วันที่ จันทร์ กรกฎาคม 2554

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พานพบทายาทเจ้าฟ้าไร้บัลลังก์แห่งเชียงตุง: “เจ้าอู่เมือง” ผู้ภักดีในราชวงศ์มิเสื่อมคลาย


เวลา 6.00 น. เสียงหญิงสาวร้อง  “มอร์นิ่ง เคาะ”  ดังลั่นที่ประตูห้องพักโรงแรม Kyaing Tong New Hotel โรงแรมของรัฐบาลทหารพม่ากลางใจเมืองเชียงตุง เพราะว่าระบบโรงแรมที่นี้ไม่มีโทร Morning Call แต่พนักงานจะเคาะจนกว่าแขกในห้องจะขานรับว่าตื่นแล้ว หล่อนจึงจะย้ายไป “มอร์นิ่งเคาะ” ห้องอื่นต่อเรื่อย ๆ

 

การมาเยือนเชียงตุงครั้งนี้ของผมเป็นครั้งที่สอง หลังจากได้เดินทางสำรวจเส้นทาง R3B ผ่านเชียงตุง-เมืองลา-ต้าลั้ว และเชียงรุ่งเมื่อเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา การผ่านเชียงตุงครั้งที่แล้วมาเพียงผ่าน แต่ครั้งนี้เพื่อมาเที่ยวเจาะลึกโดยเฉพาะ และคืนก่อนหน้านี้ก็ได้ไปนั่งจิบเครื่องดื่มกับคณะเดินทางที่ริมหนองตุง กลับดึก เพราะที่นี้ไฟดับบ่อย และพนักงานโรงแรมก็เตือนว่าไฟโรงแรมจะดับตอนสี่ทุ่ม ยิ่งทำให้ต้องรีบเดินกลับโรงแรมที่ไม่ไกลจากหนองตุงมากนัก เพราะกิตติศัพท์โรงแรมนี้ได้ยินมาก่อนว่าผีดุไม่เบา ทั้งลากขา โผล่มาเห็นจะ ๆ ซึ่งเป็นคำขู่ของเพื่อน ๆ ที่เคยมาแล้วโดน

แต่ว่าผีดุอย่างไรก็ไม่กลัวอยู่แล้วเพราะได้พระดีหลังจากทำบุญที่วัดในเชียงตุงมาห้อยคอ และคืนนี้ก็คงหลับง่ายเพราะได้จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ เป็นยานอนหลับมาแล้ว

โรงแรมแห่งนี้ในประวัติเคยเป็นพระราชวังหลวง หรือ หอคำหลวงเมืองเชียงตุง ที่ถูกรัฐบาลทหารพม่าทุบทิ้ง เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2534 ด้วยอ้างเหตุผลทางด้านการท่องเที่ยวที่พม่าอ้างกำลังจะเปิดประเทศออกสู่สายตาชาวโลก ทั้งแท้ที่จริงแล้วคือการสลายสัญลักษณ์ทางการเมืองการปกครองที่ไม่สมเหตุสมผลจริง ๆ เพียงแค่ไม่ให้เกิดความผูกพันระหว่างชาวไทยเขินที่มีต่อสถาบันเจ้าฟ้า

และพระราชวังหลวงนี้เองก็เคยเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีสมรสระหว่างเจ้าอินทนนท์ ราชบุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ กับเจ้านางสุคันธา ราชธิดาของเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง เจ้าฟ้าองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เชียงตุง

เดิมพระราชวังแห่งนี้มีเอกลักษณ์แบบสถาปัตยกรรมตะวันตก  แต่สร้างโดยช่างชาวอินเดีย ผมว่าหากยังไม่ทุบทำลายน่าจะเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามสง่ายิ่ง

เช้านี้ผมตั้งใจจะเดินรอบ ๆ โรงแรมและไปถ่ายภาพหนองตุงยามเช้า ขากลับผมเก็บภาพรายทางมาเรื่อย ๆ และก็มีชายคนหนึ่งเข็นจักรยานตามหลังผม พกดาบจีนโบราณยาวเฟ้ย เล่นเอาใจไม่ค่อยจะดีเสียวสันหลังวาบ

 

