วันที่ พุธ มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อย่าได้แคร์ ก็แค่ยุโรป Day 26 ค่ำนี้ที่หุบเขามอนต์เซอร์รัต, บาร์เซโลนา


DAY 26

เสน่ห์ของการเดินทาง...บางครั้งเราก็สนุกกับมันได้ ตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกนี้ มันเกิดขึ้นในขณะที่เรายังตักข้าวใส่ปากและแลกเปลี่ยนบทสนทนาแบบเบา ๆ ของเช้าแห่งวัน

“อะไรนะ...คุณจะพาฉันไปเที่ยว บาร์เซโลน่า จริง ๆ เหรอ...บาร์-เซ-โล-นา...ที่อยู่ในประเทศสเปนใช่ไหมคะ” ฉันถามย้ำพ่อหนุ่มฝรั่งเศส เพื่อให้แน่ใจว่าเขากำลังพูดถึง บาร์เซโลน่า (Barcelona) เพราะภาษาอังกฤษอันกระท่อนกระแท่นของเขา อาจพูดถึง บานาน่า (Banana) ก็ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างหลังจริง ๆ ฉันคงจะอยากสปริท (Split อันที่หมายถึง แยก, แตกวง) ให้รู้แล้วรู้รอดเสียตรงนั้น

ฉันตื่นเต้นดีใจจนบอกไม่ถูก เพราะก่อนเดินทางมา ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรนักว่าภายใน 15 วันที่แวะเยี่ยมอีริคนั้น ฉันจะได้เจอสิ่งใดและได้ไปไหนบ้าง รู้อยู่อย่างเดียว คือฉันอยากมาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ และดูสภาพความเป็นจริง ซึ่งฉันอาจจะต้องอยู่ด้วยกันกับเขาในอนาคต ทั้งนี้ ในกรณีที่หากว่าเราสองคนมีอนาคตด้วยกัน (เท่านั้น)

“เราจะไปกันเมื่อไหร่ ไปกี่วัน แล้วที่พักอีกล่ะ เราจะมีที่นอนไหม ในเมื่อเราไม่ได้เตรียมตัวอะไรล่วงหน้าเลยสักอย่าง” ฉันพ่นคำถามตามวิสัยของนักวางแผนการเดินทางตัวยง

แต่..เสน่ห์ของการเดินทาง...บางครั้งเราอาจสนุกได้ทวีคูณขึ้นอีก หากเราเติมความ “เสี่ยง” และ “กล้า” แต่ถ้ามีความ “บ้าบิ่น” (ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีก็ได้) ที่บังเอิญเราได้มันมาแต่กำเนิดและเราเกิดได้พบเพื่อนร่วมทางที่มีระดับ “ความพิกล” ที่ไม่ต่างกันนัก เส้นทางของการผจญภัย ก็อาจจะลงเอยอย่างทริปของฉันกับอีริคก็เป็นได้

เราสรุปกันได้ว่า...จะออกเดินทางกันในบ่ายของวันนี้เลย ส่วนจะไปกี่วันนั้น ค่อยไปคิดตัดสินใจเอาข้างหน้า และโรงแรมที่พักก็ไม่ต้องกังวลเพราะเราจะนอนกันในรถ ส่วนเรื่องห้องน้ำห้องท่า ก็ค่อยว่ากันอีตอนข้าศึกบุก ก็เท่านั้น

อีริค..ตระเตรียมความพร้อมของรถรา ฟูกที่นอนแบบบางถูกพับใส่รถ เพื่อพร้อมกางใช้ในยามค่ำคืน เขามีตู้เย็นเล็กสำหรับประจำรถ แท็งค์น้ำดื่มและอาหารการกินต่าง ๆ ครบถ้วน ดูแล้ว..ไม่น่าจะลำบากเท่าไหร่นัก ดีไม่ดี อาจจะสะดวกสบายด้วยซ้ำไป

