วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แสนซน...วันวาน


 ขอเกริ่นนำนิดนึงก่อนนะคะ ว่าเรื่องนี้เขียนขึ้นจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวเอง  ที่ฟังแล้วบางเรื่องก็รู้สึกว่า "ทำไปได้" บางเรื่องก็รู้สึกว่า "เราทำจริงๆเหรอ  งี่เง่าชะมัด" และอื่นๆ อีกหลากหลาย  แต่ก็นี่แหละตัวเราในอดีตที่ผ่านมา...  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้แต่เป็นบทเรียนสอนใจในปัจจุบันได้  ทำให้เข้าใจเด็กๆได้มากขึ้น

 เรื่องแรก....ตะเกียงเจ้าพายุ

 เรื่องแรกพ่อเล่าให้ฟังว่าเราเป็นเด็กดื้อเงียบมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะพยายามทำจนได้   เรื่องมีอยู่ว่าสมัยที่เราเด็กมากๆ อายุประมาณเกื่อบๆ 2 ขวบ  ตอนนั้นที่บ้านเรามีไฟฟ้าใช้แล้วแต่ที่บ้านปู่ย่ายังไม่มีไฟฟ้าใช้  ดังนั้นต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุกัน พ่อเล่าให้ฟังว่าเมื่อเราเห็นตะเกียงเจ้าพายุก็ตื่นเต้นมาก  จะจับให้ได้ ปู่ย่าและอาๆต้องคอยเอาหลบแต่เราก็ไม่ยอมร้องไห้จะจับให้ได้ (จำไม่ได้ว่าตอนนั้นรู้สึกอย่างไร  แต่น่าจะเป็นเพราะแสงสว่างจ้าตัดกับความมืดเบิ้องหลังทำให้น่าสนใจ  เหตุผลนี้คิดเอาเองตอนหลังตอนฟังพ่อเล่า) ทำอย่างไรก็ไม่ยอม  ท้ายทีสุดเมื่อเป็นแบบนั้น  พ่อบอกว่าต้องตามใจให้บทเรียนสำคัญในชีวิต 2 อย่างคืออย่างแรกไฟมันร้อน กับสองเมื่อไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ก็ต้องรับผลร้ายด้วยตนเอง (เอ... พ่อ บทเรียนนี้มันหนักไปสำหรับเด็ก 2 ขวบหรือเปล่า?)  สรุปคือปล่อยให้จับ  ผลปรากฏคือนิ้วพอง  แต่บทเรียนที่ได้กลายเป็นว่าจับตะเกียงจะเจ็บตัว  เพราะหลังจากนั้นเราไม่จับตะเกียงเจ้าพายุอีกเลยแต่ก็พยายามจับถ่านในเตาแทน  แต่การพยายามจับถ่านนี้ผู้ใหญ่ไม่ได้เล่าต่อให้ฟังว่าผู้ใหญ่จัดการเรายังไง

ตะเกียงเจ้าพายุ

ที่มาของภาพตะเกียงเจ้าพายุ : http://www.thaiblades.com/forums/showthread.php?t=429

 

 เรื่องที่สอง...กินน้ำในโอ่ง

 เรื่องนี้พ่อเล่าให้ฟังถึงพฤติกรรมแสนเพี้ยน แต่พ่อไม่ได้ระบุว่าอายุเท่าไหร่  ความว่าวันหนึ่งตอนกลางคืนพ่อบอกว่าร้องจ้ากขึ้นมาแบบไม่มีสาเหตุ  แล้วก็ต่อด้วยร้องสะอึกสะอื้นปานว่าจะขาดใจตาย พ่อถามในตอนแรกก็ไม่ยอมตอบ  ถามไปถามมาบอกว่า "อยากกินน้ำในโอ่ง"  ตักให้กินก็ไม่กินร้องให้ต่อจนพ่อกับแม่จนปัญญาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้หยุดร้องไห้ แล้วท้ายที่สุดก็บอกว่า "จะกินน้ำในโอ่ง" พอพ่ออุ้มไปที่โอ่งแล้วเปิดฝาขึ้นเราก็เอาหัวจุ่มลงไปดื่มน้ำ  แล้วก็หยุดร้องให้  ทำไปได้ยังไงนะยังงงตัวเองอยู่เลย  หรือคิดว่าตัวเองเป็นไอ้ด่างหว่า  เลยต้องเอาหัวลงไปจุ่มดื่มน้ำ  ใครเคยเป็นแบบนี้บ้าง?  เพี้ยนดีเนอะ


