วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Anglais en France เดินเตร่ในฝรั่งเศส: หัวใจศักดิ์สิทธิ์ที่ล้างบาปให้ Paris


 

Earlier Episode: Paris - City of Love

 

Paris – Sacred Heart

 

Rive Gauge นั้นใช่ว่าจะเป็นแหล่งเดียวของศิลปิน

ที่จริงแล้วรีฟ โกจช์ เป็นรุ่นสองของนครปารีส

 

 

ก่อนหน้านั้น ฝั่งขวาของแม่น้ำเซนน์มีทำเลที่คุณสมบัติเข้ากับ Bohemianism อยู่ที่ Montmartre ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตเมืองของกรุงปารีส อีกนัยหนึ่งคือนอกเขตเก็บภาษี ห้องเช่าราคาถูกจึงมีเกลื่อน สำนักชีในบริเวณนั้นก็ทำไวน์เอง เหมาะทุกประการที่ผู้คนนิยมมารวมตัวนั่งดื่มกิน โดยเฉพาะบรรดาอาร์ทิสที่อพยพกันเข้ามาตั้งแต่ราวกลางศตวรรษที่ 19 เรื่อยมา

 

 

Pablo Picasso และ Amedeo Modigliani อยู่ที่มงท์มาห์ทมาก่อนในช่วง พ.ศ. 2447 – 2452 คนร่วมยุคตรงนั้นส่วนมากจะอยู่ในวงการศิลปะ อาทิ Vincent van Gogh, Pierre Brissaud, Alfred Jarry, Gen Paul, Jacques Villon, Raymond Duchamp-Villon, Henri Matisse, André Derain, Suzanne Valadon, Pierre-Auguste Renoir, Edgar Degas, Maurice Utrillo, Toulouse-Lautrec, Théophile Steinlen

 

 

ถึง พ.ศ. 2453 จึงย้ายทำเลไป Montparnasse ขยายวงถึงกลุ่มนักคิด นักเขียน ขณะที่ Bohemian style ของมงท์มาห์ทค่อยเลือนหายไปกับกาลเวลา

 

เพียงร้อยกว่าปีก่อนหน้านั้น สังคมปารีสวุ่นวายสับสนไม่รู้จบ จากจุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส คือ French Revolution การปฏิวัติที่พลิกรูปแบบการปกครอง และส่งผลต่อวัฒนธรรมในสังคมและชนชั้นอย่างมหาศาล

 

เหตุการณ์ประทุขึ้นใน พ.ศ. 2332 แต่การบันทึกเวลาสิ้นสุดมีหลายทฤษฎี ทั้งนับเป็นการปฏิวัติสิบปี หรือไปถือว่ายุติใน พ.ศ. 2345 เมื่อ Napoleon Bonaparte รวบอำนาจไว้อย่างเผด็จการ (Dictatorship/Emperor) หลังจากชนชั้นกลาง (Bourgeoisie) และมันสมองระดับสูงตกลงกันไม่ได้ว่าจะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไร

 

จากนั้น นโปเลียนก็จูงฝรั่งเศสเข้าสู่ Napoleonic Wars อีกสิบกว่าปี สงครามช่วงนั้นถูกสะท้อนออกมาหลายมุมมอง ในงานของนักเขียนหลายเชื้อชาติ เช่น War and Peace (Leo Tolstoy), Les Misérables (Victor Hugo), Pride and Prejudice (Jane Austen) และ Shirley (Charlotte Brontë)   

 

สงบได้ไม่เท่าไหร่ ฝรั่งเศสก็ไปผจญการต่อสู้ใน Franco-Prussian War ที่ไปยุติเอาในปี พ.ศ. 2414

 

การปฎิวัติ French revolution นั้น เรื่องศาสนาเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งประการ เกิดการต่อต้านคริสต์จักร (The Roman Catholic Church) และนำไปสู่กำเนิดของลัทธิ Cult of Reason ที่ไม่เชื่อในเรื่องของ God (พวก Atheism) ส่งผลให้เกิดการทุบทำลายโบถส์วิหาร เป็นจำนวนมาก 

 

ช่วงนั้นเป้าแห่งการทำลายไหนก็ไม่ล่อตาเท่า Notre Dame de Paris

 

 

ทรัพย์สินและงานแกะสลักล้ำค่าถ้าไม่ถูกทำลาย ก็ถูกขโมย รูปปั้นถูกบั่นศีรษะ และรูป Virgin Mary ที่แท่นบูชาถูกย้ายออกไป ยังโชคดีที่ว่าระฆังใหญ่รอดจากการถูกหลอมทิ้งไปได้ จวบจนเมื่อนโปเลียนยึดอำนาจได้ใน พ.ศ. 2345 Notre Dame de Paris จึงได้คืนสู่ความเป็น The Roman Catholic Church แม้จะยังถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพทรุดโทรม

 