ยานพาหนะคู่ใจของสหายอีริค เคลื่อนตัวออกจากบ้านในช่วงบ่าย 2 โมง ตามกำหนดเวลาที่วางไว้

รถแล่นผ่านเส้นทางที่คุ้นเคยไปได้พักใหญ่ จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นเรื่องใหม่ ถนนหนทางใหม่ โดยคราวนี้เป็นโทลล์เวย์ที่ตัดลอนเส้นทางให้ระยะสั้นลง โดยแทนที่จะต้องขับขึ้นไปบนยอดเขา แต่เพียงแค่ลอดอุโมงค์ที่ตัดผ่านภูเขาลูกเดียวกันนั้น เราก็ไปถึงที่หมายได้ไวกว่าที่คิด

“สเปน” แม้เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวไปทั่วโลก และ “บาร์เซโลนา” ก็เป็นหนึ่งในเมืองสำคัญที่หลายคน ถวิลหาอยากได้มีโอกาสไปเยือน แต่ค่าที่ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า จะได้มีโอกาสมาทักทายบาร์เซโลน่าแบบถึงเนื้อถึงตัวเช่นนี้ ฉันจึงไม่ได้ศึกษาหาความรู้ใด ๆ เกี่ยวกับที่นั่นมาก่อน

เมื่อไม่รู้มากพอ จึงบอกไม่ถูกว่าหัวใจฉันควรจะจดจ่อรอคอยที่จะได้พบเห็นสิ่งใดเป็นที่สุด

ที่ทำได้ในตอนนั้น ก็คงจะเป็นอรรถรสที่ได้ชื่นชมสิ่งแปลกใหม่เมื่อมันได้มาประจัญหน้ากับฉันเสียมากกว่า

เรื่องเช่นนี้ มันก็เป็นการดีไปอย่างเพราะความคาดหวังไว้ล่วงหน้า หลายครั้ง..มักพาความผิดหวังติดตามมาด้วย แต่ในเมื่อเราไม่ได้คาดหวัง แล้วมีหรือ ที่จะได้ผิดหวังกันเล่า...ชีวิตมนุษย์ ก็วนเวียนอยู่แค่นี้สิน่า..

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ภูมิประเทศของสเปน ยิ่งลึกเข้าไปเท่าไหร่ ก็รู้สึกว่าเมืองใหญ่และขยายมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทางของที่นี่ ดูจะมีชีวิตชีวามากกว่าอันดอร์รา ที่ไปเยือนเมื่อวาน แต่หากใครชอบความเรียบง่าย อาจบ่นได้ว่าในแถบสเปน ดูวุ่นวายไปเสียหน่อย

ภาพบน : หุบเขานี้ เปรียบเสมือนกำลังกล่าวว่า welcome to Barcelona ยังไงยังงั้น

เบื้องหน้าที่รถล่องแล่น ฉันมองเห็นเทือกเขาสูง มีลักษณะแปลกคล้ายหินปะการังขนาดใหญ่วางตั้งเรียงอยู่ตระหง่านตา นั่นคือลักษณะพิเศษของเทือกเขาสูงที่มีชื่อเสียงมากในแถบนี้ มันมีชื่อว่ามอนต์เซอร์รัต (Montserrat)

พลขับอีริคเปรยว่า เทือกเขานี้ มีความยิ่งใหญ่และสามารถมองเห็นได้จากเทือกเขาพีเรนีส (Pyrenees) แถวหมู่บ้านเซยากูสของเขาเลยทีเดียว

ภูเขามอนต์เซอร์รัต (Montserrat) เป็นเหมือนเครื่องหมายที่บอกให้ผู้ขับขี่สัญจรบนถนนได้รู้ว่า อีกเพียงแค่ 40 กม. เราก็จะถึง “บาร์เซโลน่า” กันแล้ว

