฤตด้วย  อรรถบทจารึก  ได้ระบุชื่อพราหมณ์ท่านหนึ่ง นามว่า “ตบสวินทรบัณฑิต” /tbsViRnÚbNit/เป็นผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการสร้างปราสาทเขาพระวิหาร  พราหมณ์ผู้นี้มีอาศรมหลังหนึ่งบนเขาพระวิหาร  ในจารึกระบุว่า  ในปี  ๑๐๒๔ (.. ๑๕๖๗)      ท่านได้รับพระราชทานเปลทองคำ[9] พร้อมวัตถุมีค่าหลายอย่าง  จากพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑   นอกจากนี้อรรถบทในศิลาจารึก ได้บรรยายเพิ่มเติมว่า  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ทรงศรัทธาในวรศิวลึงค์ ศรีศิขริสวาระมาก  โดยจารึกว่า  หลายครั้งหลายคราวที่  วรศิวลึงค์องค์นี้ ได้สำแดงมหิทธิฤทธิ์ให้พระองค์เห็น  แต่พระองค์ไม่มีเวลามาสักการะบูชา                  

-กล่าวถึง  ขยมเปรียะ  หรือข้าพระที่เฝ้าปรนนิบัติศิวลึงค์  และชุมชนต่าง ๆที่ อาศัยอยู่

ในพื้นที่อาณาบริเวณแลเงาปราสาท โดยระบุว่า  มีประชาชนเป็นจำนวนมาก อาศัยอยู่ในบริเวณนี้  โดยมีชื่อหมู่บ้านต่าง ๆกัน   โดยเฉพาะในจารึกระบุว่า  มี  หมู่บ้านชื่อ  กุรุเกษตร  สันนิษฐานว่า  เป็นหมู่บ้านในพื้นที่บริเวณ   สระตราวปัจจุบัน      และประชาชนเหล่านั้น  ต่างขึ้นไปสักการะบูชา  พระศิวลึงค

-สำหรับ  ขยมเปรียะ  หรือข้าพระนั้น  ต้องทำการสบถสาบาน  อันการสบถสาบานของข้าพระนั้นต่างจากข้าราชการ ที่ต้องให้ซื่อสัตย์ไม่ทรยศต่อพระองค์ แต่การสบถสาบานของข้าพระ  โปรดให้สบถสาบานให้ซื่อตรงต่อหน้าที่  อาทิเช่น  บุคคลกลุ่มใด  ผู้ใด ถูกกำหนดให้มรหน้าที่เวรยามรักษาวิหาร ก็ต้องซื้อตรงต่อหน้าที่  และให้การอารักขาดูแลความสงบเรียบร้อย  แม้ศาสนิกผู้มาทำการสักการะบูชา วรศิวลึงค์  นอกจากนี้รักษาดูแลป้องกันมิให้ชนกลุ่มใดมา ทำการบุกรุก ก่อเหตุร้ายในปราสาทได้ และหรือถ้าชนกลุ่มใด ผู้ใดกำหนดให้ทำไร่ไถนาเก็บดอกผลมาบำรุง วรศิวลึงค์  ก็ให้ทำหน้าที่นั้น ๆ อย่างเคร่งครัด

-บุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่จารึกกล่าวถึง   ท่านศาสตราจารย์  ฆิน สุข  ได้บรรยายเพิ่มเติมว่า   นอกจากที่กล่าวมาแล้ว  จารึกได้กล่าวถึง บุคคลหนึ่งนาทว่า “ศรีสุกรามา”  เป็นผู้มีบทบาทในการสร้างเขาพระวิหาร  โดยจารึกว่าวงศ์สกุลของท่านเป็นผู้เก็บรักษาเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นไปต่าง ๆ ของบ้านเมือง พระเจ้าแผ่นดิน ตั้งแต่สมัยก่อนพระนคร ก่อนสมัย พระเจ้าสริปปวรมัน  จวบถึง  พระเจ้าศรีสูรยวรมัน   เอกสารต่าง ๆ ได้จารจารึกด้วยใบลาน  และเก็บรักษาไว้ที่ปราสาทเขาพระวิหารส่วนหนึ่ง  และอีกส่วนหนึ่ง ได้เก็บรักษาไว้ที่ปราสาทเขาพระวิหารอีกแห่งหนึ่งที่เชิงเขาดองแหรก     (สันนิษฐานว่าที่ปราสาทโดนตวล  หรือปราสาทเบ็ญจ์  ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี)

                                                  ภาพจารึก

 ในปี   มหาศักราช  ๑๐๑๘  ( ..   ๑๕๕๑) .   โปรดให้สร้างวรศิวลึงค์    ๔ องค์ และขนานนามเช่นเดียวกัน คือ “สุริยวารมิสวาระ”  หมายถึง  พระอิศวรที่มีพระนามว่า สุริยวรมัน  ทั้งนี้ก็โดย  ถือว่า  พระองค์ ทรงมีสถานะเท่าพระอิศวรตามคติลัทธิเทวราชา (Devaraja)[10]  ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  ได้สถาปนาที่มเหนทรบรรพต (ภนมกุเลน) เมื่อปี พุทธศักราช  ๑๓๔๕  และวรศิวลึงค์ทั้งสี่องค์นี้  ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่ต่าง ๆดังนี้

.  องค์หนึ่งประดิษฐาน ณ ทิศอิสาน (อิสานติรถะ)  สันนิษฐานว่า  ฝั่งแม่น้ำโขง ที่อาณาบริเวณจังหวัดสะตึงแตรง  ทั้งนี้ อาจจพื่อกำหนดพรมแดนเขตปกครองของพระองค์ด้วย

. องค์ที่สอง  อัญเชิญไปประดิษฐาน ณ  ปราสาทวัดแอก  และเรียกว่า “ชัยเกษตร” 

เป็นวรศิวลึงค์ที่ประดิษฐานด้านพรมแดนตะวันตก 

.   ด้านทิศเหนือ     อัญเชิญให้ประดิษฐาน ที่เขาพระวิหาร  

. วรศิวลึงค์อีกองค์หนึ่ง  อัญเชิญไปประดิษฐานที่ ภูเขา   “สูริยาทริ”  คือภูเขาพระอิศวรที่จังหวัดตาแกว ปัจจุบัน

สำหรับหินที่สร้างปราสาทเขาพระวิหาร  จากการศึกษา ได้พบว่า   บางส่วนนำมาจากยอกเขาที่ปอยตาฎี   มีหินทรายบางส่วนนำมาจากพื้นราบ  มีแหล่งหินตัดที่ ……… บางส่วนตัดเฉาะเอาหินบนภูเขาพระวิหาร   และจากหลักฐานที่ปรากฏ  บันไดขึ้นโคปุระชั้นที่ ๑  ที่ ๒  มีการตัดเฉาะหินธรรมชาติบนภูเขาทั้งแท่ง.

 

บุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการสร้างปราสาท

            นอกจากบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสร้างปราสาทเขาพระวิหารที่กล่าวมาแล้ว ยังพบศิลาจารึกอีก ๒ กลักที่กล่าวถึง   ได้แก่ศิลาจารึกหลัก  K. ๑๙๔ จากภูเขาสันทุก  และ ศิลาจารึก K.๓๘๓    ได้กล่าวถึงนามของพราหมณ์ผู้หนึ่ง  ชื่อ  “ทิวากะ หรือ ทิวาการะ”  โดยกล่าวว่า  พราหมณ์ปุโรหิตท่านนี้ ได้อยู่ในราชสำนัก    ตั้งแต่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒  (ราชบุตรองค์ใหญ่ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑) ที่สร้างปราสาทปาปวน  ตลอดรัชสมัย พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  อรรถบทในศิลาจารึกได้ระบุว่า “ทวาการะ” นี้   ได้รับสถาปนาเป็นหัวหน้าพราหมณ์ปุโรหิต  เป็นที่ปรึกษาหรือองคมนตรีของพระเจ้าสุริยวนมันที่ ๒ และเป็นผู้ประกอบพิธีราชาภิเษกถวายพระเจ้าแผ่นดินหลายองค์   เฉพาะที่ปราสาทเขาพระวิหาร  ได้ระบุว่า  ท่านเป็นผู้ดูแลราชทรัพย์ของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒   ที่จะนำไปสร้างปราสาทเขาพระวิหาร   ท่านได้รับความดีความชอบจากพระเจ้าสุริรวรมันที่ ๒ มาก   ครั้งหนึ่งท่านได้รับพระราชทานบุษบกที่ทำจากเงินและทองคำ  สัตว์พาหนะตลอดข้าทาษบริวารเป็นรางวัล   เมื่อได้แล้ว ก็ได้นำไปบูชาถวายแด่อติเทพ   จารึกได้จารเพิ่มเติมว่า  ในวันขึ้นปีใหม่ปีหนึ่ง  ท่านได้นำแผ่นสัมฤทธิ์ ไปปูลาดกลางปราสาท   เพื่อเป็นอติเทพปูชา  ทิวการะปุโรหิต  จะตามเสด็จพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทุกแห่งหน  เพื่อสนองพระราชโองการ ในด้านสร้างและเซ่นสรวงสังเวยอติเทพในปราสาทต่าง ๆ แม้ในการซ่อมแซมทำนุบำรุงเทวสถานนั้น ๆ

กระทั่งการแบ่งปันเครื่องสังเวยต่าง ๆ ไปยังเทวสถานทั่วพระราชอาณาจักรด้วย.

 

 

ชื่อของปราสาท

       -  ชื่อตามศิลาจารึก      ศรีศิขเรศวร

           -  ชื่อตามชาวเขมรว่า       RbasaTRB¼vihar     ปราสาทเปรียะวิเฮียร    

                   ไทยเรียก   ปราสาทเขาพระวิหาร

                  เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า   Prasat Preah Vihear                 

วัตถุประสงค์ในการสร้าง

      -สร้างเพื่ออุทิศหรือบูชาพระศิวะ  ในลัทธิไศวนิกาย  ของพราหมณ์  ประดิษฐานวรศิวลึงค์ ที่ขนานนามว่า “ศรีศิขเรศวร”

 

                                                                                                                  วรศิวลึงค์

 

 

.    องค์ประกอบที่สำคัญของปราสาทเขาพระวิหาร

        โครงสร้าง    เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นบนภูเขาทั้งลูก  ประกอบด้วยโคปุระ ๕ ชั้น  อาจกล่าวได้ว่าสร้าง ตามคติแห่ง  ปัญจอักขา ศิวมนตรา     คือ  “นมศิวายะ”  อันเป็นมหามนตราศักดิ์สิทธิ์ในการเปล่งวาจาบูชาพระศิวเจ้าแต่บางแห่งจะสร้างเป็นปราสาท ๕ หลัง   เช่นปราสาทตาเมือนธม และบางแห่งสร้างเป็นปราสาท  ๓ หลัง  ตามหลักแห่ง  ตริยอักขรา   ได้แก่   อุ. อะ. มะ.  หรือ “โอม”   เช่นปราสาทปรางค์กู่  ศรีสะเกษ  เป็นต้น

                   .   เชิงเขาและบันไดขึ้นปราสาท  

                        จากเนินผามออีแดง  จะมีเส้นทางลาดลงไปยังลำธารกั้นเขตแดนไทยกัมพูชา  ที่ทางกัมพูชากั้นรั้วไว้  เป็นระยะทางประมาณ   ๔๐๐   เมตร   ก็จะถึงป้อมยามฝ่ายไทย   จ่ายค่าธรรมเนียม คนละ ๕  บาท  หลังจากข้ามประตูลวดหนามแล้วก็จะถึงป้อมเก็บเงินค่าชมประสาท  คนละ  ๕๐ บาท    จากนั้นผ่านร้านค้าจิปาถะชาวเขมรประมาณ  ๑๐๐ เมตร ก็จะถึงเชิงบันไดปราสาท  ขนาดกว้าง…….. เมตร    

                         บันไดขึ้นปราสาทจากพื้นล่างสุดสิงห์ทวารบาลคู่    (แต่ถูกผู้ร้ายทุบทำลาย….. ภาพ)     มีขั้นบันได  ๑๕๙ - ๑๖๐ ? ขั้น    ระยะทางวัดได้   ๗๖  เมตร    ก็จะถึงโคปุระชั้นที่ ๑   อนึ่งก่อนถึงโคปุระชั้นที่ ๑ นั้น จะผ่านลานนาคราช  กว้าง ๗  เมตร    มีพญานาค  เจ็ดเศียร  (ศิลปะปาปวน)   คู่ขนานขนาดใหญ่  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ    ๑ เมตร  ยาว   ๓๑.๘๐   เมตร    สองข้างบาทวิถี

    .    โคปุระ  ชั้นที่  1   / 1st Gopura /[11]   

               โคปุระ   หรือประตูซุ้ม  ชั้นแรก    ประติมากรรม ศาลาคารจตุรมุขทรงกากบาท

 มีบันไดขึ้นจากทิศทั้งสี่    ตั้งอยู่บนฐานเป็นชั้นสี่เหลี่ยมย่อมุม  บันไดขึ้นตรงจากทิศเหนือ  มีความชันมาก  ส่วนด้านทิศตะวันออก  มีทางขึ้นลงสู่หมู่บ้านชาวเขมร  เรียกชื่อว่า  “    จันเดียรบัก= บันไดหัก)

                 ทับหลัง   2        Lintell         เป็นภาพบุคคลหรือ   ฤาษีนั่งชันเข่า  เหนือหน้ากาล  ที่คายพวงมาลัยออกมา  มือทั้ง 2  ยึดพวงมาลัยไว้