จนกระทั่งเกือบสามสิบปีต่อมามหาวิหารนี้จึงปรากฏเป็นฉากของนิยายโด่งดัง Notre Dame de Paris ของ Victor Hugo ที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า The Hunchback of Notre-Dame นิยายยิ่งได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ในยุโรป ก็นำความอับอายมาสู่กรุงปารีสเท่านั้น เมื่อผู้คนที่เดินทางมาดูของจริงพบกับสภาพที่ไร้การฟื้นฟูของ Notre Dame de Paris ที่ Hugo ตั้งใจชี้ให้เห็น

 

ถัดไปอีกสิบกว่าปี โครงการบูรณะจึงได้เริ่ม แต่ Notre Dame de Paris ก็ยังไม่สิ้นเคราะห์ 

 

เมื่อเกิด Franco-Prussian War พ.ศ. 2413 ฝรั่งเศสไปรบกับเยอรมนี และก็แพ้ ปารีสถูกยึด เกิดจราจลวุ่นวาย มหาวิหารโนทเทรอะห์ดามเกือบจะถูกเผาอีกครั้ง เป็นช่วงเวลาที่ปารีสบอบช้ำอย่างที่สุด

 

ในตอนนั้น เมื่อ Napoleon III แพ้ศึกกับ Prussia สงครามยังไม่ทันจบ รัฐบาลก็แยกตัวไม่รับทราบและจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียเลย ฝ่าย Prussian ก็ยกพลมาล้อมปารีสเอาไว้ ตัดขาดทุกอย่างรวมทั้งเสบียงอาหารเพื่อให้ยอมจำนน พวกผู้ดีมีเงินก็อพยพหนีออกไปที่อื่น ในปารีสจึงมีการจัดตั้ง Paris Commune เพื่อดูแลเมืองและคนที่เฝ้าเมือง คนส่วนใหญ่เป็นชนชั้นที่ใช้แรงงานและลุกขึ้นมาจับอาวุธต่อสู้ป้องกันปารีส

 

แม้ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และยอมให้ทหารเยอรมันยกทัพเข้ากรุงปารีส เพราะรัฐบาลนั้นไปตั้งหลักอยู่ที่ Versailles แล้ว แต่ปารีเซียงไม่ได้ยอมด้วย และไม่อยากเสี่ยงให้อาวุธของตนถูกยึดไปโดยเฉพาะปืนใหญ่ เมื่อเยอรมันจะบุกเข้ามา ก็หาทำเลที่ตั้งเก็บอาวุธปืนใหญ่ไว้บนเนินสูงของมงท์มาห์ท

 

กำลังใจของปารีเซียงนั้นแข็งแกร่ง แรงปืนใหญ่ที่ถล่มทุกวันและการกินอยู่อย่างแร้นแค้นเกินบรรยายไม่เคยสร้างความท้อแท้ เมนูอาหารยามยากมีทั้ง Consommé de Cheval au millet (ม้า), Brochettes de foie de Chien à la maître d'hôtel (หมา) และ Civet de Chat aux Champignons (แมว) แม้กระทั่ง Castor & Pollux ช้างคู่เดียวของสวนสัตว์ปารีส และสัตว์อื่นก็ต้องสละชีพเพื่อความอยู่รอดของคน

เมื่อเข้าตาจน ปารีเซียงที่เป็น Communards ผู้สนับสนุน Paris Commune หลายร้อยคนได้หนีภัยลงไปซ่อนที่เหมืองเก่าบริเวณมงท์มาห์ท ... ที่กลับกลายเป็นที่ฝังตัวอย่างนิรันดร์เมื่อรัฐบาลวางระเบิดทางเข้าออก ปิดตำนานการต่อสู้รักษากรุงปารีสลง

 

เมื่อทุกอย่างสงบ สิ่งที่หลงเหลือ คือ ปารีเซียงที่บอบช้ำและเคว้งคว้าง

 

การเยียวยาจิตใจของผู้คนจึงต้องอาศัยที่พึ่งทางใจ สิ่งที่มีคือ ‘ศาสนา’ ก็ถูกแต่ละส่วนเสี้ยวของสังคมที่แบ่งแยกแตกกันตั้งแต่ยุคปฏิวัติทำลายไปเสียมาก ผู้คนจึงได้ฉุกคิดว่า หากปารีสโชคร้ายซ้ำซ้อนเช่นนี้ คงต้องเกิดจากมลทินบาปที่ก่อไว้มหันต์ในตอนนั้น และโชคดีมหาศาลแล้วที่รอดมาได้

 

สิ่งที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำเพื่อบรรเทาความผิดนี้ คือการสร้างศาสนาสถานเป็นศูนย์รวมใจคนขึ้นมาอีกครั้ง ทำเลเหมาะที่สุดก็ต้องเป็นบริเวณจุดสูงสุดของปารีส ที่ครั้งหนึ่งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของ Saint Denis มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 เรียกว่า Mount of Martyrs หรือ Montmartre

อีกทั้งเนินสูงที่มงท์มาห์ทนี้ ยังมีบทบาทสำคัญตลอดช่วงการต่อสู้ เป็นทั้งฐานทำเลที่ตั้ง และที่สังเวยชีวิตของคนจำนวนมากในเหมืองเก่าและบริเวณโดยรอบ

