วันที่ อาทิตย์ มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สังคมในฝันที่เป็นจริงได้


(สุธน หิญ แปลจากเรื่อง HENRY GEORGE Social Philosopher and Political Economist โดย Dr Joseph Milne, University of Kent, UK ที่ http://www.users.globalnet.co.uk/~alfar2/george.htm )

ถ้าคนเราใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติ เขาจะมีเสรีภาพที่จะได้รื่นรมย์กับการกลายเป็นจริงอย่างเต็มที่แห่งพรสวรรค์ของเขาและความไฝ่ฝันแต่กำเนิด แต่การใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติหมายถึงเราจะต้องสังเกตบรรดากฎแห่งธรรมชาติและคิดหาเหตุผลไปตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหล่ากฎธรรมชาติด้านสังคมมนุษย์และการผลิตและการได้รื่นรมย์กับเศรษฐทรัพย์ การที่มีความยากจนอยู่ในทุกสังคม หรือมีข้อจำกัดในการทำให้ความสามารถพิเศษของบุคคลหรือวิชาชีพปรากฏเป็นจริงขึ้นมานั้น คือสัญญาณชัดเจนจากธรรมชาติว่าสังคมมีการจัดระเบียบบางประการที่ขัดกับกฎธรรมชาติ สังคมมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเหมือนกับส่วนอื่น ๆ หรือด้านอื่น ๆ ของโลกหรือเอกภพ และธรรมชาติได้จัดเตรียมให้แก่มนุษย์ไว้ในการจัดระเบียบสรรพสิ่งเช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมด ระเบียบของธรรมชาตินี้มีตั้งแต่ความต้องการง่าย ๆ ด้านอาหารและที่อยู่อาศัย เรื่อยไปจนทั่วถึงตลอดทุกชั้นของสังคม ในสถาบันทั้งปวง รัฐบาล วัฒนธรรม และความต้องการทางจิตวิญญาณที่จะเข้าถึงสัจธรรมขั้นสูง แต่สังคมมนุษย์ไม่เหมือนสัตว์อื่น ๆ ในโลกตรงที่การบรรลุผลมิใช่เป็นโดยกฎสัญชาตญาณที่เป็นเสมือนเครื่องจักร แต่เป็นโดยพลังแห่งเหตุผลและวิสัยทัศน์ของมนุษย์ คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่คิด และเฉพาะแต่โดยการคิดและการเข้าใจอย่างฉลาดในธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เท่านั้น คนจึงจะสามารถบรรลุถึงแห่งที่อันเหมาะสมของตนในการจัดระเบียบของธรรมชาติ ถ้าขาดความคิดเช่นนี้ คนก็ยังไม่เป็นมนุษย์ ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่รู้จักไตร่ตรอง คนจะถึงซึ่งความเป็นมนุษย์ก็แต่โดยการไตร่ตรอง (reflection) และการไตร่ตรองเช่นนี้คือการเรียกร้องต่อมนุษย์ภายในนิเวศวิทยาของเอกภพ

คำถามที่ว่าคนควรใช้ชีวิตอยู่ภายในระเบียบธรรมชาติของเอกภพอย่างไรนั้นได้เป็นคำถามศูนย์กลางแห่งการสอบสวนทางปรัชญาที่แท้จริงทั้งปวงและของศาสนา แต่การหยั่งรู้ของปราชญ์และนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้กันในคนทั่วไป ดังนั้นคนเราจึงใช้ชีวิตแบบตามืดบอดภายในรูปแบบของจักรวาลด้วยความไม่พอใจเพราะปัญญาของเขากระซิบบอกแผ่ว ๆ ว่าบางสิ่งที่สำคัญได้ขาดหายไปในการจัดระเบียบของสังคม คนเรารู้ว่าเขายังไม่เป็นตัวของตัวเองหรือมีเสรีภาพอย่างแท้จริง การรู้เช่นนี้เป็นการเรียกร้องธรรมชาติของเขาเองให้หาความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติที่แท้จริงของสังคมภายในการจัดระเบียบสรรพสิ่งตามธรรมชาติ