                  หน้าบัน   /pediment/   เป็นภาพบุคคลนั่งชันเข่า   มือขวาถือกระบอง    นั่งอยู่เหนือหน้ากาล ที่คายพวงมาลัยออกมา

              ฉนวนบาทวิถี :  / Bata Processional way  /จากโคปุระชั้นที่ ๑  ไปยังโคปุระชั้นที่ ๒  มีฉนวนบาทวิถี     วัดได้   ๒๒๕  เมตร มีเสานางเรียง   ยอดเสามีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม   ตั้งเรียงเป็นระยะ ๆ   เรียกเสาหินนี้ว่าเสานางเรียง  หรือ   (สอ-สอร-เนียงจรัล / ./)

 

 สระสรง  (ตฏากะ)

            ช่วงโคปุระชั้นที่ 1  เชื่อมต่อ โคปุระชั้น ๒   ด้านซ้ายมือ   ที่มุมโคปุระชั้น ๒ ด้านซ้ายมือ    มีทางลงไปยัง สระน้ำสี่เหลี่ยมแห่งหนึ่ง    ขนาดประมาณ     18  x 36   เมตร ขอบสระบุด้วยศิลาทราย  เรียงลงเป็นชั้น ๆ  เรียกสระนี้“สระสรง”   ศัพท์ว่า  สรง  เป็นภาษาเขมร   แปลว่า  อาบน้ำ,    สันนิษฐานว่า    เป็นสระน้ำที่   พระเจ้าแผ่นดิน และพราหมณ์  ก่อนที่จะขึ้นไปสักการะ “กัมรเตง  อัญ ศรีศิขเรศวร”   ซึ่งมีองค์ศิวลึงค์เป็นสัญญลักษณ์ ที่สถิตอยู่ที่ปราสาทประธานนั้น   จะต้องเปลื้องอาภรณ์   ถอดเครื่องประดับทุกอย่างแล้ว  อาบน้ำชำระกายให้สะอาดก่อน  แล้วผลัดทรงภูษาสีขาว[12]

 

โคปุระชั้นที่ ๒ 

         โคปุระชั้น ๒  นี้  สร้างเป็นศิลาคารจตุรมุขเช่นกัน    แต่ด้านทิศใต้มีกำแพงกั้น  ทางด้านทิศเหนือเป็นทางขึ้น

         อนึ่ง   ก่อนขึ้นชั้นบันได  จะมีร่องรอยหลุมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  ๑๐ เซนติเมตร  ลึกประมาณ ๑๕  เซนติเมตร  หลายหลุม  สันนิษฐานว่า   เป็นที่ปักเสาปรำพิธีกรรมต่าง ๆ

ทับหลัง      แกะจำหลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า  เหนือสิงห์    มือขวาถือกระบอง มือซ้ายท้าวเอว  สิงห์คายพวงมาลัยออก    ประดับตบแต่งด้านต่อดอก อลังการ

หน้าบัน      เป็นภาพเล่าเรื่อง  พระกฤษณะกำลังปราบช้าง ชื่อว่า กุลวัลยปิถุ  โดยเล่าว่า  พระยากงส์ ซึ่งเป็นพระปิตุลา  ให้ช้างตกมันมาทำร้าย  ท่ามกลางป่า   แต่พระกฤษณะสามารถฆ่าช้างทั้งสองตัวตายในป่านั้น   ในภาพกำสลักมีภาพสัตว์ป่าต่างแตกหนีด้วยความตกใจเป็นโกลาหล อันภาพ กล่าวนี้  เป็นศิลปะเขมรแบบปาปวนแท้  (ราว พ.. ๑๕๖๐-   ๑๖๓๐

ภาพประติมากรรม  ซุ้มประตูด้านทิศใต้  เป็นภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์    อยู่เหนือพญานาคอนันตนาคราช  มีพระลักษมีพระศักติ  ที่อุบัติขึ้นครั้งกวนเกษียรสมุทรและเหล่าเทพยดาแวดล้อม  เหนือนาภีมีดอกบัวงอกออกมา  และพระพรหมประทับนั่งอยู่  ภาพตรงนี้ตำนานกล่าวว่า  เมื่อโลกถูกทำลาย สิ้นกัลป์   พระนารายณ์จะทรงบรรทมสินธุ์  อยู่ในเกษียรสมุทร  อันเป็นการพักผ่อนระหว่างกัลป์[13]  และพระพรหมเจ้าก็ทำหน้าที่สร้างโลกขึ้นมาใหม่ตามความเชื่อของพราหมณ์หรือฮินดู

             ภาพกวนเกษียรสมุทร  เป็นภาพประวัติตอนหนึ่งของพระนารายณ์  ที่อาวตารมาเป็นเต่า  ในปาง  กูรมาวตตาร

สาเหตุเทวดาต้องกวนเกษียรสมุทร

ความในคัมภีร์ปุราณะได้กล่าวไว้ว่า     กาละครั้งหนึ่งพระอินทร์และเหล่าเทวดา    ถูกฤาษีตนหนึ่ง  ชื่อว่า  ทุรวาสฤาษี  สาบจนเสื่อมฤทธิ์  สู้รบกับอสูรครั้งใด  แพ้ทุกครั้งไป  จึงวางแผนกวนเกษียรสมุทร  เพื่อเอาน้ำอมฤตมาดื่ม  เริ่มด้วยพระนารายณ์อวตารเป็นเต่า    เอาภูเขามันทระเป็นแกน  และเอาพญานาควาสุกรีเป็นเชือก      ทำการกวนเป็นเวลา พันปี  เพื่อเอาน้ำอมฤตดังกล่าว  แล้วชักชวนอสูรมากวนด้วย  แต่เทวดาฉลาด    ให้อสูรอยู่ทางหัวนาคพวกตนอยู่ด้านหางนาค  เมื่อได้น้ำอมฤตแล้วนาคก็พ่นพิษ  ทำให้อสูรตายหมด    เทวดาก็ได้ดื่มน้ำอมฤตแต่กลุ่มเดียว    อนึ่งผลแห่งการกวนเกษียรสมุทรครั้งนี้   ทำให้มีสิ่งมงคลอุบัติขึ้นมา เช่น  ดอกไม้ปาริชาต    ผู้ใดได้กินจะรำลึกชาติได้    ม้าชื่อว่า อุจไจศรพ    เศียร มีพลังมาก,   ช้างชื่อไอยราพต     เป็นพาหนะของพระอินทร์,   มกร สัตว์มงคล และนางเทพอัปสรา  เป็นต้น

ฉนวนบาทวิถี

จากโคปุระชั้นที่ ๒  ไปยังโคปุระชั้นที่ ๓    มีฉนวนบาทวิถี  เชื่อมต่อมีความยาว   ๑๕๐  เมตร

 

        ลักษณะลูกกรงประดับหน้าต่าง (บังอวจ)

               มุมมองลอดปรางค์ค์ปราสาทชั้นที่ ๔

       รุจิเรขอลังการทับหลังและเสาประดับขอบประตู

Caving on the Lintel and the Peiment

              กลุ่มศิลาคารทางเข้าโคปุระชั้นที่ ๔

                 Group ofPorch at Gopura  4th

หน้าบัน โคปุระ ชั้น ๒ ด้านใน ภาพพระกฤษณะยกเขาวรรธนะ

           บรรณาลัยหรือห้องสมุด ด้านซ้าย

                     The Library at the left

      ศิลาจารึกที่ขอบประตูปรางค์๕ปราสาทชั้นที่ ๔

      Inscription on the both side of the door

มุมมองผ่านทลุไปยังปราสาทประธาน

 

โคปุระชั้นที่

          โคปุระชั้นที่    นี้เป็นโคปุระที่ใหญ่มาก ประกอบด้วยกลุ่มศิลาคารขนาดใหญ่ ๕  หลัง  โคปุระทางเข้าเป็นรูปกากบาท    มีขนาดใหญ่กว่า  โคปุระที่  -

          ทับหลังโคปุระ   อาคารแรก    เป็นภาพเล่าเรื่องปาง    อุมาคงคาปตีศวร  คือเป็นภาพพระอิศวร และศักติอุมาและคงคา นั่งขนาบซ้ายขวานั่งอยู่เหนือแท่นหงส์สามตัวรองรับ    อยู่เหนือหน้ากาลคายพวงมาลัยเป็นวงโค้งภาพทั้งสองด้าน   อีกชั้นหนึ่ง 

           หน้าบัน    เป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งเหนือโคนันทิ  เทพพาหนะ   แขนทั้งสองของหน้ากาลยึดขาหลังของสิงห์ไว้ข้างละตัว  โดยสิงห์ทั้งสองตัวยืนบนขาหลังทั้งสอง ส่วนปากคายท่อนพวงมาลัยสั้น ๆออกมา  หน้าบันรุจิเรขด้วยพรรณพฤกษา งามสง่าอลังการยิ่งนัก

        ศิลาจารึก

        ด้านในศิลาปราสาท ที่กรอบประตูห้องทางซ้ายมือ  คูหาด้านตะวันออก พบจารึกทั้งสองบานประตู   อรรถบทแห่งจารึกกล่าวถึง  การสร้างประสาท  นักโบราณคดีกำหนดหลักจารึกที่   หลัก  k.  ๓๘๑

โคปุระชั้นที่ ๔

             จากโคปุระชั้นที่ ๓  ต่อโคปุระชั้นที่ ๔  เป็นฉนวนบาทวิถี  ประมาณ  ๔๐  เมตร  สองข้างวิถีประดับด้วยตัวนาค   คล้ายราวจับ  และประกอบด้วยเสานางเรียง  ช่วงบาทวิถี  ด้านทิศตะวันตกมีศิลาคารเล็ก ๆ หลังหนึ่ง  อาคารหลังนี้    เป็นบรรณาลัย  หรือาจเป็นที่พำนักมหาฤาษีผู้เป็นประธานที่ปราสาทแห่งนี้

             ประติมากรรมสร้างเป็นศิลาคารจตุรมุขเช่นกัน  มีกำแพงด้านทิศใต้เพียงด้านเดียว  ตามแนวทิศตะวันออกถึงด้านตะวันตก  ประมาณ   ๓๐   เมตร

 

                                                         ภาพโคปุระชั้นที่ ๔ 

 

 ทับหลัง    ณ คูหาหลังที่ ๒  ทับหลังเป็นเล่าเรื่อง  กวนเกษียรสมุทร

             อนึ่งจากโคปุระที่ ๔   ไปยังโคปุระที่ ๕  มีระยะทางประมาณ   ๔๕  เมตร    หรือขึ้นไปยัง  ปราสาทประธาน  ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงสุด  ซึ่งวัดจากพื้นราบสูงประมาณ   ๕๒๕  เมตรองค์ปราสาทประธานไม่ใหญ่นัก   ประมาณ   ๓๕ X  เมตรเท่านั้น  หากเทียบกับปราสาทหินอื่น ๆ  เท่า ๆ กับปราสาทหินภูเขาชีศวร จังหวัดตาแกว                

     

     

      อุมาปตีศวร

             ภาพกวนเกษียรสมุทร

พระกฤษณะปราบพญานาคกาลียะ ๖ หัว

 

พระกฤษณะปราบกาลียนาค Krsna defeaeed Kaliya Naga

       ขยายภาพกวนเกษียรสมุทร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปราสาทประธานหรือ มณฑปประธาน /Main Sunctuary

           ปราสาทประธาน   เป็นศิลาคารที่สำคัญ  เป็นที่ประดิษฐาน “กัมรเตง อัญ ศรีศิขเรศวร”   คือองค์วรศิวลึงค์   ซึ่งเป็นองค์แทน  อติเทพและพระเจ้าแผ่นดินเขมรด้วย

           ลักษณะของปรางค์ประธาน  เป็นผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม  มีทางเข้าออกทั้งสี่ทิศ  มีระเบียงคดล้อมรอบ

       

 

                                                                                                  

                                             ปรางค์ปราสาทประธาน   Main Sunctuary,and gallery, front side.

 

ปูชนียวัตถุภายในปราสาทประธาน

     ในคูหาครรภคฤหะ  ประดิษฐาน  วรศิวลึงค์  “ศรีศิขเรศวร”   ขนาดประมาณ   ๑๕X. เมตร   และ  พบประติมากรรมลอยตัว  พระพิฆเณศวร     ศิลปะ

  

 

 

 

        วรศิวลึงค์  อยู่หลังพระพุทธรูป

               พระพิฆเณศวร

                      

ทับหลังปรางค์ประธาน

         แกะสลักเป็นภาพบุคคลนั่งชันเขา  เหนือหน้ากาล  มือขวาถือกระบอง  อยู่ในเรือนแก้ว  หน้ากาลคายสิงห์สองตัวออกจากปาก  มือทั้งสองยึดขาหลังของสิงห์ทั้งสองตัว  สิงห์ทั้งสองคายพวงมาลัยออกจากปาก

หน้าบัน

     แกะสลักเป็นภาพ ศิวนาฏราช    ซึ่งจะพบเห็นที่หน้าบัน ปราสาททั่ว ๆไป  แต่ที่นี่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง   คือฟ้อนรำอยู่เหนือช้างและหน้ากาล   เรื่องนี้  ดร. สรเชต  วารคามวิชัย    วิเคราะห์ว่า  ผู้สร้างหรือช่างแกะสลักภาพเล่าเรื่อง  ที่กล่าวถึง   ครั้งหนึ่งพระศิวเจ้าเคยปราบอสูรที่แปลงกายเป็นช้างก็เป็นได้.

