วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลักษณะภาษีที่ดี


(จาก PRINCIPLES OF SOUND TAX THEORY AS HAVE EVOLVED OVER 200 AND MORE YEARS by H. William Batt, Ph.D. Albany, New York ที่ www.progress.org/cg/battprincip02.htm – สุธน หิญ)

ปัจจุบันนักทฤษฎีภาษีมักจะประเมินโครงสร้างรายได้ด้วยเกณฑ์ (criteria) 7 ประการ คือ 1. ความเป็นกลาง (neutrality) 2. ประสิทธิภาพ (efficiency) 3. ความเที่ยงธรรม (equity) 4. ความสามารถบริหารได้ (administrability) 5. ความเรียบง่าย (simplicity) 6. เสถียรภาพ (stability) 7. ความเพียงพอ (sufficiency)

1. ความเป็นกลาง หมายถึงการไม่มีอิทธิพลของภาษีต่อพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ปกติจะถือกันว่าภาษีต่างๆ เป็นตัวถ่วงหรือชะลอกิจกรรมเศรษฐกิจ – ภาษีเงินได้จะลดแรงจูงใจที่จะทำงาน ภาษีการขายถ่วงกำลังใจที่จะทำธุรกรรม (transaction) รายย่อย และภาษีการออมลดความโน้มเอียง (propensity) ในการออม ถ้าภาษีมีความเป็นกลางมาก การบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจก็น้อย ข้อสมมุติทั่วไปของนักทฤษฎีภาษีส่วนใหญ่คือภาษีทั้งปวงทำให้เกิดการบิดเบี้ยว ความสำคัญจึงมาอยู่ที่ภาษีใดเป็นภาระน้อยที่สุดต่อสุขภาพทางเศรษฐกิจ ปัญหาสิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้นของสหรัฐฯ มาจากการที่ภาษีทำให้เกิดการบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจ

2. ประสิทธิภาพ เป็นตัววัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเนื่องจากภาษีที่นำมาบังคับใช้ซึ่งทำให้เกิดภาระมากเกินไปหรือเกิดความสูญเสียประโยชน์ (deadweight loss) ทางเศรษฐกิจ ปกตินักเศรษฐศาสตร์การภาษีมักถือว่าภาษีที่ดีที่สุดคือภาษีที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย โดยที่ความยืดหยุ่น (ศัพท์เทคนิคสำหรับความชันของเส้นโค้งอุปทานและอุปสงค์) ของสิ่งต่างๆ ย่อมผิดแผกกันไป ภาษีมูลค่าที่ดินและภาษีมูลค่าสิ่งปรับปรุงจึงมีผลกระทบขัดแย้งกันมากต่อการเลือกทางเศรษฐกิจสังคม การใช้ฐานภาษีซึ่งมีความยืดหยุ่นน้อยหรือเป็นศูนย์เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ไม่มีการผลักภาระภาษี ความยืดหยุ่นเป็นศูนย์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะบอกว่าอุปทานมีลักษณะคงที่ดังเช่นกรณีของที่ดิน

3. ความเที่ยงธรรม หลักนี้เป็นแก่นในการพิจารณาโครงสร้างการภาษี ข้อที่ต้องพิจารณามีทั้งเรื่องความเป็นธรรมและการที่จะต้องยอมเสียความเป็นธรรมบ้างเพื่อมิให้เสียเกณฑ์อื่นๆ ที่สำคัญไป เราอาจประเมินผลความเป็นธรรมโดยถือตามสิ่งที่เรียกว่า “ความเที่ยงธรรมทางราบ” (การเสียภาษีเท่ากันในสถานการณ์เดียวกัน) และ “ความเที่ยงธรรมทางดิ่ง” (ในโครงสร้างภาษีนั้นๆ คนระดับต่างๆ รับภาระภาษีต่างกันอย่างเหมาะสมมากน้อยเพียงใด) ทัศนมิติ (perspective) ข้อท้ายนี้ทำให้มีการใช้ศัพท์จำพวก ภาษีอัตราคงที่ (proportional) อัตราก้าวหน้า (progressive) และ อัตราถดถอย (regressive) ภาษีอย่างหนึ่งจะมีอัตราก้าวหน้าเมื่อเทียบกับรายได้ถ้าอัตราส่วนของภาษีต่อรายได้สูงขึ้นในกรณีที่รายได้สูง จะมีอัตราคงที่ถ้าอัตราส่วนคงที่ (constant) และมีอัตราถดถอยถ้าอัตราส่วนต่ำลง