การศึกษากฎธรรมชาติเป็นส่วนที่สำคัญของการศึกษาที่แท้จริงทั้งหลายและเป็นหัวใจของทุกสาขาวิชา ปรัชญาสังคมและรัฐศาสตร์คือสองสาขาวิชาที่แสวงหากฎธรรมชาติต่าง ๆ ของประชาคมมนุษย์ และนักคิดสำคัญที่สุดผู้หนึ่งในกรณีนี้คือเฮนรี จอร์จผู้ได้ทำความเข้าใจกับกฎธรรมชาติในงานเขียนสำคัญของเขาเรื่อง Progress and Poverty กฎเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการผลิตและการแลกเปลี่ยนเศรษฐทรัพย์ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจในการได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนอย่างง่าย ๆ และเหนือสิ่งจำเป็นเหล่านี้ก็คือขอบเขตอันไม่จำกัดแห่งความสามารถพิเศษของมนุษย์ซึ่งจะเป็นประโยชน์ร่วมกันแก่ทุกคน แม้แต่ธรรมชาติเอง

นับเป็นสิ่งพิเศษที่ความเข้าใจในธรรมชาตินี้เปิดโอกาสให้สังเกตเห็นและไตร่ตรองได้ง่าย ๆ แต่สังคมก็ยังไม่มีตาที่จะสังเกต ดังนั้นจึงยังต้องยากจนและมีความไม่พอใจต่อไป ทำให้เกิดความคิดผิด ๆ (false notions) ในธรรมชาติ บังคับธรรมชาติไปสู่วิถีที่ไม่เป็นธรรมชาติ และไม่สามารถมองเห็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงมิได้และทำนายได้ง่ายๆ การไม่เห็นกฎธรรมชาติทำให้ชาติต่าง ๆ ทุ่มความเชื่อถือและความหวังโดยไร้ผลให้แก่อุดมการณ์ (ideologies) ซึ่งไม่มีรากฐานมาจากความเป็นจริง หรือให้แก่ผู้นำที่จะใส่ใจดูแลสิ่งต่างๆ สำหรับคนส่วนมาก แต่ความจริงที่แจ่มแจ้งก็คือคนเราจะสามารถใช้ชีวิตและมีปฏิสัมพันธ์ (interact) กับโลกรอบตัวได้ตามส่วนกับระดับที่เขามองเห็นโลกได้ชัดเจน ถ้าคนคิดผิดหรือคิดแบบตามืดบอด เขาก็จะใช้ชีวิตแบบนั้น เพราะคนคิดอย่างไรก็จะปรากฏออกมาในวิธีการดำเนินชีวิตของเขา มิใช่กลับกัน

ในหนังสือ Progress and Poverty เฮนรี จอร์จอธิบายเหตุผลว่าทำไมเมื่อสังคมเจริญก้าวหน้าออกไปและเศรษฐกิจเติบโต ความยากจนจึงเกิดขึ้น ในขณะที่การผูกขาดที่ดินค่อยๆ ดูดเอารายได้ของสังคมตามธรรมชาติไปและเริ่มทำให้การผลิตเศรษฐทรัพย์ใหม่ๆ ง่อยเปลี้ย และอธิบายว่าภาษีที่เก็บจากการผลิต [หมายรวมถึงการแลกเปลี่ยนค้าขาย] ทำให้เศรษฐกิจง่อยเปลี้ยมากขึ้นไปอีกอย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นกระบวนการนี้โดยละเอียด เขาได้วิเคราะห์ปัจจัยการผลิตทั้งสาม คือ ที่ดิน แรงงาน และ ทุน อย่างระมัดระวัง แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจผิดในปัจจัยเหล่านี้เกือบจะเป็นการทั่วไปอย่างไร แล้วเขาก็อธิบายให้เกิดความเข้าใจแจ่มชัดขึ้นในศัพท์เศรษฐศาสตร์ที่สำคัญๆ เช่น ค่าแรง ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย มูลค่า เงินตรา และอื่น ๆ โดยแสดงให้เห็นอีกว่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์เข้าใจผิดในปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้อย่างไร