ระเบียงคด

          ระเบียงคด  ศิลาคารรอบ ๆ มณฑปปราสาทประธาน สามารถเดินทะลพผ่าน  ช่องทางเดินกว้างประมาณ   .๕๐   เมตร  มีหลังคาศิลาทรายหนาแน่น  มีหน้าต่าง  ด้านในและด้านนอก  ไม่มีลูกมะหวด

ปอยตาฎี    เป็นหน้าผาด้านทิศตะวันออกสุด  สูงกว่าระดับน้ำทะเล   ประมาณ  ๖๕๗  เมตร  หากวัดจากพื้นราบเชิงเขาฝั่งประเทศกัมพูชาประมาณ  ๔๔๐  เมตร 

อนึ่งที่ได้ชื่อว่า  ปอยตาฎี    คำว่าเป้ย เป็นคำเขมร  แปลว่า   หน้าผา   ที่ได้ชื่อว่า  “ตาดี”  เป็นชื่อพระภิกษุชาวเขมรรูปหนึ่ง  ชื่อหลวงตาดี     เคยมานั่งบำเพ็ญตบะที่หน้าผาภูเขาลูกนี้.

            อนึ่งในลัทธิ ไศวนิกาย  หมายถึง  การนับถือ  พระศิวะ  (อิศวร)  เป็นเทพสูงสุด.

            พระศิวะมีโอรส ๒ องค์  คือ พระขันธกุมาร  และพระคเณศ ( นกยูงเป็นพาหนะของขันธกุมาร     ในลัทธิ ไศวนิกายนั้น  นับถือ เทพ ๓ องค์  ตามลำดับแห่งความสำคัญ   ที่เรียกว่าตรีมูรติ   ศิวะหรือ   อิศวร,  วิษณุ หรือ นารายณ์ และพระพรหม  (ศิว  ผู้ทำลาย วิษณุเป็นเทวะผู้รักษา   พระอิศวรถือว่ายิ่งใหญ่   เป็นเทพผู้สูงสุดมรเทพ ๓ องค์    

 

สัญลักษณ์ประจำองค์

            พระศิวะ ปรากฏในรูปมนุษย์  มักปรากฏเป็นรูปนักบวช  ดังนั้นรูปเกล้าผมเป็นมวย    สวมนาคเป็นสังวาล  และที่ผมที่เกล้าเป็นมวยประดับด้วยจันทร์เสี้ยว   และมีพระเนตรที่ ๓  วงในแนวตั้งที่หน้าผาก   เรียกว่า  " อัคคีเนตร"  พระเนตรนี้จะหลับเสมอ  ถ้าเปิดไฟจะไหม้โลก  ครั้งหนึ่งเคยลืมตาถูกพระกามเทพเข้า             ดังนั้นกามเทพจึงไม่มีปรากฏร่าง

            อาวุธเกตนภัณฑ์หรืออาวุธประจำองค์       คือตรีสูล (สามง่าม)

 

 

     

ในศิลปเขมร  รูปแรกจะนุ่งหนังเสือ  ภายหลังจะนุ่งสมพต ( ผ้านุ่ง) ส่วนหนึ่งที่กำหนดอายุได้

            พาหนะประจำองค์  คือโคนันทิ

            ที่ประทับ    บนเขาไกรลาส (ดังนั้น   เทวสถานเขมรนั้นอาจเปรียบได้เขาพระสุเมรุ  หรือ  เทียบได้กับเขาไกรลาส  แต่ส่วนใหญ่มักอธิบายถึงเขาพระสุเมรุ   แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นสัญลักษณ์แทนเขาไกรลาส)

 

            อนึ่ง  โดยทั่วไปรูปเคารพที่เกี่ยวกับพระศิวะนั้น  นอกจากที่ทำเป็นรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์แล้ว  มักจะสร้างองค์แทน คือ ศิวลึงค์   นอกจากนี้ยังปรากฏเป็นรูปอย่างอื่น  เป็นปางต่างๆ  ทั้งปางโหดร้ายและปางอนุเคราะห์ก็เรียกชื่อต่างๆกันไป    เช่น          ปางศิวนาฏราชซึ่งเป็นเรื่องตอนหนี่งมีบทบาทสำคัญมาก  

  

 

     ครรภคฤหะ(หรือห้องประดิษฐานองค์กัมรเตงศิขเรศวร)   

     The Garbhagrha  or the mainholl.

 

            คัมภีร์ปุราณะสำแดงไว้ว่า  เทพกิจ ๕ ประการขององค์พระศิวะ    เป็นการแสดงถึงพลังในการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับจักรวาล  ๕ ประการ  คือ:-

            .        เกี่ยวกับการสร้าง

            .        เกี่ยวกับการดูแลรักษา

            .        เกี่ยวกับการทำลาย

            .        เกี่ยวกับการปิดบัง

            เกี่ยวกับการอนุเคราะห์ (ปราสาทพร)

กิจกรรมเหล่านี้  ก็จะถูกแยกออกไปให้เทพต่างๆ  ซึ่งบางอย่างนั้น ก็เป็นภาพพระอิศวรนั่นเอง

การฟ้อนรำของพระศิวะมีทั้งหมด 108 ท่า   ดังนั้นพระศิวะจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำด้วย

            อนึ่งการฟ้อนรำนั้นมีหลายครั้งที่สำคัญดังนี้  :-

            ศิวนาฏราช       ฟ้อนรำบนสวรรค์  ต่อหน้าเทพเจ้าต่างๆ  เทพทรงดนตรี ( บนยอดเขาไกรลาส ที่ปราสาทศรีขรภูมิ  สุรินทร์ ที่รู้ได้ว่ารำอยู่บนสวรรค์  เพราะศิวะเต้นรำบนแท่นและตั้งอยู่บนแท่นที่มีหงส์ ๓ ตัวรองรับอยู่   พระพรหมตีฉิ่ง   พระนารายณ์ตีกลอง  และห้อมล้อมด้วยเทพทั้งหลาย

           ภัยราภะ           ศิวะในปางโหดร้าย 

          นาทานาฏะ     เป็นการฟ้อนรำที่ศูนย์กลางจักรวาล  อันเนื่องจากมีฤาษีกลุ่มหนึ่งฝ่าฝืนเทวบัญญัติ  ศิวะเจ้าจึงวางแผนปราบฤาษี  โดยให้พระนารายณ์แปลงเป็นสาวงาม  และอนันตนาคราชก็ให้แปลงกายเป็นผู้หญิงเหมือนกัน  เป็นทูตมาทำการยั่วยวนยุแหย่ให้ฤาษีแตกแยกกัน    นอกจากนี้ยังฟ้อน   ณ ที่เผาศพ    โดยรำเคลื่อนไหวในป่าช้า มีพวกภูตผีปิศาจ ( มักจะมีหลายกร )  

ตรีมูรติลึงค์

ศิวลึงค์

ศิวลึงค์     ( ศิว+ ลึงค์)     หมายถึง ลึงค์  คืออวัยวะเพศของมหาเทพศิวเจ้า   หรือองคชาติแสดงเพศชาย     แสดงถึงอำนาจในการสรางสรรค์ของมหาเทพศิวะเจ้า     ภายหลังเมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  ได้สถาปนาลัทธิเทวราชในเขมรแล้ว   ศิวลึงค์ได้กลายเป็นเครื่องหมายของพระมหากษัตริย์เขมรด้วย[14]                                                                                                                                    ตรีมูรติลิงค์

ศิวลึงค์      ความหมายโดยตรงก็คือ   เครื่องหมายเพศของพระผู้เป็นเจ้าคือพระอิศวรหรือพระศิวะ   ในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย  ได้นำเครื่องหมายแห่งเพศนี้มาเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะเจ้าและค่านิยมในการสร้างศิวลึงค์เป็นองค์แทนพระศิวะเจ้านี้  เป็นค่านิยมก่อนสมัยพระนคร ส่วนประติมากรรมรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ในศิลปะเขมรนั้น  มีปรากฏหลังสมัยพระนคร

สถานะและความสำคัญของศิวลึงค์

ศิวลึงค์  ที่ปรากฏในเทวสถานทุก ๆ แห่งนั้น   สถิตอยู่ในสถานะที่สำคัญ ๒ ประการคือ :-

  .      เป็นองค์แทนพระศิวะเจ้า ซึ่งดำรงอยู่ในสถานะเป็นพระผู้เป็นเจ้าหรืออติเทพสูงสุดเป็นทั้งมหาเทพผู้สร้างและทำลายหรือประทานกำเนิดโลกและสรรพสิ่งทั้งมวลในสากลโลก  และเป็นองค์ประธานในเทวาลัยนั้น ๆ      

ตรีมูรติลึงค์

หมายถึง  ศิวลึงค์  ที่แสดงองค์เทพทั้งสามองค์ในที่เดียวกัน   โดยแบ่งแยกเป็น  ๓ องค์ดังนี้

            .        พรหมภาค    สี่เหลี่ยมเบื้องล่างสุด   เป็นองค์แทนพระพรหม จตุรพักตร                                                           

            .        วิษณุภาค      หกเหลี่ยมกลาง    เป็นองค์แทนพระวิษณุหรือนารายณ์ มี ๖ กร

            .        รุทธภาค       กลมมลเบื้องบนสุด   เป็นองค์แทนพระศิวะ (รุทธ เป็นพระนามหนึ่งของพระศิวะ)

.        เป็นองค์แทนพระมหากษัตริย์   “เทวราชา”   ศิวลึงค์ที่ประดิษฐานในเทวาลัยต่าง ๆ  ก่อนสมัยพระนคร เป็นศิวลึงค์ที่แทนองค์มหาเทพศิวะเจ้าหรือตรีมูรติอย่างเดียว  ดังได้กล่าวแล้ว  ภายหลังที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ สถาปนาลัทธิเทวราชแล้ว     ( พุทธศักราช  ๑๓๔๕)   องค์ศิวลึงค์ทั้งหมดที่ประดิษฐานในปราสาทภูเขาทั้งหลายเช่นที่     ปราสาทพนมบาแค็ง,   ปราสาทบากอง,    และศิวลึงค์ที่พนมกุเลน   เป็นต้น   ล้วนเป็นศิวลึงค์ที่สถิตในสถานะ เป็น “ เทวราชา”  /Devaraja/    หรือจักรวาติน

/chakravatin/   หมายถึง  เป็นสัญลักษณ์แห่งอติเทพและแทนองค์พระมหากษัตริย์ด้วยทั้งสิ้นด้วย. 

คติการสถาปนาศิวลึงค์หรือ  ตรีมูรติ  ( เทพสามองค์ในองค์เดียวกัน)  

  จากลัทธิแห่งความเชื่อถือของฮินดูที่มีการนับถือเทพเจ้าหลายองค์   (ลัทธิพหุเทวนิยม= Polythesim)      อันเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งในทางความคิด ความเชื่อถือ  อันจักนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม     จึงประมาณในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๘      นักการศาสนาการเมืองการปกครอง  ได้พัฒนานำเทพทั้ง ๓ องค์  ที่แต่ละแห่งมีศรัทธาความเคารพนับถือต่าง ๆ  กันมารวมเป็นองค์เดียวกัน   อันหมายถึงการนำหรือสถาปนาหรือหลอมเทพทั้ง   ๓ องค์ มาเป็นองค์เดียวกัน  หรืออยู่ในรูปหรือสัญลักษณ์เดียวกัน   เทพ ๓ องค์ได้แก่    :-

 1.        พระศิวะ  หรืออิศวร  (  Shiva )       

2.                     พระวิษณุหรือนารายณ์  (  Vishnu )      

 3.       พระพรหม     ( Brahma 

นอกจากนี้    ยังสถาปนารวมองค์เทพอีก  จากสององค์ อยู่ในรูปเคารพเป็นองค์เดียวกัน  คือ พระศิวะและพระนารายณ์มารวมอยู่องค์เดียวกัน  เรียกว่า  “ พระหริหระ”     โดย  พระศิวอยู่เบื้องขวา  พระนาราณ์มีเบื้องซ้าย  

 

   ปรางค์ปราสาทประธาน   Main Sunctuary

 ปราสาทประธานและระเบียงคด  Mian Sunctuary and Gallery

 ด้านในระเบียงคด   In side of  Gallery

    ด้านข้างระเบียงคด  Out side of Galery

ปราสาทประธานและระเบียงคดด้านซ้ายมือ

Main Sunctuary and the left Gallery

      ด้านในครรภคฤหะประดิษฐานพระพุทธรูป/ศิวลึงค์

            The Sivalinga and the Buddh  Immage

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก

ภาคผนวก ๑

ปราสาทและโบราณสถาน ในอาณาบริเวณปราสาทเข้าพระวิหาร

            จากหลักฐานที่ปรากฏทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี   พื้นที่บริเวณแลเงาปราสาทเขาพระวืหาร  เป็นพื้นที่บ่งบอกว่า  เป็นชุมชนใหญ่ในอดีต  ตั้วแต่  หมู่บ้านบึงมะลู  (หนองพลู)  และจากบึงมลู  เลี้ยวซ้ายประมาณ  ๔ กิโลเมตร ก็เป็นชุมชนอีกชุมชนหนึ่ง    ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ภุมิสรอล    ยังมีพยานหลักฐานที่สำคัญปรากฏอยู่  คือปราสาทโดนตวล  ตั้งอยู่ห่างจากหน้าผาแบ่งชายแดนไทย-กัมพูชาประมาณ ๑๕๐ เมตร    หน้าผาสูงประมาณ  ๓๕๐ เมตร

