วันที่ พุธ มิถุนายน 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลาก่อนท่านขุนศึกแห่งรัฐฉาน ดอยไตแลง 3.




ดอยไตแลงศูนย์อพยพ แห่งรัฐฉานใต้ วันสุดท้ายก่อนที่คณะเราจะเดินทางกลับ
เมืองที่มีทั้งความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม และ มีน้ำใจของชนชาวไตใหญ่ ที่มีความสมานสามัคคี
เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมต่อสู้เพื่อความสิทธิมนุษย์ชน และความเป็นชาติ..





หมู่บ้านชายแดนแห่งนี้มีชื่อ "ขุนน้ำเพียงดิน" ส่วนชื่อดอยไตแลงเป็นชื่อที่เจ้ายอดศึกผู้นำ
กองกำลังไทยใหญ่
SSA.ตั้งขึ้นเมื่อครั้งกองกำลังไทยใหญ่เข้ามาบุกเบิกพื้นที่บริเวณนี้จนกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ที่สุดของกองกำลัง เอสเอสเอ เมื่อปี พ.ศ.
2543 ในช่วงปีแรกๆ ที่นี่มีเพียงทหารไทยใหญ่และครอบครัวอาศัยอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน ต่อมามีผู้อพยพชาวไทยใหญ่ที่หลบหนีการกดขี่ข่มเหงของกองทัพพม่ามาขอหลบภัยมากขึ้นเรื่อยๆบนดอยไตแลง แม้จะเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการสูงสุดทางด้านการทหาร แต่ประชาชนส่วนใหญ่บนดอย
 ที่อยู่กันหมื่นกว่าคนนั้น คือประชาชนชาวนาชาวไร่ในรัฐฉาน ที่อพยพหนีภัยสงคราม
เข้ามาอยู่รอบๆค่ายทหาร เพื่ออาศัยทหารไทใหญ่ให้ช่วยป้องกันภัย
คุกคามจากทหารพม่า และบนดอยเต็มไปด้วยเด็กกำพร้าที่ถูก
ส่งมาให้อยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าบนดอยไตแลง เด็กเหล่านี้มาจากทั่วรัฐฉาน




เด็กบนดอยยังไม่มีหนังสือเรียนเพียงพอ เพราะนอกจากทางสภาพื้นฟูกอบกู้รัฐฉาน 
(RCSS- Restoration Council the of Shan State) จะผลิตตำราเรียนภาษาไทใหญ่สอนภาษาและวัฒนธรรมไทใหญ่ให้เด็กแล้ว ทางไทใหญ่จะซื้อหนังสือไทยและหนังสือจากฝั่งไทยหลายวิชา ที่เขายังไม่ได้ทำหนังสือขึ้นมา อย่างเช่นวิชาเลข วิชาภาษาอังกฤษ วิชาภาษาไทย เอาขึ้นไปให้เด็กบนดอยได้เรียนกัน ในช่วงเปิดภาคเรียนนี้

เจ้ายอดศึกได้บอกเล่าเรื่องในอดีต ได้ข้ามแม่น้ำสาละวินกลับไปในป่ากลางรัฐฉานกับ
เพื่อนทหาร
ช่วยกันรวบรวมอาวุธ รวบรวมกำลังพลขึ้นมาใหม่  เจอเด็กกำพร้าไม่มีทางไปเต็มทั่วไปหมด กองทหารจึงต้องรับเลี้ยงรวบรวมเด็กกำพร้ามาไว้ด้วย ทหารทั้งหมดเป็นหน่วยเล็กๆ กระจายกำลังกัน ไม่งั้นจะสู้รบและดูแลเด็กไม่ได้ เด็กมีตั้งอายุ 2-3 ขวบ
จนถึง
7-8 ขวบ พวกเขาหนีการล้อมปราบของทหารพม่า ที่ไล่ล่าอยู่ตลอด 2 ปีกว่า
ทหารพม่ารุมล้อมปราบ ตามฆ่าทั้งทหารทั้งเด็ก บางครั้งจวนตัวทหารไทใหญ่เล่าให้ฟังว่า เด็กๆต้องช่วยจับปืนยิงสู้ทหารพม่าก็มี มาถึงวันนี้เด็กที่โตแล้วก็ยังเป็นทหารร่วมสู้รบ
 เป็นพยาบาลสนามรบ เป็นครูสอนหนังสือ และร่วมทำงานอื่นๆในหมู่บ้านตามความสามารถ..


พล.โท.เจ้ายอดศึก ผู้นำสูงสุดของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ พูดถึงการเปิดโรงเรียนสอนเด็กไทใหญ่บนยอดดอย และการพยายามพัฒนาดอยไตแลงให้เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูภาษา วัฒนธรรม และจิตวิญญาณรักชาติของเยาวชนไทใหญ่ว่า.. "วัฒนธรรมไทใหญ่เป็นสายเลือดของประชาชนเรา หากกู้ชาติได้แต่แผ่นดินกลับคืนมา แต่คนไทใหญ่ไม่รู้จัก ไม่มีวัฒนธรรมของตนเอง ก็ไม่มีประโยชน์อะไร"




ในห้องสมุดของโรงเรียน เป็นการให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ของความเป็นชาติ
มีการปกครองของเจ้าแคว้น เจ้ารัฐต่างๆทั้งรัฐฉานเหนือ -ใต้ ก่อนจะล่มสลายเพราะทหารพม่า
เข้าเหยียบย่ำทำลายสถานที่สำคัญ จากเมืองหลวงนครเชียงตุง เข่นฆ่าราชนิกุลและ
ทุบทำลายวัง วัดวาอารามทิ้ง ในสมัยต่อมารัฐบาลทหารพม่าดำเนินนโยบายบังคับโยกย้ายชาวไทยใหญ่ 1,400 หมู่บ้านจำนวนประชากรมากกว่า 300,000 คน ในช่วงปี 2539-2540 เพื่อตัดการสนับสนุนด้านเสบียงอาหารและกำลังคนให้กองกำลังไทยใหญ่เอสเอสเอ ซึ่งไม่ยอมวางอาวุธพร้อมกับ ผู้อพยพไทยใหญ่บนดอยไตแลงก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวไทยใหญ่อย่างรุนแรง เนื่องจากทหารพม่าจะบังคับให้อพยพจากถิ่นฐานเดิม ให้อพยพจากหมู่บ้านภาย ถ้าพบว่ายังมีชาวไทยใหญ่หลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านเดิมภายหลังวันที่กำหนดไว้จะทำการยิงทิ้งทันที รวมทั้งได้ทำการเผาบ้านชาวบ้านหลายหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านกลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิมได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้จำเป็นต้องละทิ้งไร่นาและอาชีพของเขาส่วนใหญ่ก็เขามาพึ่งอยู่ในศูนย์อพยพนี้..




"วันนี้ลาก่อนหนูๆ ลาก่อนเจ้ายอดศึก..
และ ลาก่อนดอยไตแลง แห่งรัฐฉาน"


  

โดย cm_coffee

 

กลับไปที่ www.oknation.net