วันที่ พฤหัสบดี มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล วัดอนาลโยทิพยาราม (ดอยบุษราคัม) จังหวัดพะเยา ตอน พระแท้แห่งดอยบุษราคัม ผู้สมควรแก่การกราบไหว้


ในสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านยังทรงมีชีวิตอยู่เมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะทรงสอนธรรมะแก่ผู้ใด หากพระองค์ทรงสังเกตุว่าบุคคลผู้นั้นยังเป็นผู้ที่มีความตระหนี่และความหวงแหนอยู่ในใจ พระองค์จะเริ่มสอนในเรื่องของการให้เป็นเรื่องแรก ทั้งนี้เพื่อเป็นการซักฟอกจิตใจของผู้นั้นให้มีความละเอียดสะอาดสดใสเสียก่อน จากนั้นพระองค์จึงจะแสดงธรรมที่ลึกซึ้งเป็นลำดับต่อไป 

“พวกกระผมไม่ขัดข้องที่ท่านจะมาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้เพื่อบำเพ็ญประพฤติปฏิบัติ แต่ถ้าพระคุณเจ้าจะสร้างวัด ก็ขอให้สร้างเป็นวัดหลวงปู่ขาวเถิด พวกกระผมจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง” 

คำขอเพียงข้อเดียวของ “เจ้าพ่อดำ” เทพวิญญาณเจ้าที่ ณ ป่าเขาบริเวณนี้ 

เจ้าพ่อดำได้ขอความเมตตาจากหลวงพ่อเพียงหนึ่งข้อ หลังจากที่หลวงพ่อได้ตัดสินใจรับนิมนต์ชาวบ้านสันป่าบง ในการพัฒนาป่าเขาแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เขากล่าวว่าเขาเป็นใหญ่แถบนี้มานาน ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยยอมอ่อนน้อมให้ใคร แต่ที่ยอมลงให้หลวงพ่อก็เพราะเห็นในความตั้งใจจริงและยอมพ่ายต่อกระแสความเมตตาของหลวงพ่อที่แผ่ออกมา เขาว่ากระแสความเมตตาของหลวงพ่อเยือกเย็นนัก  

ก่อนหน้านี้ประมาณ ๓ ปี หลวงพ่อได้จำพรรษาและบำเพ็ญเพียรในฐานะประธานสงฆ์อยู่ที่ “วัดรัตนวนาราม” จนคืนหนึ่งหลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นภารกิจต้อนร้บญาติโยมจากแดนไกล ท่านได้เข้าสมาธินั่งภาวนาตามปกติ ระหว่างที่กำลังเจริญภาวนาอยู่นั้น ท่านได้นิมิตเห็นทรายทองจำนวนมากกำลังไหลจากยอดเขาสูงลงมาสู่วัดรัตนวนาราม 

ท่านเล่าว่ารังสีแสงของทรายทองที่ไหลลงมาดั่งสายน้ำนั้นได้ท่วมท้นอาบวัดรัตนวนารามทั้งวัดจนกลายเป็นประหนึ่งวัดทองคำ และเมื่อท่านได้มองทวนรังสีแสงสีทองย้อนขึ้นไป ท่านจึงพบว่าแท้จริงแล้วทรายทองทั้งหมดนั้นได้ไหลลงมาจากยอดเขาที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกว๊านพะเยานั่นเอง

 

ด้านทิศตะวันออกของกว๊านพะเยา เป็นที่ตั้งของ “วัดรัตนวนาราม” 

ด้านทิศตะวันตกของกว๊านพะเยา เป็นป่าเขาและมียอดดอยสูงชื่อว่า “ดอยม่อนแก้ว” 

ชาวบ้านสันป่าบงเชื่อว่า “ดอยม่อนแก้ว” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะที่นั่นชาวบ้านมักจะเห็นแสงสว่างเป็นดวงกลมล่องลอยไปมาอยู่บนยอดดอย แสงนั้นบางทีก็สว่างเรืองรอง บางทีก็สว่างจ้าเป็นสีเหลืองสดอาบทั้งดอยจนกลายเป็นดอยทองคำ และที่สำคัญคือเหตุการณ์แบบนี้ชอบที่จะปรากฏให้เห็นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