.     ปราสาทโดนตวล  เป็นปราสาทอิฐ ไม่สอปูน   ตั้งอยู่หลังเดียวหันหน้าไปยังหน้าผาทิศตะวันออก  ทางเข้าทางทิศตะวันออก  ลักษณะเป็นโคปุระ  แต่โคปุระปรักหักพังสิ้นแล้ว   ส่วนปราสาทยังอยู่ในสภาพดีพอสมควร   ด้านในปราสาทมีแท่นศิวลึงค์ขนาด ๘๐  เซ็นติเมตรเหลืออยู่  ส่วนเทวรูป  ผู้ร้ายได้ขโมยไปนานแล้ว

                    สถูปคู่

ประเด็นร้อนที่ควรทราบเกี่ยวกับเขาพระวิหาร

.        สืบเนื่องจาก  นักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสยึดครองกัมพูชา   เมื่อวันที่ ๑๑  สิงหาคม   ๒๔๐๖  ต่อมา

          ในวันที่   ๑ ธันวาคม   ในปีเดียวกัน  เขมรก็ได้ลงนามสัญญากับประเทศสยาม    โดยยอมรับว่า  ประเทสเขมรอยู่ภายใต้การปกครองของสยามเช่นเดียวกัน

.        ในปี  . .   ๒๔๑๐     ฝรั่งเศสกับสยาม    ได้ทำสัญญากัน  โดยให้สยามยอมรับว่า    กัมพูชาเป็นเมืองอยู่ภายใต้อารักขาของฝรั่งเศส  ให้สยามยอมสละสิทธิทั้งปวงในกัมพูชาในฐานะเมืองขึ้น  แต่ให้คง เสียบเรียบราบ  พระตะบอง ศรีโสภณไว้กับสยาม  โดยให้ยกเลิกสัญญาที่ทำในวันที่ ๑ ธันวาคม   ๒๔๐๖     ภายหลังฝรั่งเศสส่งทหารยึดครองฝั่ง ซ้ายน้ำโขง    และได้ทำสัญญาในปี   ๒๔๓๖-    หลังจากนั้นฝรั่งเศสได้เคลื่อนกำลังทหารยึดเมืองจันทบูรณ์   เป็นกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศส     เป็นเหตุให้สยามต้องยกดินแดน   หลวงพระบางและดินแดนฝั่งทิศใต้ของพนมดองแหรก (ดงรัก)  ให้แก่ฝรั่งเศส

.        วันที่ ๗  ธันวาคม ๒๔๐๖     สยามกับเขมรได้ทำสัญญาลับ ว่าเขมรเป็นเมืองขึ้นของไทย

.          พ.ศ.  ๒๔๔๒   พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์  เสด็จเขาพระวิหาร  ทรงสลักจารึกที่ ผาปอยตาฎี

๖.       พ.ศ.  ๒๔๔๗    ประเทศฝรั่งเศส  ทำสัญญาปักปันเขตแดน  ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป(นเส้นแบ่งงเขตแดนซึ่งมีผลให้สันปันน้ำอยู่ในเขตไทย

๗.        พ.ศ.  ๒๔๕๑   ฝรั่งเศสได้ทำแผนที่อีกฉบับหนึ่งฝ่ายเดียว  แล้วส่งมอบให้ไทย    มีแผ่นหนึ่ง  คือ   “แผ่นดงรัก” ที่ครอบคลุมถึงพื้นที่เขาพระวิหาร และไม่ได้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตพรมแดน  ทำให้ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในแผ่นดินกัมพูชา  ทั้งนี้โดยที่รัฐบาลไทย(สยาม)ในช่วงนั้นไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด

๘.       พ.ศ. ๒๔๗๙     สยามขอปรับปรุงเขตแดน  แต่ฝรั่งเศสผัดผ่อน

.      พ.ศ.  ๒๔๘๔  อนุสัญญาโตเกียว  ทำให้ดินแดนที่ไทยเสียไป เมื่อ ร.ศ. ๑๒๓ และ ร.ศ.๑๒๖  บางส่วนรวมถึงปราสาทเขาพระวิหาร กลับมาอยู่ในแผ่นดินไทย

๑๐. พ.ศ.๒๔๘๙   หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  ได้ทำการยกเลิกสัญญาโตเกียวโดยสันธิสัญญาประนีประนอม ทั้งนี้โดยมีสหรัฐอเมริกา อังกฤษและเปรู ไกล่เกลี่ย

๑๑.    พ.ศ.  ๒๔๙๒  ไทยครอบครองเขาพระวิหาร โดยใช้หลักสันปันน้ำ เป็นเส้นแบ่งเขต

๑๒.   พ.ศ.  ๒๔๙๓     ประเทศกัมพูชา  ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส  ทั้งนี้โดย

 หลังจากพระเจ้าศรีสวัสดิมณีวงศ์สวรรคตแล้ว  เจ้าสีหนุ  ได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน  เริ่มมีบทบาท  และที่สุด  เขมรได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส   ๑๙  ธันวาคม ๒๔๙๓

๑๓.    พ.ศ.  ๒๕๐๑     กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยคืนเขาพระวิหาร

๑๔.    วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๐๒  กัมพูชา ยื่นฟ้องศาลโลก    กรุงเฮก  เรียกร้องเขาพระวิหารคืนจากไทย.

๑๕.      วันที่   ๑๕  มิถุนายน  ๒๕๐๕   ศาลโลก  ได้พิพากษา  ให้ไทยมอบเขาพระวิหารคืนแก่กัมพูชา

 ๙ ต่อ ๓  เสียง   (สมัยรัฐบาล  จอมพล  สฤษฐ์    ธนรัชต์ )  ตามสนธิสัญญาแผนที่ของฝรั่งเศสที่ทำขึ้นเมื่อ  ๒๔๔๗,  ๒๔๕๐.

๑๖.      พ.ศ.   ๒๕๕๐   กัมพูชา  นำเขาพระวิหาร เสนอองค์การยูเนสโก  ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

๑๗.      วันที่  ๒๒  พฤษภาคม  ๒๕๕๑    นายนพดล  ปัทมะ  รมต.  ต่างประเทศ  ไปประชุมร่วมกับกัมพูชาและ ยูเนสโก ที่ประเทศฝรั่งเศส,   ครั้นกลับมาแล้ว   ในวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  ๒๕๕๑  ได้ออกแถลงการณ์ว่า  “ กัมพูชายินดีการยอมรับการเปลี่ยนแปลง  การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร  จะขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเป็นมรดกโลก

 

๑๘.     ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก

          วันที่     กรกฏาคม  ๒๕๕๑    องค์การ ยูเนสโก ( Unesco= United Nations Educational, Science and Culture)  องค์การพัฒนาการศึกษา  วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม  แห่งองค์การสหประชาชาติ  โดยคณะกรรมการมรดกโลก  (The World Heritage Committee  /WHC./)  ประกอบด้วยคณะกรรมการ  ๒๑  ประเทศ ได้ประชุมพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอของประเทศกัมพูชา  ขอเสนอปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก  ภายใต้การนำของ  นาย ซก อาน  รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา    โดยประชุมที่  เมือง  คิวเบค  ประเทศแคนนาดา  (Quebec City   Cannada.)

มติในที่ประชุม เห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ให้ “ ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก”  เป็น  ๑ ใน ๘๕๑ แห่งใน ๑๔๑  ประเทศ.

๑๙.     วันที่  ๒๑  กรกฎาคม  ๒๕๕๑    ไทยกัมพูชา  ประชุมกัน เพื่อหาข้อยุติเขาพระวิหาร  ที่ โรงแรมอินโอจีน  อำเภออรัญประเทศ  จังหวัดสระแก้ว   โดยฝ่ายไทย  มี พล.เอก  บุญสร้าง  เนียมประดิษฐ์  ผบ. สส. หัวหน้าคณะและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  ฝ่ายกัมพูชา    มี พล.เอก เตีย บัน รมต. ช่วยกลาโหม และ นายลอง วิสาโล   รมต. ช่วยต่างประเทศ  และนาย  วาร์  กิมฮง    ประธานคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดน

            มติในที่ประชุม

            การประชุมครั้งนี้  ไม่ได้ผลเท่าที่ควร    เป็นเพียงการปรึกษาหารือเบื้องต้น  เพื่อแก้ไขปัญหา    แต่ที่ประชุมได้หารือกันใน ๔ ประเด็นคือ   ๑.  ห้ามมีการยิง  .   ห้ามเพิ่มกำลังทั้ง ๒ ฝ่าย   ๓.  ให้ถอนกำลังทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่  และ ๔  ห้ามนำผลการประชุมไปเป็นประเด็นการเมือง

นอกจากนี้ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น  เพราะ  การปักปันเขตแดน  ไม่เป็นที่ตกลงและชัดเจน  จึงต้องรอ ให้ คณะกรรมการปักปันเขตแดนตกลงกันก่อน  ( The General Border Committee /GBC./

วันที่ ๑๓    สิงหาคม  ๒๕๕๑  ประชุมแก้ปัญหา  ที่ โรงแรมทองธารินทร์  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์  โดย พลโท สุจริต สิทธิประภา  แม่ทัพภาคที่ ๒ พร้อมด้วยพล ตรี กนก เนตระเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมผุ้บัญชาการระดับสูงในภูมิภาค  โดยฝ่ายเขมร  มีพลเอก  เนียก พาส รัฐมนตรีข่วยว่าการกระทรวงกลาโหม  และพลโท  เจีย มอญ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาค  ที่ ๔ ของกัมพูชา

ผลการเจรจา  เห็นพร้อมต้องกัน  แก้ปัญหาด้วยสันตวิธี  ปรองดอง  ปรับกำลังทหารให้น้อยลง  เพื่อป้องกันการเผชิญหน้า (วันนี้มิได้นำเรื่องปราสาทตาเมือน  มาเป็นประเด็นที่ประชุม)

ประชุมที่นครเสียมราบ  

 วันที่  ๒๙ กรกฎาคม  ๒๕๕๑    ประชุมที่นครเสียมราบ

วันดังกล่าวคณะผู้แทนไทย โดยมี  นาย เตช บุนนาค  รัฐมนตรีต่างประเทศไทย  พร่อมคณะ  และ นายนายฮอรื นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา  หัวหน้าคณะ  ได้ร่วมประชุมกันที่  โรงแรม ดิ อังกอร์ พาเลช รีสอร์ท แอนด์ สปา (  The Angor Palace Resorce  and spa)     ผลแห่งการประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่นฉันท์มิตร   ทุกฝ่ายจะจะแสวงหาหนทางเพื่อความปรองดอง อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข.

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การตื่นตัวในเมืองไทย

เบื้องหลังแห่งความขัดแย้ง..

 พื้นที่ทับซ้อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก ๒       

  ขุมทรัพย์ในพื้นที่ทับซ้อน

 

   เรื่องพื้นที่ที่มีปัญหา หรือพื้นที่ทับซ้อนต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธ์นั้น แยกได้ดังนี้  

.  มีเนื้อที่  .   ตารางกิโลเมตร 

.  บริเวณรั้วลวดหนามที่ไทยกั้นตลอดแนว

.  จุดชุมชนที่เขมรเข้ามาอยู่  และตั้งวัดชื่อ    วัดคีรีสุจสวายเรียส

.  บันไดทางขึ้นจากฝั่งไทย

.   จุดที่เขมรเข้ามาอาศัยอยู่ และทำตลาดการค้า

.   เส้นประแสดงแนวที่ญี่ปุ่นจะทำกระเช้าขึ้น

.   จุด G 1. G.2 G.3 และ G.4   บรเวณที่ศาลโลกตัดสิน  ปี  2505[15]

       มีแก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบมหาศาลที่บริเวณเขตทับซ้อน     เมื่อปี พ.. ๒๕๕๐  กัมพูชาและสหรัฐอเมริกา  ได้ทำการสำรวจพบว่า     ในพื้นที่ข้าง ๆเขาพระวิหาร และบริเวณทับซ้อนอื่น ๆ เป็นแหล่งน้ำมันดิบและกาสธรรมชาติมหาศาล  มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คาดว่า   แหล่งพลังงานดังกล่าวนี้ มีประมาณสิบล้านล้านลูกบาศฟุต  คิดเฉลี่ยรายได้ไม่น้อยกว่า  หกแสนล้านบาทต่อปี  ดังนั้นแล ปัญหาจึงไม่จบลงง่าย นัก    ทั้งนี้เพราะ  พื้นที่ทับซ้อนไทย-  กัมพูชา  มิใช่มีเพราะพื้นที่เชิงเขาวิหารเท่านั้น   ยังมีที่อื่น ๆอีกมากแห่ง จึงอาจขยายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต  จากข้อมูล   http://us.mc449.mall.yahoo.com/    กล่าวว่า  พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา ได้กลายเป็นขุมทอง  แห่งใหม่ในตะวันออกเฉียงใต้  ท่ามกลางความคาดคะเนของบริษัทขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมชั้นนำของโลก  จะเป็นแหล่งสำรองน้ำมันดิบอันดับ ๓  ในภูมิภาคนี้  ประเทศไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อนถึง   25,923  ตารางกิโลเมตร  และในพื้นที่เดียวกันนั่นเอง  ต่างฝ่ายต่างให้สัมปทานขุดเจาะสำรวจน้ำมันซึ่งคาดว่ามีมหาศาล

      จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ประเทศไทยได้ให้สัมปทานสำรวจขุดเจาะและผลิตกับบริษัทเอกชนหลายหลายไปแล้วตั้งแต่ปี  2546    ปัจจุบันมีผู้รับสัมปทานไปแล้ว  4  ราย  (2550)    ได้แก่บริษัท  Thailand Bloc   5&6LLC  ในแปลงสัมปทานที่ 5-6, บริษัท บริติช แก็ส เอเชีย อิงค์  ในแปลงสัมปทานที่  7-8-9  บริษัท เซฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด  ในแปลงสัมปทานที่  10-11-13 และ พื้นที่ 12 (A) 12 (B)  และบริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นนัลจำกัด ในแปลงสัมปทานที่  G9/43  แต่ทั้งหมดยังไม่สามารถดำเนินการได้  ทั้งนี้เพราะเป็นพื้นที่  ทับซ้อน หรือ Over-lapping area   นั่นเอง

      ดังนั้นในสายตาของต่างชาติ  ประเมินว่า  ประเทศกัมพูชา  จะกลายเป็นประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้  จะเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน –ก๊าซรายใหม่ของโลก  ทั้งนี้หลังจากที่บริษัท เซฟรอน (Chevron operation) ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อปี  2548  ว่าได้ค้นพบน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ ในพื้นที่ 2,427  ตารางกิโลเมตร  ทางใต้ของประเทศกัมพูชา  โดยเฉพาะในพื้นที่สัมปทานแปลงเอ  (A) ในเนื้อที่  6,228  ตารางกิโลเมตร  จากเดิมได้พบว่า   มีน้ำมันราว 400 ล้านบาเรล  ภายหลังได้พบว่าจะได้น้ำมันมากกว่านั้นถึง 2 เท่า  และรวมถึงก๊าซธรรมชาติอีกระหว่าง   3 ล้าน ล้าน ถึง 5 ล้าน ล้าน ลูกบาทเมตร.