ยังมีอีกคำถามหนึ่งว่าการเก็บภาษีเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมมากขึ้นนั้นเราควรถือเอารายได้หรือทรัพย์สินเป็นเกณฑ์ การวัดเองก็ลำบากพอกัน คำถามจำพวกความเที่ยงธรรมนี้นับว่าสำคัญมากในการพิจารณาภาษีทรัพย์สินของสหรัฐฯ (เป็นภาษีที่มี 2 ส่วนรวมกันคือภาษีที่ดินและภาษีสิ่งปรับปรุง เทียบกับของไทยคือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งกำลังอยู่ในขั้นร่างเพื่อใช้แทนพระราชบัญญัติ 2 ฉบับคือพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่และพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน) ทั้งนี้เพราะในชีวิตของเขา ราษฎรได้รวบรวมรายได้ที่เหลือไว้ในรูปของทุน ส่วนใหญ่จะเป็นทรัพย์สินอันมีทั้งที่ดินและสิ่งปรับปรุง ถึงแม้จะมักมีการกล่าวอ้างไปในทางตรงกันข้ามและยังไม่มีการศึกษาพิจารณาอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ปัจจุบันก็มีความคิดเห็นอย่างสมานฉันท์ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญว่าภาษีทรัพย์สินนั้นมีอัตราก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของที่ดิน

4. ความสามารถบริหารได้ หมายถึงความง่ายในการบริหารและการจัดเก็บภาษี ภาษีที่ทำให้เศรษฐกิจบิดเบี้ยวถือว่าไม่มีประสิทธิภาพ แต่ภาษีที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริหารมากก็ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนกัน ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนเหล่านี้มิใช่มีเพียงการเลี่ยงภาษีและค่าทำบัญชี แต่ยังมีการลักลอบหนีภาษีและการโกงภาษี และค่าตรวจบัญชีโดยรัฐบาลและการป้องกันและปราบปราม ถ้าผู้เสียภาษีทั่วไปรู้ว่าภาษีใดหนีง่าย มีความยุ่งยาก และไม่เป็นธรรม ภาษีนั้นก็หมดความชอบธรรมและยังทำให้รัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือไปด้วย

5. ความเรียบง่าย ด้วยเหตุดังกล่าวหลักความเรียบง่ายจึงมีความสำคัญ: ภาษีถ้ายิ่งมีความซับซ้อน นักกฏหมายและนักบัญชีก็จะยิ่งหาช่องโหว่ได้มากขึ้น ทำให้เห็นความไม่เป็นธรรม และทำให้ค่าใช้จ่ายทางการบริหารสูงขึ้น ประชาชนย่อมจะรู้ว่าภาษีที่เรียบง่ายจะทำให้ทุกคนต้องเสียในส่วนของตนอย่างเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความชอบธรรมของระบบภาษีและความยินดีปฏิบัติตามระบบ ในระยะที่ผ่านมาไม่นานเราสามารถประเมินมูลค่าที่ดินด้วยขั้นตอนวิธี (algorithms) ของคอมพิวเตอร์ (เรียกว่าการประเมินจำนวนมากโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย - computer-assisted mass appraisal ย่อว่า CAMA) จึงไม่จำเป็นต้องใช้เจ้าพนักงานประเมิน ในแผนที่จะปรากฏเส้นมูลค่าที่ดินหลายเส้น ซึ่งตำบลที่ต่างๆ ในเส้นเดียวกันมีมูลค่าที่ดินต่อหน่วยเท่ากันเปรียบเสมือนเส้นความกดอากาศเท่า (isobar) ในแผนที่อุตุนิยมวิทยา หรือเส้นชั้นความสูง (contour) ในแผนที่ภูมิประเทศ (topograghic map)

6. เสถียรภาพ หมายถึงความสามารถของภาษีที่จะทำรายได้ให้แก่รัฐโดยไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่าง ภาษีเงินได้และภาษีการขายจะเปลี่ยนแปลงมากตามช่วงต่างๆ ของวัฏจักรเศรษฐกิจ แต่ภาษีทรัพย์สินจะไม่เปลี่ยนมาก นี่เป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนในสหรัฐฯ มักสนับสนุนให้ใช้ภาษีทรัพย์สินเป็นฐานในการให้การสนับสนุนแก่โรงเรียน

