วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กรรมลิขิตคน คนลิขิตกรรม ตอน1 ดวงดีวิถีพุทธ : มีชีวิตที่เหนือดวง


  กรรมลิขิตคน คนลิขิตกรรม

  ตอนที่ 1  “ดวงดีวิถีพุทธ : มีชีวิตที่เหนือดวง”

 เหลี่ยวฝาน มหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนในยุคราชวงศ์ชิง  กล่าวไว้ว่า “สามัญชนคนธรรมดาเท่านั้น ที่จะถูกกำหนดชะตาชีวิตด้วยโหราศาสตร์ แต่คนที่สร้างกุศลกรรมมากๆ โหราศาสตร์จะทำอะไรได้ โหราศาตร์จึงไม่สามารถยึดเป็นบรรทัดฐานทั้งหมดได้ พลังแห่งกุศลกรรมนั้นใหญ่หลวงนัก สามารถพลิกความคาดหมายของโหราศาสตร์ได้ ”  คำกล่าวนี้แม้จะล่วงเลยมาแล้วกว่า400 ปี แต่ก็ยังคงทันสมัยและใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิตในปัจจุบันได้ 

  คำพูดของเหลี่ยวฝาน สอดคล้องกับเรื่องหลักกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวว่า  “เราทุกคนล้วนเกิดมามีชะตาชีวิตอันเนื่องมาจากกรรมในอดีตชาติ แต่ชะตาชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยพลังแห่งกุศลกรรมที่ทำในปัจจุบันและในอนาคต” ทั้งที่อยู่คนละยุคสมัย เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเรื่อง “กรรม ” มากว่า 2,500 ปี ถ้าสังเกตุให้ดีจะพบว่า โหราศาสตร์นั้นที่จริงแล้วเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติ ประกอบกับความรู้เรื่องของดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วคาดเดาออกมา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ตรงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากบ้างน้อยบ้าง เพราะถ้าไม่ถูกต้องหรือใกล้เคียงเสียเลย โหราศาตร์คงสูญสิ้นไปจากโลกนานแล้ว อย่างไรก็ตามโหราศาสตร์ยังคงเป็นเพียงการคาดเดา   (ไม่อยากใช้คำว่า “พยากรณ์ ”          เพราะคำว่า “ พยากรณ์ ” ใช้มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และใช้กับพระพุทธเจ้า เมื่อมีคำกล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เรื่องของผู้ใด หมายความว่าพระองค์ทรงใช้ จุตูปปาตญาณ ของพระองค์ที่ทรงเห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทุกชีวิต เพื่อทรงบอกให้ผู้นั้นหรือผู้อื่นทราบว่า ผลกรรมในปัจจุบันมาจากเหตุอันใดในอดีตชาติ  ซึ่งไม่ใช่การคาดเดาเหมือนโหราศาสตร์  แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ) ในขณะที่เรื่อง “กรรม” ซึ่งเป็น “กฏธรรมชาติ” นั้นพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วย บุพเพนิวาสนุสสติญาณ (ระลึกชาติของพระองค์เองย้อนหลังไปไม่มีที่สิ้นสุด) และจุตูปปาตญาณ (เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ย้อนหลังไปไม่มีที่สิ้นสุด)  และนำมาสั่งสอนเวไนยสัตว์(ผู้ที่พึงสั่งสอนได้) เพื่อให้ละชั่ว ทำความดี 

 พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ บุคคลเกิดเป็นกษัตริย์ก็เพราะกรรม , เกิดเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม , เกิดเป็นเศรษฐีก็เพราะกรรม,เกิดเป็นยาจกขอทานก็เพราะกรรม ” ทุกคนจึงมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด เราทุกคนถูกกำหนดมาแล้วจากกรรมในอดีตชาติ อย่างไรก็ตามการกระทำในปัจจุบันก็สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ หากทุกคนนำความรู้เรื่อง “กรรม” ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบมาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

 หลักกรรมในพระพุทธศาสนา 

 กรรม แปลตามศัพท์ หมายถึง การกระทำ แต่  กรรม ตามหลักพระพุทธศาสนา มิได้หมายถึงการกระทำ แต่หมายถึง เจตนา มุ่งหมายอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำนั้นๆ ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึง กรรม จึงหมายถึง เจตนาที่มุ่ง ,พูด,ทำ หรือคิด  และเมื่อเอ่ยถึง เจตนา จึงหมายถึง กรรม ส่วน การกระทำ เป็นเพียงช่องทางไหลของกรรม หรืออุปกรณ์ที่ช่วยให้ เจตนา ทำกรรมได้สำเร็จ ดังนั้น กาย,วาจา ที่เคลื่อนไหวจึงเป็นเพียงรูปธรรมเฉยๆย่อมไม่เป็นบุญหรือบาป 