     จากข้อมูลดังกล่าวนี้  ปัญหาเรื่องการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา  จึงคงไม่จบลงง่าย ๆ นอกจาก ออมชอมกันอยู่ร่วมกันอย่างฉันท์พี่เมืองน้อง พึ่งพาอาศัยซึ่งกัน  โดยไม่ต้องให้ประเทศที่ 3 มาเกี่ยวข้อง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Prasat  Preah Vihear    

Located :  

Cambodia :   Prasat Preah Vihiear  located about 450 km.  From Phnom Penh

And  108 Km. From the Province town Preah Vihiear Provine.

Via  the Rord  No.211  to Choam  Kasan  Disstrict.    And also   there are  the ancient Roiad   trough Svay  chum   and the Road is via  Road CI   which was constructed by Khmer Rouge.  Duuring ginosige  war  AD  1975  -1993.

Thailand :  From Bangkok   about  ………    or from  Srisaket    Province  about……..

Prasat  Preah Vihier  Stand on the Dangreak  Mountain range that the straddles the Thai border.   The   feager   is 800m.  by 400 m.  and at  the Cambodian side very steep  but slopes gently  towards to  Thailand side.

 Purpost :

Name :    by Inscription :    “Sri Khari svara”   but   the Khmer  people  call   “  Prasat  Preah Vihier   and Thai call    Prasat prah  viharn.

Raign :    1.    Preah Bat Yasovarvaman I (Paramasivalok)   AD 889-910)

                2.   Preah  Bat  Surayavarman I   (Paramanivarnpata)   AD 1000-1050.

                     3.   Preah Bat   Surayavarman II   (Paramavisnulok)     AD  1444-1150.

     4    Preah Bat   Jayavarman  VI    (Paramakivalyapata)  AD 1080-1100

Prasat      Preah Vihier    on general   situation.

This prasat   was handed  to Thailand  by Friend in 1954  AD.  But was eventually  returned to Combodia by an

Iintrernational Court
in June  1962  AD.   During   ginisige  war    Prasat  Preah Vihier   area   was long held by the Khmer Rouge ( Ta mok    Area)  and was  heavily mined,  during  the Khmer Rouge time ,  They build the Road also direct to Prasat Preah Vihier.

  Art  and  achitecture   

        Prasat Preah Vihier is grandeur comparable with    almost    other temples both in Combodia and Thailand.  There    are levels     and  courtyards,  and also  there are five Gopuras  or intrance pavillions.    The direction from from   the too the Mainsucntury  about  ……..meters   which the first stone staircase to the Nagaraj and the first Gopuura   ……. meters     past the first Gopura    will be  the firstt  Avenue about ….     And at the left side Avenue   there is one  powd which call “ Srasong”.

After past  the 2nd   Goopura  wiill be  2nd Avenue about  …… metter  direect to 3rd  Gopura   which compost of wing stone Building on right   and the left side  and nect to the 4th  Gopura  there is the Avenue  also about  ……. meters.,  at the 4th Gopura  compoost wwith 5  stone building  incode in  I  one  Library  locate  on the left .  After 4th Gopura  will reach the   main  Sucntury  or  Prasat prathan in Thai which   compost  the Gailary  and  ather 2 stone buildings   before get to the edge oof Dangreak mountian call “ POYTADEE”

       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก 

 

พระราชประวัติย่อ

.    พระเจ้ายโศวรมัน ที่ ๑                                                       

        พระเจ้ายโศวรมันที่ ๑     ครองราชย์ย์ระหว่างปี     พ.ศ.  ๑๔๓๒-๑๔๕๑ , เป็นพระราชบุตรของ  พระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑  พระนามเดิม  ยโศวธิน   เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว  ( ในปี   ๑๔๓๓-๑๕๐๓)    ได้พระนามว่า  “ ยโศวรมัน ที่ ๑”  ศิลารึกบ่งบอกว่า    พระราชมารดาของพระองค์  คือพระนางอินทรเทวี     สืบเชื้อสายพระโลหิต  จากราชวงศ์  วยาธปุระ  สัมภุปุระและอนินทิตปุระ   พระราชครูของพระองค์คือ  มหาพราหมณ์วามะศิวะ  ซึ่งสืบเชื้อสายจาก   มหาพราหมณ์ อชิ ศิวไกวัลย์

         เมื่อครองราชย์แล้ว     ทรงโปรดให้สร้าง  อาศรม  ( Asrama)  สถานที่บำเพ็ญพรต  เป็นจำนวน  ๑๐๐  แห่ง  โดย  สถาปนาชื่อว่า  “ยโศธราศรม”   ( Yasodharasrama) [16] ซึ่งปัจจุบัน  ได้ค้นพบเพียง  ๑๐  กว่าแห่งเท่านั้น  โดยแต่ละแห่ง  ได้พบศิลาจารึก อย่างน้อย    แผ่น  ที่มีอรรถบทคล้ายคลึงกัน  ซึ่งส่วนใหญ่  ศิลาจารึกพรรณาถึง  การสืบเชื้อสายราชวงศ์และคุณสมบัติของพระองค์

            เกี่ยวกับการสร้างปราสาท  ในปี  พุทธศักราช  ๑๔๓๗    โปรดให้สร้างปราสาทละเล็ย  กลาง  บารายอินทรตาฏกะ   หรือบาราย  ตะวันออก    พระเจ้ายโศธรวรมัน   มิได้ประทับที่    หริหราลัย  ไม่นานนัก  จากหลักฐานจารึกปราสาทสด็กก็กธมจารไว้ว่า    “  พระบรมศิวโลก  ได้สร้างกรุง ยโศธรปุระ  และได้อัญเชิญเทวราช  (ศิวลึงค์)    จากหริหราลัย  ไปประดิษฐาน  ณ เมืองที่สร้างใหม่ด้วย  ต่อมาภายหลัง  พระบรมศิวโลก  โปรดให้สร้าง  “ พนมกันดาล” /ภูเขากลาง/       ในการนี้ พราหมณ์  วามศิวะ  ได้สร้างศิวลึงค์ไว้ตรงกลาง  หรือองค์กลาง    นักโบราณคดีฝรั่งเศส   ชื่อวิกเตอร์ โกลูบิว ( Victor  Goloubew)  ให้ความเห็นว่า    กรุงยโศธรปุระ   เป็นเมืองหนึ่งที่มีกำแพงล้อมรอบ   ทีมีพนมบาแคง เป็นจุดศูนย์กลาง ตามหลักศิลาจารึกที่กล่าวถึง   ปัจจุบันผุพังสิ้นแล้ว  ยังเหลือเพียงร่องรอยทางทิศใต้และทิศตะวันตกเท่านั้น 

           อนึ่งในการสร้างเมืองใหม่นี้   พระเจ้ายโศวรมัน  ยังโปรดให้สร้าง  บารายอีกแห่งหนึ่ง ทางทศอีสาน  เรียกว่า  “ยโศธรตาฏกะ  มีความยาว  ๗ กิโลเมตร และกว้าง ๑.๘ กิโลเมตร  และบนเขื่อนบารายนั้นโปรดให้สร้างอาศรม เพื่อให้ฤษีบำเพ็ญพรตเป็นจำนวนมาก  โดยแบ่งแยกให้แต่ละศาสนิก หรือลัทธินิกายต่าง ๆ ดังนี้ 

           .      พราหมณาศรม      โปรดให้สร้างเพื่อผู้นับถือ พระอิศวร    ในลัทธิไศวนิกาย

            .     ไวศณวาศม          โปรดให้สร้างเพื่อผู้ที่นับถือพระวิษณุ  ในลัทธิไวศณพนิกาย

            .     โศคตาศรม            โปรดให้สร้างสำหรับผู้นับถือพุทธศาสนา   มหายานแลพหินยาน

นอกจากนั้นโปรดให้สร้างปราสาทอึกหลายแห่ง

     ด้านการสงคราม   มีหลักจารึกหลายหลักที่กล่าวถึง พระเจ้ายโศธรวรมัน  ทรงชำนาญการรบทางเรือ  แต่มิได้ระบุว่า  ทรงสู้รบกับใคร

 พระเจ้ายโศธรวรมันที่ ๑  มีพระราชบุตร  ๒ พระองค์  และไครองราชย์สืบสันตติวงศ์สืบต่อกันมา.

      เสด็จสวรรคต      พระเจ้ายโศธรวรมันที่ ๑  เสด็จสวรรคตในปี     พ.ศ.  ๑๓๔๔  ถวายพระนามหลังสวรรคตว่า  “บรมศิวโลก”                                                         

 

                                                     …………………………

 

พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑

     

พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑   ครองราชย์ย์ระหว่างปี      พ.ศ.   ๑๕๔๕-๑๕๙๒,   ทรงสืบเชื้อพระราชวงศ์ฝ่ายใต้[17]  มีพระราชกำเนิด    เมืองละโว้  (จังหวัดลพบุรี  ประเทศไทย )  เป็นพระราชโอรสของเจ้าครองนครศรีธรรมราช   พระราชมารดาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าราเชนทรวรมัน

ครองราชย์: ระหว่างปีพุทธศักราช   ๑๕๔๕-๑๕๙๓

ลัทธิศาสนา:  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ทรงเป็นพุทธมามกะ ฝ่ายมหายาน  แต่ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นพุทธมามกะ แต่ก็ทรงให้การสนับสนุนส่งส่งเสริมลิทธิศาสนาพราหมณ์เช่นกัน   ดังอรรถบทในศิลาจารึกศาลสูง   (๑๕๖๕-๑๕๖๗)[18]  ความตอนหนึ่งกล่าวว่า " ภิกษุมหายานก็ดี  ภิกษุเถรวาท ( หินยาน) ก็ดี    ดำรงอยู่ด้วยกันด้วยความสุขศานติ์ ส่วน ตาปัสสีโยคีก็ให้ปฏิบัติตามลัทธิศาสนาพราหมณ์โดยเสรี โดยไม่เบียดเบียนกันเลย,   และอีกตอนหนึ่งระบุว่า "พระนิยมตรัสให้บรรดาชีวสงฆ์ ที่อาศัยอยู่ในอาวาสต่าง ๆ ทั้งดาบส ทั้งพระภิกษุลัทธิมหายาน  ให้ท่านทั้งหลายเอา "ตบะ" ของตน คือเดชะบุญกุศลที่สร้าง เมื่อถือศีลสวดมนต์ภาวนา ไปถวายพระเจ้าแผ่นดินให้ทรงพระเจริญ และห้ามอย่าให้มีคนและสัตว์ใด ๆมารบกวนบันดาชีสงฆ์ ในอาวาสที่เขาอยู่" และอรรถบทสุดท้ายว่า :    ถ้าผู้ใดทำทุราจารใน " ตโปวนาวาส"  ต่าง ๆ และมารบกวนดาบสซึ่งถือโยคธรรม   ไม่ให้เขาสวดมนต์ถวายตบะแด่ วรบาทกัมรเตง กำตวน อัญ ศรีสุริยรมเทวะ โปรดให้จับผู้นั้นขึ้นศาลสภา เพื่อจะได้ฟังคดีที่ถูกตัดสินอย่างเคร่งครัด"

เรื่องราวอันเกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ มีความพิศดารและมีศิลาจารึกหลายหลักที่กล่าวถึงอาทิเช่น :-

.        ศิลาจารึกสด็กกอ็กธม ๒   ได้กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ โดยกล่าวพระนามที่ถวายหลังสวรรคต ( Posthumous) คือ  " วร บาท นิรวาณบท"   ว่าได้ยกทัพไปต่อต้านประชาชนที่ทำลายเทวสถานที่  ภัทรปัตตนะและที่สตุก รันสี ( เมืองไผ่)  จากข้อมูลตรงนี้แสดงให้เห็นว่า  พระราชอำนาจของ  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ได้แผ่มาถึงพื้นที่อาณาบริเวณจังหวัดสระแก้วปัจจุบันด้วย

นอกจากนี้อรรถบทในศิลาจารึกดังกล่าวได้พรรณาถึงภารกิจของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์นี้ คือ  ในรัชสมัยนี้พระองค์ได้โปรดให้พราหมณ์  เสตง อัญ สทาศิวะ ซึ่งเป็นศิษย์ของพราหมณ์ศิวโสม ให้ลาสิกขาบท ( สึกจากความเป็นพราหมณ์) แล้วพระราชทานอภิเษกสมรส กับเจ้าหญิงเสตง อัญ ศรีวรลักษมี   ซึ่งเป็นพระขนิษฐาของพระองค์   ให้เป็นมเหษีของสทาศิวะพราหมณ์   ครั้นแล้วพระาชทานบรรดาศักดิ์แก่สทาศิวะ เป็นที่ "วร กัมรเตง ศรีชเยนทรบัณฑิต" และให้รับราชการเป็น  ปุโรหิต และให้ปกครองสตุกรันสี.   (เมืองไผ่)[19].

