วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โหวตโนสำคัญเทียบเท่าปฏิวัติรัฐประหาร แต่ก็จะเสียของอีก



 

ประเทศไทยจะมาโดยการเลือกตั้ง หรือโดยการปฏิวัติรัฐประหาร ก็ไม่มีความแตกต่างกัน

ฝ่ายปฏิวัติรัฐประหารพบว่า รัฐบาลที่มาโดยการเลือกตั้ง ล้มเหลวในการบริหารจัดการประเทศคอร์รัปชั่นท่วมประเทศ เงินเฟ้อสูง ชาวบ้านทั่วประเทศเดือดร้อน

ฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง ก็กล่าวหาฝ่ายที่ทำปฏิวัติรัฐประหารในประโยคเดียวกัน

อยู่ที่ฝ่ายใดจะประดิษฐ์ ประดอยโวหาร หาความนิยมให้ฝ่ายตนเอง ได้เด่นกว่ากัน

การปฏิวัติเป็นเรื่องที่น่าจะนำความเจริญมั่นคงมาให้ระบบได้ แต่ทำไปแล้วสรุปไม่ลงว่าเป็นการปฏิวัติ กลายเป็นเรื่องของรัฐประหาร ได้อำนาจเป็นของฝ่ายตนไป

การเลือกตั้งที่มาตามครรลองของกฎหมาย ทำให้ได้อำนาจของกลุ่มบุคคล ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเจริญแก่ประเทศเช่นกัน นำความเสื่อม ความล่มจม ความเดือดร้อนมาสู่ประเทศชาติประชาชนเช่นกัน

ประชาธิปไตยหลังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 79 ปี มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ สรุปได้ว่าไม่มีอะไรดีขึ้น  


ประเทศไทยไม่มีทางออก ไม่มีตัวเลือก ไม่รู้จะไปเลือกใคร หรือเลือกอะไร


อะไรคือปัญหา จะหาทางออกได้อย่างไร

http://www.mixpod.com/playlist/79890367 ปัญหาคือ รัฐบาลเป็นของนายทุน เป็นของกลุ่มผลประโยชน์ “เป็นเรื่องจริง” ตามที่ พระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม เทศน์

ประเทศไทยังไม่มีรัฐบาลที่เป็นของประชาชน เมื่อรัฐบาลเป็นของนายทุน เป็นของกลุ่มผลประโยชน์ ก็จะจัดสรรผลประโยชน์ให้นายทุนและกลุ่มผลประโยชน์ แม้พระรักเกียรติไม่เทศน์ ก็เป็นที่รู้กันว่ารูปแบบทางการเมือง เป็นของนายห้างของนายทุนและของกลุ่มผลประโยชน์ การเมืองจึงเป็นอาชีพที่ใฝ่ฝันของคนที่จะมาหาประโยชน์ส่วนตนอย่างมีนัยสำคัญ เป็นนักการเมืองแล้ว มั่งคั่ง มีอำนาจ แม้ทำผิดก็ยังได้รับความคุ้มครอง ผู้เขียนเข้าใจว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาหลักทางการเมืองของประเทศ ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ 
 


คนไทยลืมง่าย เวลาช่วงข้ามคืนก็ลืม ว่าผู้บริหารก่อเรื่องอะไรไว้บ้าง การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ก็จะซ้ำรอยการเมืองน้ำเน่าที่เป็นมาโดยตลอด นักการเมืองเป็นซีเลบ (Celebrities) เหมือนดาราภาพยนตร์ ดารากีฬา ซึ่งเป็นอาชีพอบาย ความชอบ-ไม่ชอบ ขึ้นอยู่กับความรู้สึก มากกว่าชอบและและไม่ชอบตามเหตุและผล ใครชอบฝ่ายไหนก็สร้างวาทกรรมมาสนับสนุนฝ่ายนั้น

ที่ผู้เขียนนำเสนอมาแต่ต้น ไม่ได้ให้ความสำคัญ ว่าเป็นเรื่องตามกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามกฎหมาย 'กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์' พระบิดากฎหมายไทยกล่าวไว้ “กฎหมายนั้นชั่วและอยุติธรรมได้ ความคิดว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรยุติธรรม อะไรไม่ยุติธรรม มีบ่อที่เกิดขึ้นหลายแห่ง เช่น ศาสนาต่างๆ”

ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบการเมืองทางเลือก http://t.co/IkrWL4m 

ผู้เขียน จำแนกระบอบประชาธิปไตยออกเป็น 2 รูปแบบ

1) ระบอบประชาธิปไตยวิถีทุน คือระบอบอุดมกิเลส มีการแข่งขันชิงดี เอารัดเอาเปรียบ อำมหิต โหดร้าย ทารุณ แม้กระทั่งเอาชาติไปขายก็ไม่เว้น เพื่อความมั่งแห่งตน อบายมุขในรูปแบบต่างๆเพิ่มขึ้น นำความเสื่อมและความแตกแยกมาสู่ประเทศชาติประชาชนตลอดเวลา ทำให้ทรัพยากรของระบบเสียหาย ทำให้ระบบยากจนลง

2) ระบอบประชาธิปไตยวิถีพุทธ คือระบอบที่พยายามลดละกิเลส ไม่คิดเอารัดเอาเปรียบกัน คิดแต่จะให้ ทำให้เกิดความเจริญร่มเย็น ไม่ทำให้คนในระบบแตกกัน ทรัพยากรของระบบไม่เสียหาย มีแต่เพิ่มพูนขึ้น ทำให้ระบบมั่งคั่งขึ้น
 

การรณรงค์โหวตโน ทั้งใน เฟซบุค และ เวทีพันธมิตร ได้ใช้เวลาในการเรียกร้องการโหวตโนมาก แต่ไม่ได้ใช้เวลานำเสนอถึงรูปแบบการปฏิรูปประชาธิปไตย ที่ดี ที่เจริญ ที่ต้องการ

ยังไม่เห็นประชาชน คิดล่วงหน้าได้ว่า "รูปแบบปฏิรูปการเมืองที่เจริญ เป็นแบบใด"

คิดเองไม่เป็น หรือไม่ก็ติดอยู่กับกิเลสของตัว กลายเป็นหลอกตน

สมมุติ โหวตโนได้รับคะแนนเด่น และมีโอกาสที่จะปฏิรูปทางการเมืองได้ ก็คงจะออกมาในรูปแบบหลังปฏิวัติรัฐประหารในหลายครั้งที่ผ่านมา จะมีคนกลุ่มเดิมๆ วิสัยทัศน์เดิม มาร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้ได้ "ประชาธิปไตยวิถีทุน" มีนายทุนเป็นเจ้าของรัฐบาลเหมือนเดิม อย่างที่พระรักเกียรติเทศน์บอก ตีงูให้กากิน ปัญหาความเลวร้ายของประเทศไทยก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

การรณรงค์โหวตโนเป็นเรื่องดี อาจจะได้แค่โหวตโน แต่ไม่สามารถนำพาถึงเป้าหมายของการปฏิรูปได้ ไม่ต่างอะไรกับกบเลือกนาย ได้แต่นกกระสามาเป็นนายทุกรอบ เสียเวลาอีก เสียความรู้สึกอีก เสียของอีก


ต้นฉบับ http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000068524


 

http://twitter.com/indexthai
indexthai@yahoo.com
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net