 

 

สี่ปีให้หลัง Basilique du Sacré-Cœur จึงได้เริ่มก่อสร้างด้วยเงินทุนที่มาจากการบริจาคของคนทั้งชาติ - ทั้งมั่งมีและยากจน เพื่อชดใช้และบรรเทาความผิดบาปในอดีต และเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้งปารีเซียง และอีกประมาณ 58,000 ที่ไปรบและสังเวยชีวิตให้กับสงครามครั้งนั้น

 

 

 

การสร้างโบสถ์วิหารของโรมันคาทอลิกยุคนั้นมักจะอิงกับ Mary เป็นส่วนมาก จึงเป็นเรื่องแปลกที่การก่อสร้างนี้ได้อุทิศให้ลัทธิ Sacred Heart of Jesus ซึ่งกำลังแพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้น

แต่ในเมื่อ Sacred Heart   หมายถึงก้อนเนื้อหัวใจจริงของจีซัส ที่สื่อความหมายถึงความรักอันศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงมีต่อมวลมนุษยชาติไม่มีวันหมดสิ้น จึงทำให้คำว่า Sacred Heart ถูกนำมาใช้เป็นชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า Sacré-Cœur

 

 

การก่อสร้างซะเคอห์-เคอ กำหนดไว้อย่างรอบคอบ โดยใช้หินปูน Travertine จาก Château-Landon เมื่อโดนฝนจะปล่อยสารที่ทำหน้าที่กัดสีคราบของมลพิษออกไป ให้เป็นวิหารที่ขาวบริสุทธิ์ตลอดกาล

 

Gargoyle ที่ปรากฏอยู่โดยรอบทำหน้าที่ระบายน้ำให้พ้นมหาวิหาร ตัดโอกาสน้ำฝนไหลชะสร้างการผุกร่อนให้รอยฉาบระหว่างหิน ส่วนตัวที่ไม่ได้ผ่าหลังเป็นท่อระบายน้ำ (Grotesque) ที่นิยมเรียกรวมๆ ว่า ‘การ์กอยลย์’ ด้วย ตามความเชื่อบอกว่ามีหน้าที่ในการปกป้องและขับไล่สิ่งชั่วร้าย   

 

 

ชีวิตอื่นๆ ในมงท์มาห์ทก็ยังดำเนินต่อไปจนกระทั่งสิ้นยุคศิลปิน ว่ากันว่าหลังจากหมด Bohemian artist คนสุดท้ายคือ Gen Paul บรรยากาศของมงท์มาห์ทก็ไม่เหมือนเดิม แม้ว่าสภาพอาคารบ้านเรือนทั่วไปและที่เขาเหล่านั้นเคยอยู่จะได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี เพราะความขลังของมงท์มาห์ทนั้นมาจากความเคลื่อนไหวของ ‘คน’

 

La Bohème เป็นเพลงอมตะที่ Charles Aznavour ต้องถือผ้าเช็ดหน้าขาวมาตลอดเกือบ 50 ปี เป็นสัญลักษณ์ของการจับแปรงป้ายสีทุกครั้งที่ (ร้อง) เล่า ถึงสปิริตของคนยุคนั้นว่าก่อนจะดังก็ตะเกียกตะกาย อดบ้างอิ่มบ้าง บางทีสองวันจะมีกินสักหนึ่งมื้อ สะท้อนภาพเก่ายามนั้นได้แจ่มชัด

La boheme, la boheme

Moments of joy, moments of pain

La boheme, la boheme

Nothing can bring them back again

 

 

 

ซะเคอห์-เคอ แม้จะดูสูงลิบ มีจุดสูงสุดที่สูงกว่ายอด Eiffel Tower ด้วยซ้ำ แต่ก็ยังคงเป็นที่เอื้อมถึง ... เป็นวิหารแห่งคนธรรมดาสามัญ ... คนที่ถูกทิ้งเอาไว้เฝ้าเมืองและปกป้องปารีส ที่เหลือเพียงสิ่งสุดท้ายทิ้งไว้ภายในวิหาร คือ อารมณ์แห่งความเศร้าอาวรณ์ที่สัมผัสได้

 

มหาวิหารแห่งนี้จึงมีความสำคัญทางด้านจิตใจกับคนฝรั่งเศสยิ่งกว่าการเป็นแค่สถานที่ท่องเที่ยวในสายตาคนต่างชาติ

 

 

โดยเฉพาะเมื่อซะเคอห์-เคอ ไม่เพียงแค่กอบโกยใจที่สลายของปารีเซียงให้กลับมารวมกัน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ครั้งสำคัญในการปกครองของฝรั่งเศสด้วย

 

Reference/อ่านต่อ

Notre Dame De Paris

la Basilique du Sacre Coeur de Montmartre

La Boheme lyrics: French & English translation

ฟัง La Bohème ภาษาอังกฤษ La Boheme English version   

โดย SW19

 

กลับไปที่ www.oknation.net