.        นอกจากศิลาจารึกดังกล่าว   ยังมีศิลาจารึกและเทวาลัยน้อยใหญ่กระจัดกระจายอยุ่แถบลุ่มน้ำมูลหลายหลักที่กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  อาทิเช่น  ปราสาทพนมรุ้ง, ปราสาทเมืองต่ำ, ปราสาทปลายบัด,    (จังหวัดบุรีรัมย์)   ปราสาทพนมวัน (นครราชสีมา)   ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ( ศรีสะเกษ)  ปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้น.  จากหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า   ในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ได้แผ่ไปกว้างขวางมาก  ทั้งในอาณาบริเวณลุ่มน้ำมูล, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา และอาณาบริเวณแลเงาเทือกเขาดงรักและเขาบรรทัดด้านทิศใต้

จึงสรุปความได้ว่า  " พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ผู้ซึ่งเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ " สุริยวงศ์"  เป็นพระมหากษัตริย์เขมรที่ทรงความสามารถพระองค์หนึ่ง"

ข้อมูล  ศิลาจารึกเพิ่มเติม เกี่ยวกับพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑

          ……………………………….  

 

สวรรคต:  จารึกปราสาทละลวส  ได้ระบุว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ สวรรคตใน  วันขึ้น  ๘ ค่ำ  เดือนมีนาคม  ในปี   (  ..  ๙๗๑)  พุทธศักราช   ๑๕๙๓     ครองราชย์ ๔๗ พรรษา ได้รับสถาปนาพระนามหลังสวรรคต ว่า "นิรวาณบท".

 

๓.               พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒

           พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  เป็นพระราชบุตรของ  ………  ขึ้นครองราชย์เมื่อปี    พ.ศ.

ศิลาจารึกวัดพู จารไว้ว่า   พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  เสด็จขึ้นครองราชย์โดยทรงรวบรวมอาณาจักร สองอาณาจักรเข้าด้วยกัน  โดยนัยนี้  ก็หมายถึง  อาณาจักรพระเจ้าธรณินทรวรมันที่ ๑  และอาณาจักรที่ ๒  หมายถึงอาณาจักรของพระเจ้า นฤบตินทรวรมัน  ที่ทรงราชย์อยู่ตั้งแต่  u   ๑๖๒๔     และกล่าวว่า  มหาพราหมณ์ที่  ประกอบพิธีราชาภิเษก  คือ  มหาพราหมณ์ทิวากรบัณฑิตนั่นเอง

           หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ก็ทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับจีน  โดยได้ส่งทูตไปเมืองจีนถึง    ครั้ง คือในปี  พ.ศ.  พ.ศ.  ๑๖๖๐ และ ๑๖๖๔

            ด้านการศึกสงคราม :   ทรงทำศึกสงครามตลอดพระชนม์ชีพ   ด้านทิศตะวันออก  ทรงทำสงคราม กับไดเวียต และกับจามปา  ในปี   พ.ศ.  ๑๖๗๒     ทรงยกกำลัง  ๒๐,๐๐๐ คน  ไปตีไดเวียต  แต่ถูกแม่ทับ ลี คุง มิญ ( Li Cong Minh)  ของไดเวียตต้านทานหนัก  ต้องถอนทัพกลับ  หลังจากนั้น   ได้ยกทัพเรือไปอีก   ๗๐๐  ลำ  ไปตีเมืองชายฝั่งถัญเหา  (  Thanh Hao)    อีก  และหลังจากนั้นก็ทรงยกทัพขยายอำนาจหลายครั้งหลายครา.

          ส่วนด้านทิศตะวันตก  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  ก็ได้ยกทัพไปตีเมืองมอญ   และสู้รบกับผู้ครองนครกัมโพชะ  ที่เมืองละโว้และ ชาสวรามัญ ที่เมืองหริภุญชัย  เอกสารจีนสมัยราชวงศ์…… จารึกว่า   แผ่นดินพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  ด้านเหนือจรดเมืองจามปา    ด้านตะวันออกจรดมหาสมุทร    ด้านตะวันตกจรดบูกาน  ด้านทิศใต้  จรด  เกรฬูฮี  ( Grahi)     แหลมมะลายู.   อนึ่งในปี  พ.ศ.  ๑๖๒๘     พระเจ้ากรุงจีนได้ถวายพระนามพระองค์ง่า  “คินติวพินเจง”    พระเจ้าแห่งดินแดนสันติทางใต้

         ด้านการก่อสร้าง  พระเจ้าสุริยวรมันที่    นับว่า เป็นพระเจ้าแผ่นดินนักรบและนักสร้าง  โดยทั้งได้ทั้งได้ซ้อมบูรณะและต่อเติมปราสาทหลายแห่ง  เช่น    ปราสาทพนมชีสอ  ปราสาทเขาสันดก   ปราสาทวัดพู  และปราสาทเขาพระวิหาร เป็นต้น  ส่วนปราสาทที่ทรงสร้างใหม่ก็มีหลายแห่งอาทิเช่น    ปราสาทพิฑูร  ปราสาทเจ้าสายเทวดา     ปราสาทธัมมานนท์ ปราสาทสำแหร่ และ  ที่โด่งดังที่สุด คือ ปราสาทนครวัตต์.

         พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒  สวรรคตเมื่อปี  …………   พระนามหลังสวรรคต  คือ   บรมวิษณุโลก

 

                                                …………………

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 

             จำเดิมแต่ปี   พ.ศ.  ๑๖๒๔    ประเทศเขมรประสบความวิบัติหลายประการ  โดยเหตุที่

เกิดสงครามกลางเมือง  การแย่งชิงราชสมบัติระหว่าง  ราชวงศ์สุริยวงศ์  กังราฃวงศ์ใหม่แห่ง  มหิธรปุระ   

            พระเจ้าชัยวรมันที่    ครองราชย์ระหว่าง  พ.ศ.   ๑๖๓๔-๑๖๕๓  เป็นพระอนุชาพระ

เจ้าธรณินทรวรมันที่ ๑ หลักฐาน  ระบุว่า  พระเจ้าแผ่นดินที่ครองราชย์สืบต่อจาก  หรรษวรมัน  คือ  พระเจ้า  นฤปตินทรวรมัน  แต่ศิลาจารึกจารไว้ว่า   ในช่วงเวลาเดียวกันนี้    มีพระเจ้าแผ่นดินอีกองค์หนึ่ง  ครองราชย์    มหิธรปุระ  ซึ่งนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีเขมรให้ความเห็นว่า   ตั้งอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำมูล  พระเจ้าแผ่นดินที่กล่าวนี้  คือ  พระเจ้าชัยวรมันที่ ๖  ซึ่งเป็นราชบุตรของ  กษัตริย์  หิรัญวรมัน และพระนางหิรัญลักมี  ความเห็นของนักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่า  คงเป็น “สดัจตรัญ” ( หรือผู้ครองนครเอกเทศอิสระ)  ไม่ขึ้นต่อพระนคร  ต่อเมื่อเห็นว่า  เมืองพระนครเกิดความไม่สงบสุข เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจบ่อยครั้ง จึงได้ประกาศสถาปนาพระองค์  เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ณ  พื้นที่ที่พระองค์ปกครอง    หลังจากที่ได้สถาปนาพระองค์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว     ก็ยกกองทัพมายังเมืองพระนคร  ทำสงครามกับ  พระเจ้านฤบดินทรวรมัน    กระทั่งได้รับชัยชำนะ    มหาพรหามณ์ที่ประกอบพิธีราชาภิเษก  คือ   ทิวากรบัณฑิต    ที่เคยอยู่ในราชสำนักพระเจ้า  หรรษวรมัน

            พระเช้าชัยวรมันที่ ๖   ไม่ใคร่ปรากฏในด้านการสงครามมากนัก  เพียงแต่ระบุ   ทรงบูรณะปราสาทหลายแห่งเช่น  ปราสาทวัดพู  ปราสาทพนมสัณดก ปราสาทเขาพระวิหาร  ส่วนปราสาทที่ทรงสร้างใหม่  คือ   ปราสาทบึงมาลา   ปราสาทภิมาย.

       พระเจ้าสุริยวรมันที่  ๖ สวรรคตในปี   พ.ศ.  ๑๖๕๑  หลังจากครองราชย์  ๒๗ พรรษา.

                                                              …………….             

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาคผนวก ๔

       เชิงประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

       จังหวัดศรีสะเกษ 

             เนื่องด้วยปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ ในพื้นที่ต่อเนื่องจังหวัด ศรีสะเกษ  จึงประสงค์นำข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดศรีสะเกษ   และอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร มาเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมเล็กน้อยดังต่อไปนี้ ……………..

            เชิงนิเวศน์วิทยา   อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร

            อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร  พื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นเทือกเขาดงรัก   ลาดเอียงไปยังทิศเหนือ    เนินเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเล  200-500 เมตร  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสาย 

   เช่น   โอร (ห้วย)ตามาเรีย  โอรตานี  โอรตาหงิด  โอรตุง  โอรตาแอก  โอรตราว

    ที่ตั้ง  :   ครอบคลุมพื้นที่  อำเภอน้ำยืน, อำเภอน้ำขุ่น  จังหวัดอุบลราชธานี  และพื้นที่ อำเภอกันทรลักษ์  จังหวัดศรีสะเกษ  มีเนื้อที่ประมาณ  81,250   ไร่ (130  ตารางกิโลเมตร)

พื้นที่ด้านทิศใต้ติดกับประเทศกัมพูชา   ด้านพื้นที่ของประเทศไทย    มีถนนและทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหาร  บริเวณผามออีแดง   ตำบลเสาธงชัย  อำเภอกันทรลักษ์

              ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ   ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ  ปี 2504  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115  ลงวันที่  20  มีนาคม  2541  เป็นอุทยานแห่งชาติที่ 19  ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และเป็นอุทยานแห่งชาติอันดับที่  83 ของประเทศไทย

            พืชพรรณและสัตว์ป่า

           เนื่องจากพื้น  พื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาวิหารนี้  ส่วนใหญ่เป็นภูเขาลาดชัน  เป็นเนินเขา ม่อนเขา   ดังนั้นสภาพป่าจึงประกอบด้วย

2.                  ป่าเบญจพรรณ  ป่าไม้คละปะปนกันไป เช่นประดู่ มะค่าโมง แดง ชิงชันตระแบก  มะเกลือ  งิ้วป่า พืชล่างมีหญ้าและไผ่ชนิดต่าง ๆ

3.                  ป่าเต็งรังมีต้นไม้ขนาดเล็กและขนาดกลาง  ขึ้นอยู่ทั่วไป    นอกนั้นยังมี  เต็งรัง  พะยอม เขลง  ตะคร้อเป็นต้น

4.                  ป่าดิบแล้งพบในพื้นที่ราบเรียบหรือหุบเขา  พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่  ตะเคียน พยุง สมพง กระเบากลัก กัดลิ้น ข่อยหนามยางกระบก เป็นต้น  พื้นที่ส่วนล่างมีหวาย และพืชตระกูลขิง ข่าต่าง ๆ

สัตว์ป่าที่พบ   หมูป่า ลิงแสม พังพอนธรรมดา กระต่ายป่า หนูท้องขาว กระรอกหลากสี  กระแต  ค้างคาว ผีเสื้อ   นกนางแอ่นลาย นกเขนน้อย นกปีกแถบขาว  นกปรอดทอง นกแซงแซวหางพุ่มใหญ่  และมีงูหลายชนิด งูเหลือม งูดิน งูตะงาว งูหัวกระโหลก  เป็นต้น

           

       

 

 

 

 

 

  นพดลประกาศชัยชนะรักษาดินแดน    ???

                                                                                                                               เขมรฉลอง

 

 

            ปองพลสู้เขา  ช้าไปครับ ….