ฉันก้มมองดูนาฬิกาจึงรู้ว่า ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ 4 โมงเย็น เมื่อช่างน้ำหนักระหว่างระยะทางกับเวลาที่จะถึงบาร์เซโลน่า ซึ่งบวกรวมกับความ “เงอะงะ” กับถนนหนทาง ของนักท่องเที่ยวอย่างเรา กว่าจะได้ทักทายบาร์เซโลน่าอย่างเป็นเรื่องเป็นราว มันอาจจะค่ำเกินไปแล้วก็ได้

เพื่อเป็นการกันเหนียวว่าเราจะไม่พลาดสิ่งใด เราจึงตัดสินใจแวะเที่ยวที่ภูเขามอนต์เซอร์รัต กันเสียก่อน

ยิ่งรถเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้สถานที่แห่งนั้นมากเท่าไหร่ ความจอแจของรถบัส รถเก๋ง ต่างก็วิ่งกันขวักไขว่เพื่อหาที่จอดรถกันมากขึ้นเท่านั้น ก็ภูเขามอนต์เซอร์รัต เป็นหนึ่งในทัวร์นอกเมืองบาร์เซโลนา โดยเฉพาะผู้นับถือศาสนาคริสต์ อาจจะยิ่งรู้สึกดื่มด่ำกับการมาเยือนมากกว่าเป็นสองเท่า ค่าที่ ภูเขานี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โดยมีรูปปั้นพระแม่มารีดำ (Black Madonna หรือ black virgin) ประดิษฐานอยู่ ณ โบสถ์ Benedictine ซึ่งอยู่เบื้องบนนี้

เทือกเขามอนต์เซอร์รัต มีความสูงถึง 1,236 เมตร มีลักษณะเป็นหินตะปุ่มตะป่ำ โดยคำว่า Montserrat หมายถึง ปุ่มปม ในภาษาคาตาลัน ซึ่งเป็นภาษาหลักของคนในแถบนี้ใช้สื่อสารกัน มิใช่ภาษาสเปน อย่างเช่นคนในแถบเมืองมาดริด เมืองหลวงของสเปน ใช้สนทนา

แต่สำหรับฉันแล้ว...ไม่ว่าจะพูดภาษาคาตาลัน หรือภาษาสเปน ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแปลกแตกต่าง เพราะยังไงฉันก็ฟังไม่เข้าใจอยู่ดี

ภาพบน : มองลงไปแล้วหมดกำลังใจเดินจริง ๆ สูงมากกกกก

นอกจากมอนต์เซอร์รัต จะเป็นที่นิยมในการมาเยือนชื่นชมความงดงามและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้แล้ว ที่นี่ ยังเป็นที่นิยมของนักเดินป่า นักปีนเขาอีกด้วย จากการคาดคะเนด้วยสายตาหลุกหลิกลอกแลกของฉัน ที่มองจากเบื้องบนลงสู่พื้นล่าง ฉันมีความรู้สึกว่า จุดที่ฉันยืนอยู่นั้น อยู่ใกล้สวรรค์มากกว่าพื้นดิน

แต่สวรรค์ของฉันมีสองนัยยะคือสูงเทียมสวรรค์ กับ หากตกลงไปจากหน้าผาที่ยืนอยู่ ก็อาจจะได้ไปสวรรค์ด้วยเช่นกัน

ภาพบน : ทางขึ้นมาบนเขานี้ด้วยกระเช้าลอยฟ้า...ไม่รู้ว่านั่งแล้วจะน่ากลัวขนาดไหน...สูงจริง ๆ

ฉันเดินเข้าไปภายในศาสนสถานของชาวคริสต์ ภายใน มีศิลปกรรมที่งดงามจนหาใดเปรียบมิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประติมากรรมรูปปั้นที่ตกแต่งบนอาคารทั้งหลาย ไม่เว้นแม้แต่ขอบประตูหน้าต่างที่งดงามเกินบรรยาย