นอกจากนี้ในบริเวณดังกล่าวยังได้ชื่อว่า “เป็นที่แรงและมีผีดุ” ชาวบ้านบางคนได้เล่าไว้ว่า หากพวกเขาไปทำไร่ทำนาในบริเวณนั้น พอถึงตอนเย็น พวกเขาจะต้องรีบกลับออกจากสถานที่แห่งนั้น เคยมีบางคนไม่เชื่อและไปเผลอนั่งหลับ ก็จะมีคนร่างกายสูงใหญ่ตัวดำ มากระตุกขาหรือคอยแหย่ให้ตื่น เล่นเอาบางคนตกใจถึงกับเสียสติ เจ็บไข้ได้ป่วยและบางรายก็ถึงกับเสียชีวิต 

ครับ  เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่อและชาวบ้านสันป่าบง ได้ถูกบันทึกไว้ว่าเรื่องราวเหล่านี้คือมูลเหตุบางส่วนที่เป็นจุดกำเนิดของ “วัดอนาลโยทิพยาราม” วัดป่ากรรมฐานที่ถูกสร้างขึ้นโดยบารมีของพระภิกษุองค์หนึ่งที่เกิดมาเพื่อศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

การเรียนรู้ด้วยการใช้เหตุผลคิดใคร่ครวญ การคิดค้นแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยปัญญาและการฝึกปฏิบัติตามแนวทางอย่างจริงจังแบบชนิดเอาชีวิตฝากไว้ในพระพุทธศาสนา ทำให้พระภิกษุองค์นั้นได้ตกผลึกความรู้ในพระธรรมคำสอนโดยการอบรมสั่งสอนแก่บรรดาพุทธศาสนิกชนให้ได้ประพฤติปฏิบัติตาม

 

พระเทพวิสุทธิญาณ (หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล) เจ้าอาวาสวัดอนาลโยทิพยาราม (ดอยบุษราคัม) อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ท่านเป็นพระป่ากรรมฐานที่เน้นการปฏิบัติและการพัฒนาควบคู่กันไปครับ โดยเฉพาะกับการอนุรักษ์ป่าเขาลำเนาไพรให้คงอยู่ในสภาพเดิมตามธรรมชาติท่านถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ท่านชอบบอกเสมอๆ ว่า 

“รู้ไหม..พระพุทธเจ้าท่านประสูติในป่า ตรัสรู้ในป่า ทรงแสดงปฐมเทศนาก็ในป่า และท้ายที่สุดท่านเสด็จปรินิพพานก็ในป่าเช่นกัน” 

สำนักสงฆ์อนาลโย สำนักสงฆ์เล็กๆ ที่เริ่มต้นจากการใช้เพิงผาเป็นที่ปฏิบัติธรรม ค่อยๆ ปรับปรุงโดยเพิ่มยกแค่ให้สูงพอกันสัตว์เลื้อยคลาน ต่อมาก็เป็นกระต๊อบ มีฝา มีหลังคา จนในที่สุดได้พัฒนากลายมาเป็น “วัดอนาลโยทิพยาราม” ในปัจจุบัน 

ทุกวันนี้นอกเหนือไปจากการมีชื่อเสียงในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่แล้ว ความสงบภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา ความร่มรื่นของป่าเขาน้อยใหญ่ที่ยังสมบูรณ์ และความสวยงามของภูมิทัศน์รอบๆ ที่ได้พัฒนาให้สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ ทำให้วัดอนาลโยทิพยารามแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดพะเยาด้วยครับ 

คำว่า “อนาลโย” เป็นฉายาของ “หลวงปู่ขาว อนาลโย” วัดถ้ำกลองเพล 

หลวงพ่อบอกว่า หลวงปู่ขาวท่านเป็นพระที่มีเมตตาธรรมอันสูงส่ง มีคุณธรรมอันล้ำเลิศ คนหูหนวกก็คงเคยเห็นท่าน คนตาบอดก็คงเคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน คงจะมีแต่คนที่ทั้งหูหนวกและตาบอดเท่านั้นที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงและไม่เคยเห็นท่าน 

