วันที่ พุธ มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทำไมต้อง ... ขี้ ... ในตอนเช้า


ทำไมต้อง...”ขี้”...ในตอนเช้า

 

พาดหัวแบบนี้ อย่าเพิ่งเหม็นก่อนนะครับ  ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจ ระบบการทำงานของอวัยวะของเรา

ซึ่งเกี่ยวข้องกับเวลาใน 24 ชั่วโมง ดังนี้ครับ

 

 

 

 

            นาฬิกาชีวิต “ความสัมพันธ์ของอวัยวะกับเวลา”

ช่วงเวลา        / 03.00-05.00 น. /  05.00-07.00 น. /  07.00-09.00 น. /  09.00-11.00 น.  /  11.00-13.00 น. /  13.00-15.00 น. /  15.00-17.00 น./

เป็นเวลาของ /      ปอด             /     ลำไส้ใหญ่    / กระเพาะอาหาร /          ม้าม           /        หัวใจ         /       ลำไส้เล็ก        / กระเพาะปัสสาวะ/

ช่วงเวลา        / 17.00-19.00 น. /  19.00-21.00 น. /  21.00-23.00 น.  /  23.00-01.00 น.  /  01.00-03.00 น. / 

เป็นเวลาของ /        ไต              /  เยื่อหุ้มหัวใจ    /   พลังงานรวม      /        ถุงน้ำดี       /           ตับ             /

จากตารางนี้จะเห็นได้ว่า ช่วงเวลา 05.00-09.00 น. จะเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบชับถ่ายจะทำงาน  

ไม่ขับถ่ายตอนเช้า จะเกิดอะไรขึ้น

ในช่วงเวลา 05.00-07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระแล้วปล่อยเวลาเลยมาถึง 07.00-09.00 น. 

ซึ่งเป็นเวลาของกระเพาะอาหาร  แล้วไม่ยอมกินข้าวเช้าอีก  อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ ที่ไม่ขับถ่ายออก 

จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่  ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร  ก็จะถูกดูดซึมอีกครั้ง

สังเกตมั้ยว่า เมื่อเรามีอาการท้องเสีย หรือ ถ่ายท้องในช่วงกลางคืน

อาการจะทุเลาขึ้นเมื่อสายๆวันต่อมา (ในกรณีที่ไม่ได้เป็นอาหารเป็นพิษ) 

ทั้งนี้ เพราะจะมีขั้นตอนการทำงานของระบบอวัยวะดังกล่าวเข้ามาช่วยให้มีการหยุดถ่ายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ทีนี้เมื่ออุจจาระเข้ามาที่กระเพาะอาหารอีกครั้ง ในอุจจาระเก่าที่มีแก๊สที่เสียแล้ว  เกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกาย

ซึ่งมีความร้อน 37 องศา ตลอดเวลา ไม่เหมือนตู้เย็นที่เก็บได้นานกว่า(แต่หลายวัน ก็เน่าเหมือนกัน หุหุ....)

เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด  เลือดจึงไม่สะอาด 

ถ้าเลือดที่ไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย  ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง

ก็จะได้รับพิษจากแก๊สพิษไปด้วย

·         ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอน เพราะเลือดที่ไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็อ่อนล้า ไม่สดชื่น

(เฮ้อ... แต่ก่อนแต่ไรไม่เคยใจอ่อน...แล่นแตร แล่นแตร..)

·         มีกลิ่นตัว  กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดที่ไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด  ปอดก็จะขับออกทางผิวหนัง และลมหายใจ

ตัวเองไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นได้กลิ่น

(เอ... แล้วจะรู้มั๊ยเนี่ย... ถ้ามีใครมาช่วยพิสูจน์กลิ่นปากก็คงจะดีมิใช่น้อย  ยิ้มๆ.. )

·         ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายในช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆเข้าเป็นเวลาหลายๆปี

เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมอง และไม่กินอาหารมื้อเช้าช่วงเวลา 07.00-09.00 น.

สมองก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์  เมื่อแก่ตัวความจำจะเสื่อมเร็ว 

 

(... ที่นี่...ที่ไหนหว่า .... แล้วมาดูกันทำไมเนี่ย..........)

·         ปวดเข่า เมื่ออายุมากขึ้น เป็นริดสีดวงทวาร (ก็ลมมันเย็น ง่ะ....)

วิธีแก้     

-พยายามขับถ่ายระหว่างเวลา 05.00-07.00 น.