 เรื่องที่สาม...ติดย่า

 เรื่องนี้ย่ากับอาๆเล่าให้ฟัง ว่าสมัยเราเด็กๆ  เป็นเด็กที่ติดย่ามากเำพราะย่าเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ (จริงๆแล้วคงทั้งวงศาคนาญาตินั่นแหละช่วยกันเลี้ยงและตามใจ  เพราะเป็นหลานคนแรกของตะกูลฝ่ายพ่อ  และเป็นหลานสาวคนแรกของตระกูลฝ่ายแม่  เลยช่วยกันตามใจ) กฎเหล็กที่เรามีกับย่าคือ  ตอนที่เรานอนหลับห้ามย่าไปไหนเด็ดขาด  ถ้าตื่นขึ้นมาไม่เจอย่าเป็นอันว่าจะร้องไห้จนกว่าย่าจะกลับมา  พร้อมทั้งถอนผม (ตัวเอง)ไปด้วย  ผลคือย่าเจอพฤติกรรมนี้ครั้งเดียวก็เข็ด  เวลาย่าไปไหนก็เลยต้องหนีบไปด้วย  มาตอนนี้พอเห็นรูปตัวเองแล้วก็สงสัยจังว่าทำไปได้ไง  ผมก็น้อยหัวก็จะล้านอยู่แล้ว   ทำไปได้


 เรื่องที่สี่...ย่าไปไหนหนูไปด้วย

 สืบเนื่องจากเรื่องติดย่า  หลังจากเรากำหนดกฎเกณฑ์การปฎิบัติให้กับย่าว่า "ห้ามไปไหนตอนเราหลับ" การแก้ปัญหาของย่าคือ  ย่าไปไหนก็พาเราำไปด้วย (มันไม่มีทางแก้ที่ดีกว่านี้แล้วหรือ?) ย่าเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งย่าไปตลาดแล้วบ้านย่าอยู่กลางทุ่งนาไม่มีถนนให้รถผ่านต้องเดินประมาณ 2 กิโลเมตรตามคันนาไปจึงจะถึงถนน  เพราะฉะนั้นเวลาไปไหนก็ต้องเดินไปและกลับผ่านทุ่งนาประมาณ 4 กิโลเมตร  วันหนึ่งย่าไปตลาดก็ต้องทำตามกฎคือต้องพาไปด้วย  ขาไปไม่มีปัญหาตื่นเต้นเลยเิดินไปเอง   ขากลับหลังจากเดินได้เองประมาณเกือบครึ่งทางก็เผลงฤทธิ์   "หนูเหนื่อยแล้ว  ไม่เดินแล้ว  ย่าอุ้มด้วย"  ย่าบอกว่าทั้งปลอบทั้งขู่ก็ไม่ยอมเดิน  นั่งลงกับพื้นทำหน้ามู่ทู่  ยืนยันและนั่งยันอย่างหนักแน่นว่า "ไม่เดิน ย่าอุ้ม" ย่าบอกว่าย่าก็คิดนะว่าจะทำยังไงดี  ท้ายที่สุดตัดสินใจว่า  ถ้าทิ้งของไว้ของหายแน่  แต่ถ้าทิ้งเราไว้ไม่หายแน่ใครๆก็รู้จัก (ย่าทำได้ไง  หนูมีค่าน้อยกว่าของพวกนั้นเหรอ?) ท้ายที่สุดย่าตัดสินใจทิ้งเราไว้  คาดว่าจะวิ่งตาม  ผลนะเหรอ "้เชอะ  เมินซะ้เถอะ" เรานั่งเฉยไม่วิ่งตาม  ย่าก็เดินกลับจนถึงบ้านวางของไว้แล้ว  เดินกลับมาหาเราแต่เดินไปได้หน่อยนึงก็เจอคนแถวนั้นกำลังอุ้มเราไปส่งบ้านย่า  โชคดีนะสมัยนั้นคนเป็นคนดีกัน  ดูแลลูกคนอื่นเหมือนดูแลลูกต้วเอง  ไม่งั้นป่านนี้เราเป็นไงมั่งก็ไม่รู้

โดย หญิงหลิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net