 เมื่อทำกรรมสำเร็จ ย่อมต้องมี “ผลของกรรม (วิบาก) ” เสมอ โดยจะได้รับผลของกรรม ในรูป ผัสสะ (สิ่งที่มากระทบทางตา,หูจมูก,ลิ้น,กาย,ใจ) และ สิ่งแวดล้อมทางวัตถุ, กายภาพ,ชีวภาพ, หรือวัฒนธรรม

 

 ความสำคัญของการเรียนรู้เรื่อง “กรรม12 ”

 คนส่วนใหญ่ไม่เคยศึกษาเรื่อง “กรรม” ในพุทธศาสนาอย่างละเอียด จึงไม่เข้าใจในกระบวนการทำงานของ “กรรม”และใช้ความคิดหรือประสบการณ์ส่วนตัวในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ จนบ่อยครั้งที่เราจะได้ยินคำพูดในเชิงประชดประชันด้วยมิจฉาทิฏฐิ ที่ว่า “ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ” ทั้งนี้เป็นเพราะไม่เข้าใจกระบวนการทำงานของกรรม  ผลเสียที่เกิดขึ้นก็คือทำให้ขาดความศรัทธาในการทำความดี , ดำเนินชีวิตผิดทำนองคลองธรรม และพบกับหายนะของชีวิตในที่สุด ตรงกันข้าม หากทุกคนเข้าใจเรื่อง “กรรม” ที่ถูกต้องแล้ว จะไม่พูดคำพูดนี้เด็ดขาดเพราะจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญในสังสารวัฏฏ์ ”  ทุกเรื่องราวย่อมมีที่มาที่ไป   “ ผลทุกอย่างย่อมเกิดจากเหตุ ” ทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ชีวิตมีแต่ทางเจริญรุ่งเรืองและหลุดพ้นจากทางอบายแน่นอน และที่สำคัญกว่านั้น หากเราทุกคนสามารถนำความรู้เรื่องกรรมไปเผยแผ่ในวงกว้างให้กับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูงและคนในสังคมทั่วไป  ก็จะเกิดกุศลต่อตัวเราเองและผู้อื่น เพราะหากทุกคนเข้าใจในกระบวนการ การทำงานของกรรมที่ถูกต้องแล้ว ทุกคนในโลกก็จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไม่คิดปองร้ายหรือพยาบาทกัน  แต่จะมีความรักความเมตตาต่อกัน

 กรรมแบ่งเป็น 3 หมวดหลักๆ โดยแต่ละหมวดประกอบด้วย 4 ชนิด รวม 12 ชนิด จึงเรียกว่า กรรม 12

 หมวด  ก. จำแนกตามหน้าที 

 กรรมทุกชนิดต่างมีหน้าที่ โดยจะทำหน้าที่แตกต่างกัน และไม่ก้าวก่ายหรือแย่งงานกันทำ เปรียบเหมือนอวัยวะต่างๆในร่ายกายคนเราต่างมีหน้าที่คนละแบบและไม่ก้าวก่ายกัน รับผิดชอบเฉพาะหน้าที่ของตนเอง กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่หรือจัดตามหน้าที่มี 4 อย่างคือ

 1 ชนกกรรม  กรรมที่ก่อให้เกิด  มีหน้าที่ก่อให้เกิดเพียงอย่างเดียว หมายถึง กรรมที่ก่อให้เกิดเป็นคน,เป็นสัตว์ชนิดใด,รูปร่างหน้าตา,ผิวพรรณอย่างไร ,เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ตระกูลไหน  เป็นผลมาจากกรรมในอดีตชาติ( เป็นผลมาจากอาจิณณกรรมบ้าง,อาสัณณกรรมบ้าง) ตัวอย่างเช่น หากเกิดเป็นคน ผู้ที่เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยเงินทองก็เนื่องจากอดีตชาติใจบุญบริจาคทานอยู่เสมอ ส่วนผู้ที่เกิดมายากจนก็เพราะเคยตระหนี่ถี่เหนียวมาก่อน ผู้ที่เกิดมาหน้าตาดี บุคคลิกภาพดี เป็นผลมาจากในอดีตชาติถือศีล 5 บริบูรณ์ ไม่ขี้โกรธ ส่วนผู้ที่เกิดมาพิกลพิการมาจากอดีต ทำร้ายสัตว์ให้พิกลพิการ หรือ ชนกกรรมที่ก่อให้เกิดเป็นเปรต,เทวดา,สัตว์นรก,สัตว์เดรัจฉานชนิดต่างๆ เป็นต้น กรรมชนิดนี้ เมื่อก่อให้เกิดเป็นอะไรแล้ว ก็เสร็จหน้าที่ โดยกรรมชนิดอื่นจะทำหน้าที่ต่อ  