ถ้าไม่ขับถ่ายให้กินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อบริหารลำไส้ใหญ่

มีวิธีง่ายๆ มาแนะนำ  เมื่อตื่นนอนตอนเช้า บ้วนปาก ล้างหน้าแล้ว ให้ดื่มน้ำเปล่าทันทีก่อนจะทำกิจกรรมอื่น

ปริมาณ อย่างน้อยสัก ครึ่งลิตร หรือ 2-3 แก้ว เพื่อไปล้างและกระตุ้นกระเพาะอาหาร และระบบขับถ่าย

(ทำทุกวัน จะทำให้การขับถ่ายคล่องตัวขึ้นเนื่องจากมีน้ำเป็นตัวช่วยนั่นเอง)

-พยายามใช้เวลานั่งขับถ่ายช่วงเช้า สักครึ่งชั่วโมงทุกๆวัน(แม้ไม่ปวดก็ตาม) 

 เพื่อเป็นการสร้างความเคยชินในการขับถ่ายในช่วงเช้า

-ควรกินอาหารเช้าช่วงเวลา 07.00-09.00 น. เป็นประจำ

     

ความสำคัญของอาหารมื้อเช้า

การไม่กินอาหารเช้า เป็นเหตุพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่เรามองข้ามไป 

คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เคยปฎิบัติอยู่เป็นประจำ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

     อาหารมื้อเช้า  เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด 

ที่ร่างกายต้องการสารอาหารในช่วงเวลา 07.00-09.00 น. ระหว่างนี้สมองและใบหน้าของคนเรา

ที่ต้องการเลือดและออกซิเจน  เป็นอาหารบำรุงส่งไปเลี้ยงสมอง  ถ้าไม่กินข้าวเช้า ก็จะไม่มีเลือด

มารับออกซิเจนส่งขึ้นไปเลี้ยงสมอง  เพราะสมองต้องการกรดอะมิโนไปบำรุงเซลล์สมอง

รวมถึงวิตามิน บี1 และ บี12 มื้อเช้าถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก็ควรกินสูตร

โยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว และกล้วย 1 ลูก  

โดยเวลาจะกิน ให้ผสมสูตรนี้สัก 15-20 นาที ก่อนกิน เพื่อให้จุลลินทรีย์ ขยายตัวเพิ่มจำนวนขึ้น

จะได้ช่วยให้ระบบการย่อย และการขับถ่ายดียิ่งขึ้น

สาเหตุที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย

·        กระดูกข้อที่หนึ่งเคลื่อนไปเบียดทับเส้นประสาท หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

·        กินอาหารที่ผัดน้ำมันบ่อยๆเป็นเวลานาน แล้วเกิดไขมันเกาะตัวเหนียวสะสมในลำไส้

ก็มีโอกาสที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย  เพราะระบบดูดซึมเสีย และถุงน้ำดีข้น

·        มีพยาธิในลำไส้ หรือพยาธิที่ผิวหนังจะกัดกินเลือดในร่างกาย

·        การไม่กินอาหารเช้าก็เป็นสาเหตุ

ถ้าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ  หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ 

เช่น

ผมร่วง  หน้าแก่เร็ว  คออักเสบง่าย นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม  ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อยๆ

ปวดหัวข้างเดียว ปวดหัวสองข้าง ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส  เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง

ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพกจะเคลื่อนได้ง่าย หลังเท้า วิตกกังวล

อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน    สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง สมองส่วนหลัง อยู่กันคนละส่วน 

แต่มีเซลล์ประสาทกลุ่มเดียวที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือดทั้งสามส่วน

เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าได้น้อย  วันข้างหน้าก็จะมีหินปูนเกาะที่สมองส่วนหน้า  แล้วจะมีอาการนอนไม่ค่อยหลับ 

เป็นเหตุให้ตาเป็นต้อ  จอประสาทตาเริ่มเสื่อม  ปัสสาวะบ่อย  หน้าเป็นฝ้า หน้าดำ

เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนกลางได้น้อย  จะมีอาการง่วงนอนบ่อย  หรือง่วงนอนทั้งวัน  ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดส้นเท้า 

ขี้โมโห  ท้องอืด อาหารไม่ย่อย  ต่อไปวันข้างหน้าความจำจะเสื่อม  เริ่มจำไม่ค่อยได้ แต่ความจำระยะยาว คือเรื่องเก่าๆ ยังจำได้ 

ส่วนความจำระยะสั้น คือเรื่องใหม่ๆ ในปัจจุบันจะจำไม่ค่อยได้  หลงๆ ลืมๆ พูดวนไปวนมา  ความจำจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ

เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลังได้น้อย  จะมีอาการแขนขาไม่ค่อยมีแรง  เดินไม่ค่อยไหว  ตอนตื่นนอนบางครั้งจะมีอาการแขนขาตาย

เหมือน”ผีอำ”  ขยับตัวขยับแขนขาไม่ค่อยได้

.............................................................................................................................................................................................................................................................

แค่นี้ก่อนเด้อ  รักษาสุขภาพกันนะครับ อย่าได้เจ็บ อย่าได้ไข้  ได้เงินได้ทอง เยอะๆๆๆๆๆ 

(ชั่วโมงนี้ใครแจกเงินแจกของก็รับเอาไว้เถอะ แต่วันข้างหน้า “โปรดใช้สมองน้อยๆในการตัดสินใจ”

..............................................................................................................................................................................................................................................................

ข้อมูลอ้างอิง : หนังสือ “กินเป็น ลืมป่วย” นิพนธ์ วีระธรรมานนท์ และ “นาฬิกาชีวิต” อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา

 

                                          

    

 

 

โดย ก.บ้านเรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net