 

 

 

 

 

  สมเด็จสีหนุยกพระหัตถ์ไหว้   เขมรไทยเอ้ย  อย่าฆ่ากันเลย

 

 

   ๑๙  สค. ๕๑ นายเตช  บุนนาค กับ  นายฮอ  นัมฮง ปรึกษากัน  แก้ปัญหาเรื่องเขาวิหาร   ที่เสียมเรียบ  กัมพูชา

 

วณิพก  (ส่วนใหญ่  ทหารพิการ)  ที่เขาพระวิหาร

 เจ้าหน้าที่  ยู เอ็น  ตรวจเขาวิหาร

ซากปืนใหญืของ เวียตนาม   เนินปราสาทเขาพระวิหาร

พระและพันธมิตรศรีสะเกษ ใช้เท้าประท้วง ปีนรั้ว  เขตมีปัญหา

 

 

  ภาพถ่ายทางอากาศ 

ทิวทัศน์ปราสาทเขาพระวิหาร

หน้าผา  เขาพระวิหาร

             เขมรเตรียมพร้อม

  นายสมัคร สุนทรเวช  นายกรัฐมนตรี และนายทหารผู้ใหญ่  เยี่ยมตาเมือน   ๑๘  สค. ๕๑

   เส้นทางไป เขาพระวิหารด้านเมืองเขมร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                                                         

ชุมเทียว  (ท่านผู้หญิง)    บุน รานี ฮุนแซน    ภรรยา สมเด็จเดโช ฮุนซน  ประกอบพิธีเซ่นสรวงอติเทพ เขาพระวิหาร  ขอคว่มร่มเย็นเป็นสุข  เมื่อ    สิงหาคม  ๒๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไทยเขมรเอ๋ย อย่าทะเลากันเลย.

 

 

 

 

อภิธานศัพท์/ดรรชนีย์

-----------------------------------------------------------------------------------------

ก. 

        - มกร  เป็นสัตวง์ที่ปรากฏในภาพ  ปราสาทต่าง ๆ  มีหัวคล้ายช้าง  มีหางเป็นปลา

       -  กมรเตง ;   หน้า  5

       -   เกตนภัณฑ์  =   วัตถุมงคล  หรืออาวุธประจำองค์เทพ, หน้า  12

       -   กันทรลักษ์  =  ชื่ออำเภอหนึ่ง ของจังหวัดศรีสะเกษ  เป็นที่ตั้งปราสาทเขาพระวิหาร  หน้า

       -   กันทร=  ส.  :ซอกภูเขา, = ช่องเขา,  จรอก >  เขมร

       -   ลักษ์  :  ส.    เครื่องหมาย, ร่องรอย.     

        -    กุลวัลยปิถุ   =  อสูรตยหนึ่งที่แปลงตนเป็นช้าง  เพื่อทำร้ายพระกฤษณะ   หน้า  16

       -    กูรมาวตาร     =  พระกฤษณะอวตารเป็นเต่า,  หน้า  17

       -     ไกรลาส   =  ยอดเขาพระสุเมรุ  หน้า14

.

-   ขยมเปรียะ = บุคคลคณะหนึ่ง  ที่พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชโองการใให้ทำหน้าที่ปรนนิบัติ วรศิวลึงค์ หรือเทวสถาน   ภายหลังถ้าให้เฝ้าวัดในพุทธศาสนาเรียกว่า “พลพระ”  หน้า13

ค.     -   โคปุระ  หน้า  4,5,9,

         -   ครรภคฤหะ = ห้องกลางมณฑปปราสาท  ประดิษฐานวรศิวลึงค์ หรือเทวรูปสำคัญประจำปราสาท  หน้า  26

. 

-            ฆิน-สุข =  ศาสตราจารย์  ชาวเขมร  ผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีประจำมหาวิทยาลัย  …….  ประเทศฝรั่งเศส    หน้า  13, 15, 17

 

- 

.     -   เจ้าสีหนุ  28   นโรดม  สีหนุ  อดีต พระเจ้าแผ่นดินเขมร  ที่เรียกร้องเขาพระวิหาร

-            จัมปา, จามปา  12   อาณาจักรจามปา   ถูกเวียตนาม  ทำสงครามฆ่าล้างเผ่พันธุ์ และยึดครอง  สิ้นชาติ  เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๐๑๙

.     -   ตฏากะ  16

-            ตปะสรินทบัณฑิต = ปุโรหิต  ในพระเจ้าสุริยวรมันที่    ทีทรงงวางพระทัยให้ดุแลพระคลัง  สำหรับใช้จ่ายในการก่อสร้างปราสาทต่าง ๆ

-            ตรีสูล =  อาวุธ  ปลายแหลม ๓  แฉก  ประจำองค์ศิวเจ้า 23, 25

.     -    ดองแหรก =  (ไม้คาน) ชื่อเทือกเขาลูกหนึ่ง  เป็นแนวกั้นเขตไทยเขมร   ทางราชการเขียนว่า  ดงรัก,  มีความยาวประมาณ    ๗๕๐  กิโลเมตร    เริ่มต้นจาก  เทือกเขาดงพญาเย็น  ไปสุดที่ พูเกล้า   สปป. ลาว.

-            โดนตวล    เป็นชื่อปราสาทแห่งหนึ่ง  ที่สร้างในช่วงรัชสมัย  พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ตั้งอยู่หน้าผา   ก่อนถึงปราสาทเขาพระวิหารประมาณ   ๗ กิโลเมตร  หน้า 27

.

         -     ทิวากร  ทิวากรบัณฑิต   =  มหาพราหมณ์  ผู้ประกอบราชพิธี  ถวายพระเจ้าแผ่นดินเขมรสมัย  อังครพนม  หลายองค์

-            เทวราช  =  ชื่อลัทธิในการบริหารการปกครอง    สถาปนาขึ้นโดย  พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  ที่ มเหนทรบรรพต หรือภูเขากุเลน  เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๓๔๕   หน้า 25

         -    ทุรวาสฤาษี 21,  17  ฤาษีที่สาบแซ่ง  ทำลายอิทธิฤทธิ์  เทวดาและอสูร  ตามคัมภีร์ปุราณะ

น.

         -   นมศิวายะ    = คำนมัสการพระศิวะเจ้า   ประกอบด้วยอักข ๕ ตัว เรียก ปัญจอักขรา  หน้า 15

 

         -   นาทนาฏ   24

-            นิรวาณบท    เป็นพระนามที่ถวายพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  หลังสวรรคต (Posthumous)   หน้า 37

ม.

        -     มกร    =  เป็นสัตว์วิเศษ    มีหัวเป็นช้าง  หางเป็นปลา  เกิดครั้งกวนเกษียรสมุทร

-            บันทายฉมาร = =ชื่อปราสาทหิน  สร้างในรัชสมัยพระเจ้าชัยวนมันที่ ๗  เพื่อเป็นอนุสรณ์พระราชโอรสชื่อ เจ้าชาย ………..   ตั้งอยู่ในพื้นที่  อำเภอทมอพวก   จังหวัดบันทายมีชัย     หน้า 6

-           

 

ป.

-            ปแฎง   

-            ปราสาท

-            ปาปวน   =  เป็นชื่อปราสาท  สร้างในรัชสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมัน  และเป็นชื่อศิลปสมัยหนึ่งใน  14  สมัย   จากปี …………  sohk12

-            ปาริชาติ ช  ชื่อดอกไม้สวรรค์  ที่เกิดขึ้นจากการกวนเกษียรสมุทร   ใรได้ดอจะรำลึกชาติได้  หน้า17

-            ปัญจอักษร  =  คำหรือคาถาบูชาพระศิวเจ้า     คือ  นะมะศิวายะ  หน้า 15

ผ/ภ/พ

-            ภยาราภะ  24   วิการของการร่ายรำอย่างหนึ่ง  ของพระศิว้เจ้า

-            ภูมิสรอล = ชื่อหมู่บ้าน ชาวไทยที่เชิงเขาพระวิหาร   หน้า

-            พระตะบอง 27   เป็นนจังหวัดหนึ่งของเขมร  อยู่  ทางทิศตะวันตก  เส้นทางไป อรัญประเทศ

-            พื้นที่ทับซ้อน =   พื้นที่ทับซ้อน (Over Lapping) หมายถึงพื้นที่ที่ทั้งเขมรและไทยต่างอ้างสิทธิ์ที่เชิงเขาพระวิหาร  มีเนื้อที่  ๔.๖  ตารางกิโลเมตร   หน้า 30,

.

         -    มฤตกาลัย = แดนสถิตหลังชิ้นชีพ หรือสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าแผ่นดินเขมรโบราณ  ที่สรางปราสาทเพื่อเป็นแดนสถิตหลังสวรรคต   หน้า 4

บ.

          - บรรณาลัย= ชื่อศิลาคารเล็ก ๆสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังหนึ่ง   มักตั้งอยู่  ด้านหน้าปราสาทประธาน  ด้านขวามือ    เชื่อว่าเป็นศิลาคารเก็บรักษาพระคัมภีร์ต่าง ๆ  หน้า ……

-            บึงมะลู  11

. 

        -  ยูเนสโก          ยูเนสโก ( Unesco= United Nations Educational, Science and Culture)  องค์การพัฒนาการศึกษา  วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม  แห่งองค์การสหประชาติ   หน้า  18

.

-            ไศวนิกาย 4

-            ศรีศิขเรศวร   =  เป็นชื่อ วรศิวลึงค์  ที่ เจ้าชายอินทรายุทธ์  พระราชบุตรในพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  สรางขึ้นที่ปราสาทวัดภู  แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานที่ปราสาทเขาพระวิหาร   หน้า21

-            ศรีชเยนทรบัณฑิต  47

ส.

-            สตุกรันแส็ย  = ชื่อเมืองโบราณเมืองหนึ่ง   ที่สถาปนาขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าสุรินวรมันที่ ๑ คือมืองไผ่  อำเภออรัญประเทศ  จังหวัดสระแก้วปัจจุบัน 32

-            สดัจตรัญ = เป็นชื่อเรียกขาน  เจ้าครองเมือง ที่ตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อ เมืองหลวง   หน้า 12

-           

 

-            สันทุก  14  ชื่อเมืองเมืองหนึ่ง  ในจังหวัดพระตะบอง

-            สาโลกยะ =     เป็นหลักปฏิบัติของพราหมณ์ที่บำเพ็ญตน  เพื่อบรรลุถึงการไปอยู่ร่วม  หรือไปเกิดร่วมกับพระเป็นเจ้าในลัทธิพราหมณ์     หน้า  4,7

-            สุริยวารมิสวาระ = เป็นชื่อวรศิวลึงค์ที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  โปรดให้สร้าง  4  องค์ เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐานในทิศทั้งสี่ 4

-            สูริยาทริ   1  =  ชื่อภูเขาลูกหนึ่ง  อยู่ในจังหวัดตาแกว

-            เสานางเรียง =เป็นชื่อเสาหลีกหินที่ตั้งเรียงข้างฉนวนทางเดินไปยังปรางค์ปราสาทประธาน    เขมรเรียกว่า “ สอ สอร เป็จ”     หน้า 6

ห.

         -   หริวราหะ  12

-            หีนยาน  =     หินยานหรือเถรวาท เป็นชื่อหนึ่งในนิกาย ของพุทธศาสนาคู่กับ มหายาน หรืออาจาริยวาท    หน้า8

-           

 

อ.     

-            อติเทพ =  หมายถึงองค์เทพในลัทธิพราหมณ์   ได้แก่ พระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม  และเทพชั้นรองอื่น ๆ   หน้า 51

-            อโรคยศาล= ชื่อศิลาคารที่สร้างในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗  ( พ.ศ. ๑๗๒๔–๑๗๖๓)  ทั้งหมดมี  ๑๐๒  แห่ง  ตาจารึกปราสาทตาพรหม  เมืองเสียมราบ  ประเทศกัมพูชา

-           

 

-            อนันตนาคราช =  ชื่อพระยานาค ที่เป็นแท่นพระนารายณ์ทรงบรรทม  ระหว่างกัลป์  เพื่อสรางโลกใหม่   หน้า 17

-            อัคคิศาลา   =  เป็นศิลาคาร   เรียกอีกอย่างว่า  เรือนมีไฟ รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า  สรางในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เช่นกัน  เพื่อเป็นที่พักคนเดินทาง    มี ๑๒๑  แห่ง   ตามศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์   หน้า  6

-            อินทรายุทธ์  =  เป็นพระนามราชบุตรในพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒  ที่ทรงสร้าง  วรศิวลึงงค์ ศรีศิขเร

-            ศวร    หน้า   12

-            ไอยราพต   เป็นชื่อช้างที่อุบัติขึ้นครั้งกวนเกษียรสมุทร   เป็นพาหนะของพระอินทร์

-            อุอะมะ   =  เป็นคำเปล่งบูชา  อติเทพตรีมูรติ      15

-            อุจไจศรพ =  ม้าเจ็ดเศียรที่อุบัติขึ้นครั้งพิธีกรรมกวนเกษียรสมุทร  นัยว่าเป็นม้าที่ทรงพลังมาก

-            หน้า 17

-            อุทัยทิตยวรมัน    =  พระราชบุตรองค์ใหญ่ในพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑  ทรงสรางปราสาทหลายแห่ง  เช่น  ปราสาทปาปวน  ปราสาท  สด็กก็กธม  จังหวัดสระแก้ว  หน้า12

-            อุมาคงคาปตีศวร    เป็นปางหนึ่งของพระศิวเจ้า    ทีประทับเหนือหงส์ ๓ ตัว  โดยมีศักติ  พระอุมาและคงคานั่งอยู่ด้วยซ้ายขวา ,    หน้า17

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

               1.         ปราสาทพนมรุ้ง    รศ. ดร. ม.รว. สุริยาวุฒิ  สุขเกษม 

            2.         ประวัติศาสตร์  เอเซียอาคเนย์ ถึงปี  2000,   มจ. ศุภัทรดิศ  ดิศกุล ฯ กทม. 2535   

            3.      RbvtþviToa  fak  3  kariioal&ysWkóatikar (UNBRO)    1988

            4.         The Inedianized States of ASEA.  G. Coedes,  University Press of Hawaii Honolulu, USA.

เอกสารเผยแพร่

1.                    เอกสาร  เผยแพร่อุทยานแห่งชาติ, สำนักงานอุทยานแห่งชาติ , กรุงเทพฯ  2545-48

หนังสือพิม

1.                       หนังสือพิมพ์  เดลี่นิวส์  ฉบับ วันที่  12, 23  กรกฎาคม 2551

2.                       หนังสือพิมพ์   Bangkok Post   July 22,  2008.