  2 อุปถัมภกกรรม กรรมที่ทำหน้าที่อุปถัมภ์หรือสนับสนุนชนกกรรม  ทั้งในแง่ดีและไม่ดี ตัวอย่างเช่นหากชนกกรรมทำหน้าที่ให้เกิดเป็นลูกเศรษฐี แล้วทำงานขยันขันแข็ง,  คบกัลยาณมิตร อ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้นหรือหากกรรมเก่าที่ดีกำลังจะส่งผล แล้วทำกรรมใหม่ดี ก็จะช่วยอุดหนุนหรือเสริมให้ดียิ่งขึ้น (คล้ายๆ แต่ก่อนมีเงินฝากสะสมไว้ในธนาคาร แล้วขยันทำมาหากินมีเงินเก็บ เงินฝากสะสมในธนาคารจึงเพิ่ม มากขึ้น)  หรือในแง่ไม่ดี หากชนกกรรมก่อให้เกิดเป็นลูกคนยากจนหรือพิการ อุปถัมภกกรรมก็จะหนุนให้ลำบากมากขึ้นเช่นเจ็บป่วยไม่สบาย , พ่อแม่แยกทางกันหรือเสียชีวิต, ทำงานก็มีแต่อุปสรรค หรือหากกรรมเก่าที่ทำมาไม่ดีกำลังจะส่งผลแล้วยังทำกรรมใหม่ที่ไม่ดี เช่นคบเพื่อนไม่ดี พาไปติดยา เกียจคร้าน ก็จะอุดหนุนหรือเสริมให้ไม่ดียิ่งขึ้น (เปรียบได้กับแต่เดิมมีหนี้สิน แล้วไปสร้างหนี้สินใหม่ขึ้น หนี้สินจึงสะสมเพิ่มมากขึ้น)

 กรรมชนิดนี้มีหน้าที่หนุนที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น หรือที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก ตรงข้ามกับข้อ 3 และ4 เป็นกรรมฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายค้าน

 3 อุปปีฬกกรรม กรรมที่บั่นทอนหรือบีบคั้นชนกกรรมหรืออุปถัมภกกรรม หากชนกกรรมก่อให้เกิดมาในครอบครัวดี และอุปถัมภกกรรมช่วยหนุนให้ดียิ่งขึ้น แต่หากอุปปีฬกกรรมตามมาทันมันจะบั่นทอนหรือบีบคั้นให้แย่ลง ตัวอย่างเช่นบางคนเกิดมามีฐานะดี ภายหลังหันมาทำธุรกิจ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ฐานะแย่ลง และลำบากในบั้นปลายชีวิต หรือบางคนทำกรรมใหม่ไม่ดี เช่นเกียจคร้าน กินเหล้า เข้าวงพนัน ผิดศีลเป็นนิจ ก็จะไปบั่นทอนให้กรรมเก่าซึ่งกำลังจะส่งผลดีอยู่แล้ว ให้มีกำลังลดลง (คล้ายๆ เดิมมีเงินฝากสะสมจำนวนหนึ่ง แต่ไปสร้างหนี้ใหม่ ทำให้เงินออมสะสมลดลง) 

 ตรงกันข้าม  บางคนเกิดมายากจน แต่หากกรรมดีเก่าตามมาทัน ได้เข้าวงการเป็นนักร้อง,นักแสดงที่มีชื่อเสียง ทำให้มีฐานะร่ำรวยอย่างรวดเร็ว บีบคั้นกรรมเก่าที่ไม่ดีให้อ่อนกำลังลง หรือ บางคนเกิดมาลำบากแต่ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ไม่ยอมย่อท้อต่อชีวิต หาความรู้ใส่ตัว ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ทำให้ประสบความสำเร็จจนร่ำรวยในบั้นปลายชีวิต ในบางกรณีกรรมเก่าที่ไม่ดีถึงคิวที่จะส่งผลแต่หมั่นทำกรรมใหม่ดีๆ สร้างแต่กุศลกรรม ก็จะไปลดกำลังกรรมเก่าที่ไม่ดีลง หรือหากกรรมใหม่ที่สร้างมีกำลังที่สูงมากๆ ก็อาจทำให้กรรมเก่าที่กำลังจะส่งผลไม่ดีหรือร้ายๆ ลดกำลังลง จนส่งผลเล็กน้อย  

 ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้า ทรงเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน โดยทรงเปรียบเทียบ กรรมไม่ดีหรืออกุศลกรรม เปรียบ เหมือนเกลือ และกุศลกรรมหรือกรรมดีเปรียบเหมือนน้ำ กรรมเก่าที่ทำไว้ย่อมมีทั้งดีและไม่ดี เปรียบเหมือนเกลืออยู่ในน้ำ หรือน้ำเกลือนั่นเอง  แต่ละคนมีกรรมดีและไม่ดีปริมาณแตกต่างกัน  แต่ละคนจึงเปรียบเหมือนน้ำเกลือที่มีความเค็มไม่เท่ากัน  การที่เราจะทำให้ความเค็มซึ่งเปรียบกับกรรมไม่ดีหรืออกุศลกรรมลดน้อยลงหรือมีกำลังลดลง  ทำได้โดยเติมน้ำใหม่เข้าไปมากๆ ขึ้นกับจะเติมมากแค่ไหน หากมีเกลือ 1 กรัม แต่เติมน้ำเข้าไป 1 ตัน ก็แทบจะไม่ได้รับรสเค็มเลย  แต่ถามว่าเกลือหายไปไหนหรือไม่ เกลือไม่หายไปไหน แต่มีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณของน้ำ จึงไม่ได้รับรสเค็มนั่นเอง 

  4 อุปฆาตกรรม กรรมที่ตัดรอนกรรมอื่น เป็นกรรมที่ตรงข้ามกับ 2 ข้อแรกแต่สนันสนุนข้อทึ่3  เนื่องจากกรรมนั้นมีกำลังแรงมาก  เมื่อกรรมชนิดนี้ตามมาทันจึงทำหน้าเหมือน เพชฌฆาตคือฆ่า ผลของกรรมดีหรือกรรมไม่ดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ จึงเป็นกรรมที่เกิดขึ้นหรือส่งผลโดยเจ้าตัวไม่คาดคิดหรือตั้งตัวมาก่อน เช่น นักธุรกิจบางคนประสบความสำเร็จอย่างสูงมีฐานะร่ำรวย ชีวิตกำลังเจริญรุ่งเรืองใหญ่โต แต่เกิดปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท ทำให้เป็นหนี้สินมากมาย จนต้องล้มละลาย หรือบางคนชีวิตกำลังรุ่งเรืองสุดๆแต่จู่ๆก็เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเนื่องจากกรรมที่เคยฆ่าสัตว์เป็นนิจในอดีตตามมาส่งผลทำหน้าที่อุปฆาต(ฆ่า)กรรมดี หรือถ้าเป็นกรรมดีตามมาอุปฆาตุ ส่งผล จากเดิมมีฐานะยากจน จู่ๆถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง  หรือบางรายเจ็บหนักเป็นมะเร็งหรือเกิดอุบัติเหตุหนักทุกคนคิดว่าตายแน่ แต่จู่ๆก็หาย เป็นต้น