ภาพบน : ด้านหน้าของศาสนสถาน...หลบหลืบอยู่ในเขาหิน น่าแปลกตา

ภาพบน : ความงดงามด้านใน

ภาพบน : สวยงามเกินบรรยาย

ภาพบน : ก่อนเข้าไปสักการะพระแม่มารีดำ

ภาพบน : ภายในที่งดงาม

การมาเที่ยวที่นี่ หากไม่ได้เข้าไปเคารพสักการะ พระแม่มารีดำ ก็ดูไม่ต่างไปจากการไปเที่ยววัดพระแก้ว แล้วไม่ได้เข้าไปกราบไหว้พระแก้วมรกต นั่นเอง แม้ฉันจะเป็นคนพุทธ แต่ก็ไม่ขัดข้องใจอะไรหากจะได้ไปสักการะพระแม่มารีดำ เฉกเช่นผู้มาเยือนคนอื่น ๆ ฉันต้องใช้เวลานานพอสมควรกับการเข้าไปยืนต่อคิวเพื่อไปสัมผัสรูปปั้นพระแม่มารีดำองค์เล็กที่ตั้งอยู่เบื้องบนนั้น รู้สึกยินดีเป็นยิ่ง ที่ได้มาเคารพสักการะ เพราะคืนนี้ เราจะขอใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่พระองค์ประทับบางส่วน เป็นที่นอนของเรา

ภาพบน : โปสการ์ดพระแม่มารีดำ ที่ฉันซื้อเก็บเอาไว้

ภาพบน : ซุ้มประตูก่อนเข้าไปสัมผัสพระองค์

ภาพบน : ด้านนอกสีสันสดใสไปด้วยเทียนสีบูชา

เมื่อได้ขออนุญาตเจ้าของพื้นที่อย่างเป็นทางการแล้ว ฉันก็ติ๊งต่างจากการได้เห็นพระพักตร์อันเมตตาว่า พระองค์อนุญาตแล้ว จากนั้น ฉันก็เอ้อระเหยลอยชายอ้อยอิ่งมากกว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ที่รีบเร่งเดินแข่งกับตะวันที่ใกล้หมดแสงในไม่กี่นาที

ภาพบน : รูปปั้นทหารที่เดินมุมไหน ก็เหมือนเขามองตาม...

ภาพบน : ศิลปะรูปปั้นนี้ก็สวยแบบชอบกล..

ภายใต้หุบเขาอันกว้างใหญ่ที่มีผู้คนขวักไขว่ในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บัดนี้ เริ่มหลงเหลือผู้คนน้อยลงไปเรื่อย จนทำให้ดูว่ามอนต์เซอร์รัตที่เห็นยิ่งใหญ่สง่างาม บัดนี้ ช่างดูน่าเกรงขามสำหรับมนุษย์ตัวเล็ก ๆ อย่างเราสองคนที่ยืนอยู่แต่เพียงลำพังบนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น

ฉันมองนักท่องเที่ยวคนสุดท้าย ขับรถออกไปจากหุบเขา ก่อนจะสะท้านใจว่า ใคร ๆ ก็ต่างหันหัวกลับบ้านเพื่อเอนกายใต้ผ้าห่มอุ่น ๆ ของพวกเขา แต่สำหรับฉันและสหาย ไม่ต่างอะไรไปจากนกขมิ้นที่ค่ำไหนนอนนั่นเสียจริง ๆ

ภาพบน : มื้อค่ำแห่งวัน...อาหารวางอยู่บนพื้นนั่นน่ะ...ไหวไม๊คะ ท่านผู้อ่าน อิ อิ...