Internet  :

  http//www.rfa.org/ khmer/ Preah Vihear history  

RásaTRBV£vihar PaK 1-5    saRtacaro Xin sux   s;lviToal&y  RkugÁris 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลงานทางวิชาการของผู้เขียน

 

.        พระราชพงศาวดารเขมร  เล่ม ๑ -(แปล)   

            .        สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 

            .        เที่ยวกัมพูชาพาชมนครวัต

            .        อินโดจีน ปี ๒๐๐๐

            .        จดหมายเหตุ  เรื่อง  ชาวเมืองเจลละ  (แปล)  

            .        วัดทะนะทัมบูรานลาว    (แปล)       ( ทั้งหมดราชภัฎสุรินทร์จัดพิมพ์)  และ

.        ปราสาทสด็กกอ็กธม    ทางจังหวัดสระแก้วจัดพิมพ์  

.        อารยธรรมดองแหรก “กลุ่มปราสาทตาเมือน”    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์  จัดพิมพ์

            .        พระราชพงสาวดารเขมร ตอน "สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเผากรุงลงเวก"  เป็นเอกสารเขมรที่บันทึกเหตุการณ์

สงคราม  .  (แปลจากพงศาวดารเขมร)       

๑๐.      สืบค้นร่องรอยอารยธรรม "อังควร์พนม"  ในพื้นที่บริเวณแลเงาปราสาท

สด็กก็อกธม     (จังหวัดสระแก้ว)

 

                                       …………

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

( แนะนำผู้เขียน

                                                                               

          เหนือผาปอยตาฎี  เขาพระวิหาร

 

                                    ปแฎงมหาบุญเรือง   คัชมาย์

 การศึกษา :                  นักธรรมชั้นเอก,  เปรียญตรี.

                                    B.E.D.  ( Bachelor of English Degre.

พธ..  (พุทธศาสตร์บัณฑิต;  สาขาเอเชียอาคเนย์), มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,    กรุงเทพฯ

ศศ..   ( ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต;  สาขาเขมรศึกษา),       มหาวิทยาลัยศิลปากร,  กรุงเทพฯ.

งานอดีต:       1,        ตำแหน่ง :  Interpreter/Translator,  กองรบพิเศษสหรัฐอเมริกา  ที่ ๔๒,   (US. Army   Special Forces )       ศูนย์สงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี,     หลักสูตรสงครามนอกแบบ  (สงครามกองโจร. “ Guerilla  Warfare.”  ส่งกำลังรบไปยังประเทศที่สาม.

2.         ตำแหน่ง  :   Sr. Billeting Officer,  ฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกา  เวคไอแลนด์    ฮาวาย,     มลรัฐแคลิฟอร์เนีย,  สหรัฐอเมริกา.

.                       3.        ตำแหน่ง:    Interpreter/ Translator,  หน่วยงาน: ( JVA.   US.   Refugees Resettlement   Programme, )        สถานเอกอัครราชทูต  สหรัฐฯ ประจำประเทศไทย.

4.         ตำแหน่ง:     Master  Trainer,  ครูฝึกอบรม  วิชาว่าด้วย “ สิทธิมนุษยชน”

 (  Human Rights  Programme)    องค์การบันเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ.  ( United Nations border relieve  operations. ) ( UNBRO).  ฯลฯ.

ปัจจุบัน:         กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ       อาศรมภูมิปัญญา  มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์,

อาจารย์ผู้ชำนาญการเขมร :    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์,  จังหวัดสุรินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

สาระปกหลัง ด้านหลัง

ดูกระ….. ท่านผู้แสวงหาเครื่องประดับคือความรู้ เมื่อท่านได้ไปชมปราสาทหิน  โปรดสนทนากับก้อนอิฐก้อนหิน  … แลอย่าได้ลืมทักทายกับบรรดาแม่นางเทพอัปสรที่ร่ายรำต้อนรับท่าน…ด้วยเถิด. 

อันเทพพิมาน,พุทธสถานศิลาอาสน์ปราสาทหินแต่ละแห่ง   ก้อนอิฐ ก้อนหินแต่ละก้อน  และแม้อักษรหินคือศิลาจารึกเพียงตัวเดียว  คือขุมทรัพย์  คือบรรณาลัยหรือห้องสมุดประดุจน้ำซับแห่งปัญญา   เป็นสินทรัพย์อมตะ  ที่ศึกษาได้ไม่จำกัดกาล.

 

 


 


แม้นประสงค์       จำนงรู้           "ปัจจุบัน"

                    จงมุ่งมั่น              ขุดค้น     "ผลเบื้องหลัง"

                    ดังจักยิง               ยิงธนู          สู้ประณัง[20]

                    ยืดสายดัง             ที่เห็น          เป็นพยาน

                                                                                 "ปแฎง"[21]

                   

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



[1] สตุก:

[2] รูง เป็นศัพท์ในภาษาเขมร  แปลว่าถ้ำ ทั้งนี้เพราะทางด้านทิศเหนือเชิงภูเขามีถ้ำขนาดใหญ่  อันเกิดจากปล่องภูเขาไฟระเบิดเมื่อ  หลายล้านปีมีแล้ว.  ชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังเรียกปราสาทนี้ว่า “ ปราสาทพนมรูง”   อนึ่งเมื่อปี ๒๕๐๗  สมัยผู้เขียนยังเป็นพระนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงการณราชวิทยาลัย  ได้มาเผยแพร่ธรรมในฐานะพระธรรมทูต โดยสมัยนั้นยังไม่มีรถวิ่ง  ผู้เขียนต้องขับเกวียนจากวัดจรเข้มากมาที่หมู่บ้านพนมรุ้ง   ญาติโยมคุณย่าคุณยายต่างออกเสียงชัดว่า “ปราสาทพนมรูง”

[3] รายละเอียดโปรดศึกษาจาก  สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และศูนย์อพยพเขมร โดยบุญเรือง  คัชมาย์

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์:  2543

 

 

 

[4]ประสงค์  เขียนว่า  นครวัตต์   ตามความหมายเดิมของเขมร / Ggþrvt† /ผู้เขียน/

[5]  บันทายฉมาร=   บันทาย<  /บันเตียยฉมาร/= ค่าย, ฉมาร ( ฉมัร)  =เล็ก

_ หลักศิลาจารึกที่  K. ๑๑๖  โดยจากอักษรโรมันเป็นอักษรไทย  โดย ร..  ชูศักดิ์  ทิพย์เกษร.     และแปลจากเรื่อง  La Stele  du Prah Khan  d  Angkor par G. Coedes.    โดย นางสาวสุภรณ์ อัศวสันโสภณ.

[6] อัคคิศาลา  :  คือที่พักคนเดินทาง  สร้างในรัชสมัย พระเจ้า  ชัยวรมัน  ที่ ๗

[7] นครราชสีมา, โคราช<    โคราฆะ =  กล้าหาญ,   โคราฆปุระ = เมืองแห่งผู้กล้าหาญ   เมืองโบราณเดิมที่  อำเภอสูงเนิน.

_ อนึ่งเขาพระสุเมรุมีบันทึกในสมุดภาพไตรภูมิพระร่วง  ว่า  “เขาพระสุเมรุเป็นภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล  ที่เขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  เชิงเขาเป็นภพแห่งครุฑ  และใต้เขาพระสุเมรุนั้นเป็นภพแห่งนาคและอสูร  มียอดเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง    ล้อมรอบ   เขาสัตตบริภัณฑ์ประกอบด้วย  เขายุคลธร,       เขาอิสินธร,   เขากรวิก,   เขาสุทัสสนะ,   ภูเขาเนมินธร ,    ภูเขาวินัตตกะ,  ภูเขาอัสกัณณะ,  และมีแม่น้ำสีทันดรอยู่ระหว่างเขาทั้ง    นั้น “

_ ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมีนิกายสำคัญ ๒  นิกาย คือ  ไศวนิกาย  ได้แก่นิกายที่ถือว่า พระศิวะเป็นเทพสูงสุด และไวษณพนิกาย   ได้แก่นิกายที่ถือว่า  พระนารายณ์ หรือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด.

[8] ปราสาทเขาพระวิหารนี้  ไทยมอบคืนเขมรเมื่อวันที่  15  มิถุนายน  2505, ตามการตัดสินของศาล

โลก 

[9] เครื่องใช้ไม่สอย หรือของพระราชทาน เช่นเปลทองคำ หรือคานหามนี้  พระเจ้าแผ่นดินจะพระราชทานราชบริพารตามชั้นยศ  เป็นเครื่องหมาย อิสริยศตามขั้นตามลำดับ  (ประสงค์ทราบพิศดาร โปรดศึกษา  จดหมายเหตุ   จิว ตั๊ก ก่วง   ชาวเมืองเจล ละ, แปลโดยผู้เขียน  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์   ๒๕๔๓)

[10] ลัทธิเทวราชา (Devaraja    / Chakratin  =    / จักรวาติน / Universal monarch ประกอบพิธีโดย  มหาพราหมณ์ชื่อว่า  ศิวไกวัลย์  โดยใช้คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์     คัมภีร์  คือ   วินาศิขะ  /Vinasikha/,   สัมโมหะ    / Sammoha    นโยตระ   /  Nayottra/   และ  ศิรเฉท   /Siracheda/.  (จารึกปราสาทสด็กก็กธม   K       )

[11]   โคปุระ อนึ่งปราสาทแต่ละแห่งนั้น   นอกจากตัวปราสาทแล้ว   ยังมี มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ “ โคปุระ”  ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา,     ท่านได้อธิบายคำว่าโคปุระว่า  ‘ปาสาเท  โคปุราทิวิภูสิเต’   แปลว่าปราสาทประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ มีโคปุระเป็นต้น;       คำว่า  โคปุระ    ศัพท์นี้มีความหมาย  ๒ ประการคือ    แปลว่า  ประตู เมืองก็ได้ และซุ้มประตูก็ได้  ดังบาลีว่า  ‘  โคปุรัง  ทวาระมัตเตปิ’   (   โคปุระ       ทวาระโกฏฐกะ    )   ดังนั้นจึงอธิบายว่า  คำว่า  โคปุระที่เป็นส่วนของปราสาทนั้น   แปลว่า  “ ซุ้มประตู    ในพระคัมภีร์ดังกล่าวได้อธิบายเน้น  คำว่า  ประตูหรือทวารว่า   ‘ ทวารัง จะ ปฏิขาโร จะ’    ซึ่งแปลว่า     คำว่าประตูนั้น  เรียกว่า   ทวาร ก็ได้  ปฏิขาระ  ก็ได้.

 

 

[12]  สระน้ำนี้  มีความสำคัญ.ในประวัติศาสตร์ไทย คือ  ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช  ทรงครองราชย์  ในราชพิธีมุทธาภิเษก พราหมณ์ได้นำน้ำจากสระน้ำนี้ ไปประกอบพิธีด้วย.

[13]  กัลป์ :

[14] (ตามลัทธิความเชื่อถือของฮินดู< สินธู) ;   องคะ =( ., สัน.  /./   อวัยวะ, รูป, ตัว,   รูปกาย,   ภาค, ร่างกาย  ฯลฯ) ;   ชาติ = ( .,สัน. /คุ/  เกิด,  เกิดขึ้นแล้ว,  มีขึ้น, 

-ศิวะ : ( คุ. .สิวะ, สัน. ศิวะ=  ร่มเย็น,  ที่เป็นแดนแห่งความสุข,  บรมสุข, สุขศานติ์,  เกษมศานติ์,

 

[15] หนังสือพิมพ์ เดลี่นิวส์ 21  กรกฎาคม  2551

[16] Le  Phnom  Bakheang et la villede Yacovarman, BEFEO;  G. Coedes.

[17] ดังนั้นอรรถบทในศิลาจารึกในรัชสมัยนี้  มักมีศักดินามว่า "  กำตวน"  "กมรเตง กำตวน"   เช่นศิลาจากเขาพระวิหาร ศิลาจารึกศาลสูง     (. .  )   กำตวน < ตวน /มลายู/ =เจ้า,

[18] ศิลาจารึก  .. ,   หลัก  K.    410 :G. Coades, Rec. Inscription du Siam II.  P.21-23.

[19] เมืองไผ่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวอำเภออรัญประเทศ   จังหวัดสระแก้ว ประมาณ  ๑๐  กิโลเมตร  ปัจจุบันยังมีซากปราสาทปรักหักพังหรือร่องรอยอารยธรรมอังครพนมเหลืออยู่   เช่นคันคูน้ำ สระน้ำ ฯลฯ

[20] ประณัง //  แข่งขัน, (  to race ,  to contest, to compete)

[21] ประติมากรรมยิงธนูจาก  : มหาวิทยาลัยศิลปากร,  ท่าพระ  กรุงเทพฯ

โดย ปแฎง,หลวงลุง

 

กลับไปที่ www.oknation.net