นอกจากนี้ในส่วนของสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวัดอนาลโยทิพยาราม (ดอยบุษราคัม) ก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปและมีประวัติเป็นเอกเทศแตกต่างกันไปครับ เช่นปราสาทอุ้มคำ ปราสาทหินทราย ศาลามหามงคล ศาลาอภิตะวัน ฯลฯ รวมไปถึงบรรดารูปปั้นรูปเคารพของเทพ เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เช่นพระพิฆเนศ พระศิวะ พญามังกรเขียว (แชเล้ง) ฯลฯ

 

รุ่นพี่คนนำทางเล่าว่าบรรดารูปปั้นรูปเคารพของเทพต่างๆ เหล่านี้ ต่างมีความผูกพันกับหลวงพ่อและหลวงพ่อเองท่านก็มีวาสนาบารมีสามารถสื่อหรือติดต่อกับเทพเหล่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ  

ในเรื่องของการติดต่อนั้นเขาอธิบายเพิ่มเติมว่ามีทั้งมาปรากฏในรูปแบบของผัสสะต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในหรือบางทีก็จะมากันในรูปแบบของวิญญาณ ซึ่งเรื่องชวนอัศจรรย์ใจเหล่านี้ล้วนมีประจักษ์พยานที่เห็น สัมผัสและพร้อมที่จะยืนยันได้อย่างชัดเจนครับ 

ในประเด็นนี้หากใครที่ไม่ได้ศึกษาเรื่องราวเหล่านี้อย่างถ่องแท้และไม่เปิดใจพอ คงจะคิดเหมือนกันว่ามันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป ผมเองแวบแรกของความคิดก็เคยเป็นแบบนั้น ต่อมาเมื่อได้เข้ามาศึกษาและพูดคุยกับผู้รู้หรือครูบาอาจารย์หลายท่าน ถึงท่านจะเลี่ยงและไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน เพราะบางอย่างมันเป็นเรื่องเกินสติปัญญาระดับเด็กอย่างผม แต่มันก็ทำให้ผมสามารถตอบคำถามกับตัวเองในบางเรื่องได้ครับ

 

อย่างเช่นกรณีของ “มังกร” ซึ่ง “ซินแส” จากเมืองจีนท่านหนึ่งได้มาเยือนเขาแห่งนี้และได้บอกกับหลวงพ่อว่า ลักษณะของภูเขานี้ตามตำราจีนเรียกว่า “เขามังกร” แต่เขามังกรลูกนี้ค่อนข้างแปลก เพราะมังกรตัวนี้หันหัวลงไปทางกว๊านพะเยาซึ่งเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่  

มังกรตัวนี้ปกติจะเล่นน้ำอยู่ในทะเลสาบใหญ่แห่งนี้ พอเล่นน้ำเสร็จเรียบร้อยพอใจแล้วก็จะชูคอขึ้นสูง คอยาวเข้าไปถึงกรุงเทพ ไปคาบเงินมาเป็นฟ่อนๆ โยนมาบนเขาลูกนี้ ซึ่งในกาลต่อมาคำบอกเล่าของซินแสที่ได้ฟังแล้วคล้ายกับจะเป็นนวนิยายแฟนตาซีก็กลับกลายมาเป็นเรื่องจริงอย่างน่าอัศจรรย์ใจตรงตามคำพยากรณ์ทุกประการ  

เพราะในขณะที่หลวงพ่อกำลังก่อสร้างวัดอนาลโยฯ อยู่นั้น ท่านได้มีนิมิตบอกเหตุว่าควรสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ขึ้นบนพื้นที่ว่างบริเวณยอดเขา แต่ก็ติดขัดเรื่องของปัจจัยในการก่อสร้างที่ดีดนิ้วคำนวนแล้วสาหัสเอาการอยู่ แต่ในเวลาต่อมาก็ได้มี “นายธนาคาร” ท่านหนึ่งร่วมถวายปัจจัยจำนวนหลายล้านบาทเป็นค่าก่อสร้างพระเจดีย์องค์นี้จนแล้วเสร็จครับ

 

“สำหรับการเดินทางครั้งนี้ บางที่พวกเราทุกคนอาจตกหลุมรักและศรัทธาหลวงพ่อจนต้องร้องขอกลับมาที่วัดอนาลโยฯ กันอีกครั้งก็ได้”  