7. ความเพียงพอ เรื่องสำคัญในการประเมินคุณค่าของภาษีคือต้องมีความเข้าใจในศักยภาพของการให้รายได้แก่รัฐบาลมากเพียงพอ ภาษีที่ถือว่าเป็นม้าใช้คือให้รายได้มากสำหรับสหรัฐฯ คือภาษีเงินได้ ภาษีการขาย และ ภาษีทรัพย์สิน แถมด้วยภาษีบรรษัท (คือภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือภาษีกำไร) แต่นักการเมืองที่ต่อต้านภาษีเห็นว่าภาษีเหล่านี้ยิ่งมีอัตราสูงยิ่งมีผลถ่วงเศรษฐกิจ จึงน่าจะคิดให้มากในการจะเพิ่มภาษีที่มีผลทำให้เศรษฐกิจบิดเบี้ยวได้มาก
ข้อยกเว้นคือภาษีทรัพย์สินในส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าที่ดิน ซึ่งมีลักษณะความเป็นกลางสูงและเข้าเกณฑ์ข้ออื่นๆ ด้วย ถือว่าเป็นภาษีที่ดีมาก เป็นหนทางแก้ทั้งปัญหาเนื้อที่และปัญหาภาษี

หมายเหตุ - ก่อนหน้านี้ แอดัม สมิธ ได้วางหลัก (maxim) 4 ข้อสำหรับการภาษีไว้ในหนังสือ Wealth of Nations (ชื่อหนังสือเต็มๆ ว่า An Inquiry into the Nature and Causes of the Wealth of Nations) เมื่อ ค.ศ. 1776 มีใจความว่า ภาษีที่ดีจะต้องมีลักษณะดังนี้

1. เก็บตามส่วนกับผลประโยชน์ที่แต่ละคนได้รับภายใต้การคุ้มครองของรัฐ
2. กำหนดได้แน่นอน ไม่ใช่ปราศจากกฎเกณฑ์หรือคิดตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่
3. เก็บในขณะที่ผู้เสียภาษีมีความสะดวกที่สุดที่จะจ่าย
4. สิ้นเปลืองค่าจัดเก็บภาษีน้อยที่สุด (รวมทั้งค่าจ้างเงินเดือนเจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บ ผู้ป้องกันและปราบปรามการหลีกเลี่ยงหรือลักลอบหนีภาษี ตลอดจนพาหนะและอุปกรณ์)

บางท่านก็เขียนเป็นหัวข้อสั้นๆ 4 หัวข้อ คือ
1. Equality (หลักเสมอภาค)
2. Certainty (หลักแน่นอน)
3. Convenience (หลักสะดวก)
4. Economy (หลักประหยัด)

สำหรับเฮนรี จอร์จ ได้เขียนไว้ในหนังสือ Progress and Poverty ใน ค.ศ. 1879 ดังนี้
1. เป็นภาระเท่าเทียมกัน เพื่อมิให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในระหว่างกันเอง (นั่นคือ เก็บตามส่วนกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากสังคม)
2. กำหนดได้แน่นอน เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีโอกาสน้อยที่สุดที่จะกดขี่หรือคดโกง และเพื่อให้ผู้เสียภาษีเกิดความต้องการน้อยที่สุดที่จะละเมิดกฎหมายและหลบเลี่ยง
3. เป็นภาระน้อยที่สุดแก่การผลิต เพื่อให้ถ่วงการผลิตเศรษฐทรัพย์น้อยที่สุด
4. เก็บได้ง่าย และเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บแต่น้อย และเป็นภาระโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี (คือไม่สามารถผลักภาระภาษีให้แก่ผู้อื่น เช่น บวกเข้าไปในราคาสินค้าได้)

ต่อมาได้มีนักวิชาการบางท่านเสนอให้มีหลักบัญญัติเพิ่มขึ้นอีก 2 ข้อ จากหัวข้อภาษาอังกฤษ 4 หัวข้อที่กล่าวมาแล้ว คือ
5. Familiarity เมื่อเคยชินก็เกิดความสะดวก
6. Tax Consciousness ให้รู้ว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีที่จะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ประสิทธิภาพ ความเที่ยงธรรม ความยั่งยืน http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=106&c=1 

ประสิทธิภาพและความชอบธรรมของภาษี โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=220&c=1

แอดัม สมิธ: ภาษีที่ดีและที่เลว http://www.bbznet.com/scripts2/view.php?user=tangnamo&board=1&id=226&c=1  

http://th.wikipedia.org/wiki/ภาษีเดี่ยว  ตอน หลักบัญญัติแห่งการภาษี (Canons of Taxation) ของเฮนรี จอร์จ

http://th.wikipedia.org/wiki/ภาษีอากร  ตอน ลักษณะของภาษีอากรที่ดี

โดย สุธน_หิญ

 

กลับไปที่ www.oknation.net