วันที่ พฤหัสบดี กรกฎาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หมดยุค One Man Show


เอสเอ็มอีหมดยุค One Man Show

จำได้ว่า สมัยก่อนเถ้าแก่เก่งๆ ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากบ้านเราล้วนแต่เก่งกาจ ประมาณ "ฮีโร่" หรือประเภท "ข้ามาคนเดียว"

แต่สมัยนี้ โลกหมุนเร็วขึ้น ธุรกิจแข่งกันมากขึ้น เถ้าแก่จะเก็บความเก่งไว้คนเดียวเห็นทีจะไม่ทันกินคู่แข่ง

แต่นักธุรกิจที่ชาญฉลาดต้องเปิดใจให้กว้างเกี่ยวคู่ เกาะกลุ่มไปกับพันธมิตรเครือข่าย แกร่งด้วยกัน โตด้วยกัน

"สมพงษ์ ตันเจริญผล" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ดูแลภาคการผลิตของเอสเอ็มอี บอกเราว่า เอสเอ็มอีต่อไปนี้ต้องรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร อยู่ในสถานภาพใด และที่สำคัญต้องสร้างเครือข่ายพันธมิตร เพราะไม่ใช่ยุคที่จะสแตนอะโลนได้อีกแล้ว"มันต้องปรับความคิดกันใหม่ เอสเอ็มอีถ้าสแตนอะโลนในยุคนี้จะอยู่ลำบาก จึงต้องเรียนรู้ที่จะสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสาร และให้การสนับสนุนธุรกิจของตัวเอง

ในยุค Globalization เรื่องของเน็ตเวิร์ค เรื่องของข้อมูลข่าวสารมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจุบันก็มีทั้งภาครัฐและเอกชนให้การสนับสนุนอยู่แล้ว แต่เอสเอ็มอีต้องเปิดตัวเองด้วย"

เขายอมรับว่า เอสเอ็มอีบ้านเราค่อนข้างอ่อนแอ โดยการเริ่มต้นธุรกิจส่วนใหญ่จะมีความเข้าใจดี แต่ด้วยภาวะปัจจุบัน หากยังนิ่งเฉยไม่ทำอะไร 3 ปีให้หลังอาจจะอยู่ในภาวะวิกฤติโดยไม่รู้ตัว เพราะการแข่งขันมีสูง ถ้าไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ ทรัพยากร บุคลากร เทคโนโลยีที่ใช้ ไม่รู้เทรนด์ตลาด ภาคการผลิตทำอย่างไรที่จะอยู่ในสถานภาพที่แข่งขันได้ ทั้งคู่แข่งจากในและต่างประเทศ ก็จะทำให้อยู่อย่างลำบาก นั่นเป็นเหตุผลที่เอสเอ็มอีจะฉีกหนีข้อจำกัดของตัวเอง และลดความเหนื่อยหนักด้วยการเลือกสร้างเครือข่ายนั่นเอง

"ภาวการณ์ปีนี้ ปัจจัยต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นไปในทิศทาง ต้องมีการเรียนรู้ การจะเรียนรู้ประเภทลักจำเหมือนที่ผ่านมามันทำไม่ได้อีกแล้ว จึงอยากให้ผู้ประกอบการสนใจเรียนรู้ ผ่านเครือข่ายองค์กรต่างๆ ในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อรับข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วขึ้น พร้อมปรับตัวสู้สภาวะเศรษฐกิจที่มาถึง"

เขาบอกอีกว่า การแข่งขันในปีนี้มันไม่ง่ายและไม่ยาก แต่มีความท้าทาย เพราะเอสเอ็มอีมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง อย่างการเป็นธุรกิจขนาดเล็กทำให้ปรับตัวง่าย ฉะนั้นหากลองทำอะไรไปแล้ว ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ถอนตัวได้เร็ว และเสียหายน้อย แต่ในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป เรื่องของการแสวงหาความรู้เป็นสิ่งสำคัญ จะไม่ปรับตัวอีกไม่ได้

"การจะไปประกอบการต้องเรียนรู้ และเมื่อเรียนรู้แล้ว ก็ให้พิจารณาดู ถ้ามีสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าจะประสบความสำเร็จได้ ก็ทำไป มันท้าทายตรงนี้ และมันไม่มีวันนิ่งด้วย เอสเอ็มอีจะหยุดนิ่งไม่ได้ อยู่กับที่ก็น็อคอีก มันจึงต้อง alert อยู่ตลอดเวลา"

ด้าน "ฉัตรชัย บุญรัตน์" รองประธานหอการค้าไทย มีความเห็นไม่ต่างกัน

เขาบอกเราว่า การทำธุรกิจสมัยนี้จะแตกต่างจากสมัยก่อน คือไม่สามารถโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป สมัยก่อนความเปลี่ยนแปลงมีไม่มากนัก นักธุรกิจไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เพียงเอาสิ่งที่ถนัดมาทำ และทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ต้องรู้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะค่าเงินค่อนข้างฟิกซ์ เพียงทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็จบ แต่ปัจจุบัน ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว เมื่อขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้น ย่อมต้องการความรู้ที่หลากหลายขึ้น ไม่สามารถทำคนเดียวได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องพยายามดูตัวเอง ว่ามีความชำนาญด้านไหน ส่วนความรู้อื่นๆ ที่ไม่มี ก็หาเพิ่มเติมเข้ามา เพราะการทำธุรกิจถ้าไม่ทำเอง ก็ซื้อเขา ไม่ก็หาพันธมิตร

"ธุรกิจที่ทำอยู่นั้น อย่าอยู่คนเดียว เราต้องรู้ลึกในธุรกิจก็จริง แต่อย่าโดดเดี่ยว แต่ให้ทำเป็นกลุ่มเป็นก้อน โดยดูว่าเราเก่งตรงไหน ชำนาญอะไร ส่วนอะไรที่ไม่ถนัด ก็ให้คนที่เก่งกว่าทำได้ ไม่จำเป็นต้องทำเองทุกเรื่อง เราต้องรู้ก่อนว่าตัวเองแข็งตรงไหน ส่วนจุดอ่อนจะทำอย่างไร เช่นสร้างขึ้นเองหรือไปหาจากที่อื่นมา หรือการเข้าเครือข่ายไหนก็เลือกเอา ซึ่งวิธีที่จะลดความเสี่ยงและเผชิญกับความท้าทายในปีนี้ ก็คือการเข้ากลุ่ม"

วิธีนี้เขาบอกว่า นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าการทำอะไรเองคนเดียว อีกทั้งยังเปิดโอกาสธุรกิจที่มากขึ้นในสายที่ตัวเองถนัด

จีราวัฒน์ คงแก้ว

 

โดย BizBlog

 

กลับไปที่ www.oknation.net