คำเปรยของใครบางคนในกลุ่มลอยลมพอได้ยิน  

“หลวงพ่อเป็นพระที่มีอัธยาศัยใจคอกว้างขวาง อารมณ์เยือกเย็นและมีความเมตตาต่อลูกศิษย์และญาติโยมทุกคน ไม่ว่าใครเดือนร้อนหรือมีปัญหามาปรึกษาท่าน ท่านก็จะให้การต้อนรับอย่างดีและเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงว่าคนนั้นจะเป็นใคร” 

รุ่นพี่คนนำทางกล่าวเสริม 

เรื่องนี้จะเป็นจริงดังเขาว่าหรือไม่ต้องพิสูจน์โดยการเดินทางไปสัมผัสด้วยตนเองเพียงสถานเดียวเท่านั้นครับ 

วัดอนาลโยทิพยาราม ตั้งอยู่บนดอยบุษราคัม ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๒๐ กิโลเมตรครับ  ด้วยเนื้อที่ขนาด ๒,๘๐๐ ไร่ ทำเอาพวกเราตัวเล็กลงไปถนัดตา จากจุดที่พวกเราจอดรถเมื่อมองไปรอบๆ รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ทันที เพราะบริเวณก่อนที่จะเดินขึ้นสู่ยอดเขา พวกเราเห็นคนที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้หยุดสักการะรูปเคารพของเทพเจ้าต่างๆ ที่สถิตอยู่ ณ ที่นี้ 

การได้มองเห็นความจริงของชีวิตบวกกับความเชื่อส่วนตัว ทำให้ผมมองว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ เพราะเราไม่สามารถไปตัดสินหรือบงการใครได้ ใครจะรักหรือไม่รัก ใครจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องส่วนบุคคล

 

แต่ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นการดีครับ เพราะในขณะที่บางสถานที่มองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องไร้สาระและพยายามบอกปัดความจริงเหล่านี้ออกไป  แต่ที่วัดอนาลโยฯ แห่งนี้กลับเอาความจริงของชีวิตมาให้คนได้สัมผัส โดยเพราะกับชีวิตของปุถุชนคนธรรมดาที่ยังคงต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 

บางคนบอกว่าไหว้แล้วช่วยให้ใจสงบ 

บางคนบอกว่าบนบานแล้วสำเร็จเลยกลับมาบนใหม่ 

ส่วนเพื่อนผมบอกว่า การบูชาเทพเจ้าช่วยให้อัตตาแตกกระจายครับ การลดละความยึดมั่นถือมั่นช่วยให้พวกเราเดินขึ้นสู่ยอดเขาแบบเบาตัวมากขึ้น เพราะเรื่องขุ่นข้องหมองใจตลอดจนปัญหาชีวิตบางเรื่องได้ถวายให้เทพเจ้ารับภาระไปแล้วครับ

 

จากประวัติของท่านมีบันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๔๗๗ “คุณพ่อกองแก้ว-คุณแม่คำ” นามสกุล “สิทธิ” ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนสุดท้องที่ชื่อว่า “ไพบูลย์”  ณ บ้านเกาะคา จังหวัดลำปาง 

ด้วยความที่โยมพ่อของท่านมีอาชีพเป็นแพทย์แผนโบราณ ทำให้เด็กชายไพบูลย์เกิดความเคยชินและคุ้นเคยกับภาพชีวิตที่วนเวียนอยู่กับ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย จนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครสามารถห้ามความตายหรือหนีพ้นความตายได้  

ท่านเล่าว่าในช่วงนั้นจิตใจของท่านไม่รู้เป็นอย่างไร เพราะนอกจากท่านคิดอยู่แต่จะหาทางออก หาวิธีให้หลุดพ้นจากวงเวียนชีวิตแล้ว ท่านยังมีความสงสารไม่อยากเห็นความเจ็บ ไม่อยากเห็นความตาย ไม่อยากให้ใครเจ็บและไม่อยากให้ใครตาย  

ดังนั้นเมื่อท่านเห็นคนเจ็บมาให้พ่อของท่านรักษา ท่านก็จะรีบกุลีกุจอเข้าไปช่วย บางครั้งเมื่อท่านเห็นว่ามีชาวบ้านเอากุ้งหอยปูปลาใส่ข้องใส่กระบุงมาวางขาย ท่านก็จะรบเร้าแม่ของท่านให้ซื้อไปปล่อย 