จอร์จอธิบายต่อไปว่าโดยการยกเลิกภาษีทุกรูปแบบที่เก็บจากการผลิตหรือจากค่าแรง สังคมมีรายได้ตามธรรมชาติซึ่งเกิดจากมูลค่าที่ดินอย่างไร ซึ่งมูลค่านี้ประชาคมส่วนรวมเป็นฝ่ายทำให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็นของประชาคมโดยชอบธรรม ค่าเช่าทางเศรษฐกิจนี้เป็นแหล่งรายได้ที่เหมาะสมสำหรับรัฐบาล และไม่สามารถหลบซ่อนหรือแสวงหาประโยชน์ได้ไม่ว่าโดยเจ้าของที่ดินหรือรัฐบาลเอง ภาษีนี้เป็นธรรมชาติและยุติธรรม และดังนั้นจึงไม่ขัดขวางการผลิตเศรษฐทรัพย์แต่อย่างไร และจะขจัดคำสาปแห่งการว่างงานไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการว่างงานนี้การผูกขาดที่ดินก่อให้เกิดขึ้นโดยตรง

เขาอธิบายว่าสังคมที่เป็นธรรมเท่านั้นที่สามารถจะเป็นสังคมเสรีได้อย่างไร โดยจะเปิดหนทางให้แก่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เราคิดไม่ถึง ปราศจากการแกว่งมากมายของเศรษฐกิจระหว่างภาวะเฟื่องฟูกับภาวะตกต่ำ เป็นสังคมที่ทุกคนได้รื่นรมย์กับผลแห่งแรงงานของตนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะทำงานให้ตนเองหรือให้นายจ้าง สังคมที่เป็นธรรมคือสังคมที่ความยากจนถูกถอนรากออกหมดสิ้นและไม่มีใครมีชีวิตอยู่ด้วยผลแห่งแรงงานของผู้อื่น ในสังคมเช่นนี้รัฐบาลจะมีขนาดเล็กที่สุดเพราะจะไม่ต้องการการแทรกแซงการผลิต และการค้าเสรีจะเป็นบรรทัดฐาน (norm)

ในหนังสือ The Science of Political Economy ซึ่งเป็นผลงานสุดท้ายของเขา จอร์จได้อธิบายถึงการทำงานของเศรษฐกิจอย่างละเอียดมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีต่าง ๆ ที่ผิดพลาดได้บิดเบือนความเข้าใจทางเศรษฐกิจอย่างไรและลักษณะอาการที่ความพยายามทั้งหลายของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนต้องล้มเหลวเนื่องจากความคิดผิด ๆ เกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะมีความตั้งใจดีเพียงไร หนังสือนี้อธิบายด้วยถึงวิธีการที่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในการผูกขาดที่ดินได้จงใจบิดเบือนการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัย

ในสังคมเสรีที่ควบคุมโดยกฎธรรมชาติที่เห็นได้ชัดเจนในตัวเองและความยุติธรรม การทำงานจะไม่ใช่การดิ้นรนเพื่อให้ได้สิ่งจำเป็นพื้นฐานสำหรับชีวิตทางวัตถุดังที่เป็นอยู่บัดนี้แม้ในบรรดาประเทศที่รวยที่สุดอีกต่อไป การจัดหาสิ่งจำเป็น เช่น อาหาร เสื้อผ้า และ ที่อยู่อาศัย จะต้องการแรงงานเพื่อจัดหาน้อยที่สุด หลังจากนั้น “งาน” จะมีลักษณะสูงส่งขึ้นเหนือกว่าแค่การสะสมทรัพย์สิน เวลาว่างจะมีมากขึ้น ทำให้มนุษย์มีเวลาและเสรีภาพที่จะทำสิ่งที่ตนสนใจที่เหนือกว่าความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่ละคนจะสามารถขึ้นถึงระดับความสำเร็จเต็มที่ของตนด้วยความสามารถพิเศษตามธรรมชาติโดยการทำงานด้านวัฒนธรรมหรือด้านสังคมอื่นๆ ที่ตนปรารถนา ในภาวะเสรีเช่นนี้อาชญากรรมจะลดลงต่ำสุด และสุขภาพของมนุษย์ทั้งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ จะยกสูงขึ้น เพราะสาเหตุแห่งความเลวร้ายแทบทั้งสิ้นจะหายไป

(เชิญอ่านบทความและหนังสือภาษาไทยด้านนี้ได้ที่ http://utopiathai.webs.com โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่อง นายทุนกับผู้ใช้แรงงานมีผลประโยชน์ร่วมกัน ในหนังสือ ความยากจนที่ไม่เป็นธรรม บทที่ 3 หน้า 31-34 ครับ)

โดย สุธน_หิญ

 

กลับไปที่ www.oknation.net