ณ ลานจอดรถบนภูเขามอนต์เซอร์รัต บัดนี้มีเพียงแค่รถจิ๊ปสีขาวของเราเพียงคันเดียวที่จอดอ้างว้างอยู่ตรงนั้น ฉันคุยกับสหายว่า สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้อาจไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกมานอนค้างอ้างแรมก็เป็นได้

“แล้วเราจะทำยังไงดี” ฉันรู้สึกกังขาและไม่สบายใจหากทำสิ่งใดไม่ถูกต้องตามกฎกติกามารยาทของที่นี่

“งั้นเราอยู่กันไปก่อน จนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาไล่ให้ลงจากเขาก็แล้วกัน” การเดินทางที่ไร้จุดหมาย มันทำให้เราไม่ทางให้เลือกมากมายนัก การตัดสินใจยอมเสี่ยงครั้งนี้ ฉันก็แค่หวังว่ามันจะคุ้มค่ากับประสบการณ์การครั้งแรกในชีวิต ที่จะได้ใช้รถนอนแทนบ้านในระหว่างการท่องเที่ยวก็เท่านั้น

พระอาทิตย์ดวงโตลับลงไปแล้ว ฉันมองเห็นโบสถ์เริ่มมีแสงไฟเปิดรอบบริเวณนั้น รถที่จะเป็นที่นอนของเรา จอดอยู่ใกล้กับหน้าผา ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่งดงามของที่นี่ แถมใกล้กันนั้นก็มีห้องน้ำห้องท่าให้ใช้นับสิบห้องโดยไม่ต้องไปแย่งชิงกับใคร

เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานมากพอที่ทำให้ฉันมั่นใจว่า ฟ้าดินและหุบเขาอันกว้างใหญ่แห่งนี้ กำลังอ้าแขนต้อนรับการมาพักแรมของเรา ฉันจึงรู้สึกผ่อนคลายและเริ่มใช้หัวใจเงี่ยฟังสรรพเสียงต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว

ฉันเดินสำรวจรอบบริเวณประหนึ่งสถานที่แห่งนี้ มีฉันซึ่งได้รับมอบให้ครอบครองเอาไว้ได้หนึ่งคืน เบื้องล่างที่มองลงไป เป็นแสงไฟเรืองรองส่องตามถนนระยิบระยับ ท้องฟ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาประดับประดาไปด้วยเทือกเขาดำมหึมาทิ้งตัวทอดนอนยาวล้อมรอบมอนต์เซอร์รัตประหนึ่งเป็นยามอารักขา

เสียงสายลมพัดหวีดหวิว ระฆังบนโบสถ์ดังหง่างเหงง แสนวังเวงหัวใจ ฉันบอกไม่ถูก ว่าเหตุใดจึงรู้สึกทั้งกลัวและทั้งอ้างว้างในเวลาเดียวกัน

ภาพบน : วิวที่เห็นจากรถที่จอดอยู่

ในความมืดมิดที่ไร้ซึ่งไฟฟ้าจะช่องส่องหาสิ่งใด ๆ ในรถได้ ฉันและสหายต้องควานหาไฟฉายกันจ้าละหวั่น อีริคยื่นไฟฉายสำหรับคาดหัวมาให้ฉัน เพราะจะได้ขีดเขียนไดอารี่บันทึกเรื่องราวการเดินทาง ฉันจำไม่ได้ว่าอยู่กับความเงียบเช่นนั้นนานเท่าไหร่ หันไปมองสหายอีกที ก็หลับพะงาบไปแล้ว

ฉันล้มตัวลงนอน ฟังเสียงใบไม้กระทบกันในยามที่ลมพัดโบก สลับเสียงระฆังที่ดังเป็นระยะ ๆ ตลอดชั่วคืน

เมื่อเคยชินกับมันได้สักพัก ฉันจึงรู้สึกถึงความสงบเย็นในใจ ฉันกล่าวขอบคุณสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ให้เราได้มาพักค้างอ้างแรม ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ หุบเขามอนต์เซอร์รัต แห่งนี้

ขอให้ทุกท่านช่วยคุ้มครองให้ฉันนอนหลับฝันดี และได้พานพบกับสิ่งที่งดงามแห่งวันใหม่ด้วยเถอะ

ฉันขอบคุณ ก่อนปิดเปลือกตาลงอย่างอุ่นใจ

ท้ายเรื่อง : ลองดูของจริงจากวีดีโอสั้นมาก ๆ ดูนะคะ