ชะรอยพ่อแม่ของท่านคงจะจับสังเกตุอุปนิสัยของลูกคนเล็กมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้พบครูบาอาจารย์ พ่อแม่ของท่านจึงมักจะเล่าเรื่องถวายและขอความคิดเห็น ซึ่งความเห็นของแต่ละองค์ล้วนสอดคล้องเป็นแนวทางเดียวกันว่า  

“ลูกชายคนนี้ต้องบวช เพราะวาสนาบารมีของเขาสร้างสมอบรมมาทางนี้” 

อย่างไรก็ตามครับ ด้วยปกติวิสัยของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ย่อมอยากเห็นลูกของตนได้ดี ทั้งๆ ที่รู้ว่าการออกบวชนั้นก็ดีและประเสริฐอยู่แล้ว แต่ก็หาสร้างความสบายใจให้กับผู้ที่เป็นพ่อแม่ได้ เพราะเหตุการณ์ข้างหน้ามีความเสี่ยงอยู่เสมอ  

ใครจะไปรับรองได้ว่าหากลูกของตนเกิดบวชไม่ตลอดรอดฝั่งและสึกออกมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดา การเข้าไปต่อสู้ในโลกของฆราวาสที่ต้องแข่งขันกันนั้น มันจะเป็นการช้าไปหรือเปล่า ทางที่ดีคือควรจะเรียนหนังสือให้จบเรียบร้อยก่อนแล้วจึงบวช 

ด้วยเหตุผลนี้แหละครับ เส้นทางชีวิตในทางโลกของเด็กชายไพบูลย์จึงดำเนินไปตามแนวทางที่พ่อแม่ของท่านได้วางไว้ คือเรียนหนังสือจนจบและออกไปทำงาน จนเมื่ออายุครบบวชท่านก็ได้บวชตามประเพณีของลูกผู้ชาย  

ในขณะที่พ่อแม่ของท่านมีความคิดว่าการบวชจะทำให้ท่านเป็น “คนสุก” ของสังคม เมื่อสึกออกมาจะได้ตั้งครอบครัวและมีบุตรสืบสกุลต่อไป ในทางกลับกันตัวท่านเองก็มีความคิดว่าการบวชครั้งนี้เป็นแค่การชิมลางถือเป็นการซ้อมใหญ่ไปในตัวเท่านั้น

 

จนเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฏาคม ๒๕๐๗ อายุครบ ๓๐ ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้ปิดฉากชีวิตในทางโลกด้วยการอุปสมบทอีกครั้ง ณ วัดป่าสำราญนิวาส ตำบลเกาะคา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง โดยมีพระครูธรรมวิวัฒน์ วัดเชตวัน จังหวัดลำปางเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “สุมังคโล” ครับ 

หลังจากที่หลวงพ่อได้จำพรรษาและศึกษาธรรมกับ “หลวงปู่หลวง กตปุญโญ” เจ้าอาวาสวัดป่าสำราญนิวาส จนเข้าถึงแก่นธรรมได้ระดับหนึ่งแล้ว ท่านจึงได้ขยายความเข้าใจเพิ่มเติมโดยการออกเดินธุดงค์ตามป่าเขาและตั้งใจทำความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว ท่านว่าเมื่อนั่งภาวนาและเกิดนิมิตผุดขึ้นมาในดวงจิต อย่าได้ตื่นเต้นคิดว่าตนเองเป็นผู้วิเศษ ให้มีสติคุมรู้เท่าทันและพิจารณาด้วยหลัก ๒ ประการ คือ  

๑.ไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตน 

๒.อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พิจารณาเหตุให้เกิดทุกข์ ธรรม เป็นเครื่องดับทุกข์และข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ 

ท่านว่า 

“สิ่งที่จริง ก็รู้เอง สิ่งที่ไม่จริง ก็แยกแยะได้”

 

หลวงพ่อเล่าว่าในขณะที่ท่านกำลังก่อสร้างวัดอนาลโยทิพยารามบนดอยบุษราคัมนั้น ท่านได้เห็นว่าบริเวณรอบๆ ดอยบุษราคัมซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติยังคงเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ท่านจึงคิดให้มีการอนุรักษ์สภาพของป่าให้อยู่ในสภาพเดิม  