   ทำอย่างไรจึงจะ ดวงดีวิถีพุทธ  มีชีวิตที่เหนือดวง

 คนจำนวนมากเมื่อประสบเคราะห์กรรมมีปัญหาชีวิต ตกอยู่ในห้วงความทุกข์หาทางออกไม่ได้ จะพยายามหาทางออกที่จะพ้นจากกองทุกข์ วิธีการที่คนส่วนใหญ่ใช้คือให้หมอดู ดูดวง บางครั้งหมอดูหรือพระ(ที่ไม่มีความรู้จริงในหลักธรรมคำสั่งสอนของศาสนาพุทธ) จะแนะนำ ให้เปลี่ยนชื่อ (บางคนถึงขั้นให้เปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุลเลยก็มี) ,แก้เคล็ด,เสริมดวงด้วยวิธีต่างๆกัน ซึ่งไม่สามารถแก้ทุกข์ได้จริงตามหลักพุทธศาสนา เพราะไม่ได้แก้ที่เหตุ บางคนทำตามคำแนะนำ เช่นเปลี่ยนชื่อแล้วชีวิตดีขึ้นจริง  ก็แนะนำคนอื่นให้เปลี่ยนตาม ถ้าดูตามหลักเหตุผลในเรื่องหลักกรรมจากข้างต้นจะพบว่าในแต่ละวันแต่ละช่วงเวลา เราทุกคนต้องได้รับวิบากหรือผลของกรรมทั้งดีและไม่ดีตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นเพราะตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน  เราทำกรรมต่างๆมากมายนับไม่ถ้วนตลอดเวลา  และไม่เพียงแต่ชาตินี้เท่านั้น ในชาติก่อนๆเราก็ทำกรรมมาตลอดสังสารวัฏ ซึ่งกรรมที่ทำมีทั้งดีและไม่ดีสลับกันไปมากบ้างน้อยบ้าง หนักบ้างเบาบ้าง เราจึงต้องรับวิบากหรือผลของกรรมดีและไม่ดีสลับกันไปตลอดเวลา  คงไม่มีใครที่จะมีความสุขในชีวิตทุกเวลานาที,ทุกวัน,ทุกเดือน,ทุกปีตลอดไป และคงไม่มีใครจะได้รับความทุกข์กายหรือใจตลอดเวลาโดยไม่มีความสุขบ้างเลย ถ้าถามว่าคนที่เปลี่ยนชื่อ,แก้เคล็ด มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทุกข์ลดลงหรือหายไป คงน้อยมาก และสำหรับคนที่ทุกข์ลดลงหรือคิดว่าแก้ทุกข์ได้ จะมีความสุขตลอดไปหรือไม่ ไม่มีทาง เพราะประเดี๋ยวก็มีความทุกข์อย่างอื่นตามมาไม่รู้จักหมดสิ้น สำหรับคนที่เปลี่ยนชื่อ,แก้เคล็ด แล้วชีวิตดีขึ้นอาจเป็นเพราะขณะนั้นวิบากกรรมไม่ดีกำลังอ่อนกำลังลงพอดี  หรือไม่ก็วิบากกรรมดีมีกำลังมากพอ ที่จะมาบั่นทอน(อุปีฬกกรรม)วิบากที่ไม่ดี นั่นเอง ถ้าทุกคนเปลี่ยนชื่อ,แก้เคล็ดด้วยวิธีต่างๆกัน แล้วแก้ปัญหาได้จริง ทุกคนในโลกนี้คงไม่มีใครมีความทุกข์  

 โดยสรุปแล้ว เราไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าในอดีตชาติเราทำกรรมดีหรือกรรมไม่ดีอะไรไว้บ้าง  เพื่อความไม่ประมาทกับชีวิต เราจึงมีหน้าที่เร่งสร้างกรรมใหม่ให้ดีและให้มีปริมาณมากพอ  ด้วยการหมั่นสร้างกุศลกรรม โดย เฉพาะทำทาน , รักษาศีล , เจริญภาวนา  นั่นเอง เพราะหากกรรมเก่าดีอยู่แล้ว  กรรมใหม่ที่ทำก็จะยิ่งเสริมกันให้ดียิ่งขึ้น หรือหากกกรรมเก่าที่ทำไว้ไม่ดีกำลังจะส่งผล กรรมดีใหม่ที่ทำมากพอจะไปบั่นทอนกรรมเก่าที่ไม่ดีซึ่งกำลังจะส่งผลให้อ่อนกำลังลงจนส่งผลเล็กน้อยหรือไม่ส่งผลเลย เหมือนน้ำเกลือที่ไม่มีรสเค็ม 

 หากเราทุกคนเข้าใจหลักกรรมในหมวดแรกทั้ง 4 ข้อข้างต้น เราจะสามารถบริหารดวงของเราให้ดียิ่งๆขึ้นโดยไม่ต้องไปสะเดาะเคราะห์หรือดูหมอดูใดๆทั้งสิ้น และในที่สุดเราจะมีชีวิตที่เหนือดวงตามแนวพุทธศาสนา ไม่ใช่คอยพึ่งไสยศาสตร์ บนบานศาลกล่าว หรือคอยแก้ดวงถือเคล็ดซึ่งไม่สามารถทำให้ชีวิตดีขึ้นได้จริง  เป็นเพียงความสบายใจชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่สามารถแก้ทุกข์ได้อย่างถาวรและยั่งยืน

 โปรดอ่านต่อ ตอนที่ 2  " ศึกชิงภพ : นาทีทองของชีวิต "

 

โดย ตกฺกโพธิ

 

กลับไปที่ www.oknation.net