ท่านว่าป่ายังอยู่ แหล่งน้ำยังอยู่ และธรรมดาของพระป่าย่อมรักษาธรรมชาติป่าเขาที่ให้ความสงัดร่มรื่น ดังนั้นท่านจึงได้ริเริ่ม “โครงการอุทยานพระพุทธศาสนา” เพื่อเป็นสถานที่สำหรับศึกษาหาความรู้ในพระพุทธศาสนาขึ้นควบคู่ไปกับการก่อสร้างวัด 

หลังจากผ่านขั้นตอนตามระบบราชการมาเรียบร้อย ในเวลาไม่นานนักต้นไม้พันธุ์ต่างๆ ที่ตรงตามลักษณะและมีความหมายที่เกี่ยวข้องกับตัวของอุทยานแต่ละแห่ง ก็ค่อยๆ ถูกปลูกลงแทรกแซมและเริ่มเจริญเติบโตขึ้นในบริเวณพื้นที่ว่างเปล่าของอุทยาน เช่น เขตอุทยานปรินิพพานปลูกต้นสาละและต้นรัง เขตอุทยานเวฬุวนาราม ปลูกต้นไผ่ เขตอุทยานเชตวนาราม ปลูกต้นมะม่วง ฯลฯ

 

“การเสียสละปลูกต้นไม้ให้กับวัด ก็เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง เป็นการสะสมบุญไปในตัว วันหนึ่งต้นไม้ที่เราปลูกไว้ก็จะเติบโต จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง บุญกุศลจากเดิมที่เราทำก็ต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ” 

ครับ...ผลบุญเหมือนดอกเบี้ยที่ยังไงๆ ก็ได้แน่นอน อย่าได้คิดว่าการปลูกป่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ เราเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่เพียงจุดเดียวจะไปทำอะไรได้ ความคิดนี้ถ้าทุกคนคิดเหมือนกันหมดแม้แต่จุดเล็กๆ ก็จะไม่เกิด แต่ถ้าเราช่วยกันคนละเล็ก คนละน้อย สิ่งใหญ่ๆ ก็สามารถจะเป็นไปได้แบบไม่น่าเชื่อ การปลูกป่าไม่ใช่เรื่องยากครับ หากเราทุกคนคิดว่าป่าคือบ้านของเราและช่วยกันปลูก 

นอกเหนือไปจากเรื่องของการรักษาสภาพธรรมชาติของป่าแล้ว หลวงพ่อยังมีจิตสาธารณะในการช่วยเหลือชาวบ้านในท้องถิ่นด้วยครับ เช่นการจัดให้มีโครงการฝึกฝนอาชีพสาขาต่างๆ เพื่อดำเนินการฝึกฝนอาชีพต่างๆ ให้กับชาวบ้านให้มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นจากรายได้ปกติ ท่านว่า 

“ในสมัยที่พระพุทธเจ้าท่านยังทรงมีชีวิตอยู่เมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะทรงสอนธรรมะแก่ผู้ใด หากพระองค์ทรงสังเกตุว่าบุคคลผู้นั้นยังเป็นผู้ที่มีความตระหนี่และความหวงแหนอยู่ในใจพระองค์จะเริ่มสอนในเรื่องของการให้เป็นเรื่องแรก

ทั้งนี้เพื่อเป็นการซักฟอกจิตใจของผู้นั้นให้มีความละเอียดสะอาดสดใสเสียก่อน จากนั้นพระองค์จึงจะแสดงธรรมที่ลึกซึ้งเป็นลำดับต่อไป”

รุ่นพี่นักปฏิบัติธรรมมืออาชีพบอกกับพวกเราว่า “หลวงปู่หลวง กตปุญโญ” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าสำราญนิวาส ผู้เป็นพระอาจารย์ของหลวงพ่อ ในสมัยที่หลวงปู่หลวงยังมีชีวิตอยู่ท่านเคยกล่าวยกย่องหลวงพ่อไว้หลายประการครับ เช่น 

๑.หลวงพ่อไพบูลย์ เป็นพระที่เก่งนิมิตจากการปฏิบัติธรรม แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงโปรดให้พระอาจารย์ไพบูลย์แปลพระนิมิตที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของพระองค์บ่อยครั้ง 

๒.หลวงพ่อไพบูลย์ เป็นพระที่เปี่ยมด้วยจาคะเสียสละด้วยการให้ ไม่ว่าจะเป็นให้(ทาน) ให้อภัย เป็นพระสุปฏิบัติที่ปรารถนาพระโพธิญาณในอนาคตกาล

(วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์)   

ปัจจุบันหลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล ท่านได้รับเป็นภาระก่อสร้างวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ (เฉลิมพระเกียรติ ครบ 200 ปี)  ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ซึ่งท่านต้องเดินทางไปควบคุมการก่อสร้างที่วัดทุกวันครับ

ท่านว่าวัดนี้จะสูงกว่าวัดอนาลโยทิพยารามถึง ๒ เท่า สูงขนาดว่ามองเห็นขอบฟ้าเขียวกันเลยทีเดียว เวลาเดินก็ต้องเดินฝ่าเมฆหมอกอยู่ตลอด  อยากให้พวกเราได้ไปเที่ยวเยี่ยมชม

 

“อยู่ที่นี่ไม่เหงา มีธรรมชาติ มีธรรมะเป็นเพื่อน” 

พวกเราพร้อมใจกันพนมมือขึ้นสาธุ 

ว่ากันว่าความงดงามของธรรมชาติในฤดูหนาวคือการที่พระอาทิตย์จะขึ้นช้ากว่าปกติครับ ไม่แปลกใจเลยที่แสงอาทิตย์แรกยามเช้า ณ วัดอนาลโยทิพยารามแห่งนี้จะเฉิดฉายช้าลงไปด้วย เพราะมันเป็นเรื่องกฏเกณฑ์ธรรมชาติของโลกครับ

คำพูดของนักเดินทางที่มักจะบอกต่อกันว่า หากเราเดินช้าลง เราก็จะเห็นเรื่องราวต่างๆ ได้มากขึ้น ดูท่าจะเป็นคำพูดที่ใช้อ้างอิงได้อย่างเหมาะสมกับเวลานี้ 

จากจุดที่พวกเรายืนอยู่ เมื่อมองขึ้นไปที่ขอบฟ้าก็จะเห็นเทือกเขายาวตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แสงอาทิตย์แรกที่โผล่พ้นเหนือยอดเขาให้ความรู้สึกเหมือนกระแสธารที่ค่อยๆ ไหลอาบปกคลุมรอบๆ ตัวเรา 

เห็นแสงสีทองของดวงอาทิตย์แล้วอดนึกถึงเรื่องราวในค่ำคืนหนึ่งที่มีลูกศิษย์ปรารภกับหลวงพ่อ พวกเขาอยากเห็นว่ารัศมีแสงสีทองนั้นเป็นอย่างไร สิ้นคำพูดก็เกิดแสงสีเหลืองนวลกระจ่างขึ้นปกคลุมยอดดอยแห่งนี้ทันที 

ก่อนมาเขาเล่ากันว่า ด้วยแสงสีทองที่อาบคลุมทำให้ดอยสูงแห่งนี้สวยงามนัก 

ได้แต่ตั้งข้อสงสัยว่ามันสวยขนาดนั้นเชียวหรือ 

ได้มาเห็นกับตาตัวเองแล้ว ได้คำตอบแล้ว 

ถึงการเห็นของพวกเราในเช้านี้ จะแตกต่างกับการเห็นของพวกเขาในคืนนั้น 

มิน่าเล่า เขาถึงขนานนามดอยแห่งนี้ว่า “ดอยบุษราคัม”

 

วัดอนาลโยทิพยาราม (ดอยบุษราคัม) ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่ไม่เคยแบ่งเขาแบ่งเรา แม้ความเห็นจะไม่ตรงกันบ้าง ความเชื่อจะไม่ตรงกันบ้าง แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ด้วยบารมีและความเมตตาของหลวงพ่อ 

“สำหรับการเดินทางครั้งนี้ บางที่พวกเราทุกคนอาจตกหลุมรักและศรัทธาหลวงพ่อจนต้องร้องขอกลับมาที่วัดอนาลโยฯ กันอีกครั้งก็ได้”  

คำเปรยที่เคยลอยลมนี้แม่นยำจริงๆ

สวัสดีครับ

 

ขอขอบคุณหนังสืออ้างอิง-อนาลโยทิพยาราม อุทยานพระพุทธศาสนา คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย คุณเด็กลึกลับ สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำและการนำทาง คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net