คำทักคำแรกของลุงคนนั้นถามว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า?” ก็เริ่มเบาใจ เพราะพูดภาษาไทย และคำเมืองได้ หลังจากนั้นก็สนทนากันเกี่ยวกับตึกเก่าในย่านใกล้โรงแรมที่ยังคงอยู่ และชวนผมไปเที่ยวที่ “สุสานเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง” เพราะไม่ไกลจากโรงแรมนัก ผมก็ใจง่ายสะด้วยก็เดินไปคุยไปเกี่ยวกับเมืองเชียงตุง และทราบว่าลุงคนนี้ชื่อ “เจ้าอู่เมือง” เป็นทายาทของเจ้าฟ้าชายหลวงเจ้าฟ้าองค์สุดท้ายของเชียงตุง

เจ้าอู่เมืองเล่าไปขณะที่เข็นจักรยาน ถึงประวัติเมืองเชียงตุง และรากตระกูลของท่าน ซึ่งผมยังไม่รู้ลึกเท่าใดนักเพียงแต่จดชื่อและลำดับเหตุการณ์เพื่อมาค้นคว้าภายหลัง วันนี้เจ้าอู่เมืองต้องมาสักการะและดูแลสุสานเจ้าฟ้า เป็นเป็นภารกิจที่ทำต่อเนื่องมาหลายปีจนขณะนี้อายุของเจ้าอู่เมือง 65 ปี

 

เจ้าอู่เมืองบอกว่า คนเชียงใหม่ เชียงตุงก็อยู่ในเมืองของพญาเม็งรายเช่นเดียวกัน  เพราะเมืองเชียงตุงก็เป็นเมืองที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองการค้าเชียงใหม่ เชียงรุ่ง และมัณฑะเลย์ พญาเม็งรายจึงย้ายไพร่พลจากเมืองเชียงแสนและเชียงรายมาตั้งถิ่นฐานที่เชียงตุง  

เขาเล่าประวัติว่าเคยมาเรียนที่เชียงใหม่ ตามเจ้าพรหมลือกับเจ้าแม่ทิพวรรณ ทายาทของเจ้าฟ้ารัตนก้อนแก้วอินแถลง  และมาอาศัยอยู่ที่คุ้มกลางเวียงเชียงใหม่ ได้เคยเรียนหนังสือไทย พออ่านออกเขียนได้ หลังมีเกิดรัฐประหารในพม่าจึงจากออกจากคุ้มกลางเวียง กลับมาอยู่กองกำลังของขุนส่า ตามตะเข็บชายแดนแถวดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง เมื่อขุนส่าวางอาวุธต่อรัฐบาลทหารพม่า จึงกลับมาอยู่ที่เมืองเชียงตุง จนถึงปัจจุบัน

เจ้าอู่เมืองเล่าแนะนำกู่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุงจำนวน 9 กู่ หลังจากจุดธูปให้ผมสักการะ 13 ดอก 3 ดอกแรกให้ปักที่กู่ใหญ่ อันเป็นเจ้าฟ้าองค์ที่ 1 หลังจากนั้นก็ปักที่กู่ทุกองค์ รวม 11 ดอก อีก 2 ดอกไปปักที่กู่ช้างที่เฝ้าประตู และเจ้าที่ ซึ่งผมไปหาข้อมูลพบว่า  กู่บรรจุอัฐิของเจ้าฟ้าเชียงตุงซึ่งตั้งเรียงรายจำนวน 9 กู่ กู่บรรจุอัฐิเฉพาะเจ้าฟ้าที่เป็นผู้ชายเท่านั้น

องค์ที่ 1 เป็นของเจ้ามหาขนาน

องค์ที่2 เป็นของเจ้ามหาพรหม ลูกชายของเจ้ามหาขนาน

องค์ที่3 เป็นของเจ้าน้อยแก้ว

องค์ที่ 4 เป็นของเจ้าฟ้าเจียงแข็งหรือเจ้ากองไต ลูกชายของเจ้ามหาขนาน

องค์ที่ 5 เป็นของเจ้ากองคำฟู ลูกชายของเจ้ากองไต

องค์ที่ 6 เป็นของเจ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง น้องเจ้ากองคำฟู เป็นกู่ที่สร้างขึ้นได้สวยงามซึ่งสร้างโดยช่างชาวอินเดีย

องค์ที่ 7 เป็นของเจ้ากองไต ลูกของเจ้ารัตนก้อนแก้ว

องค์ที่ 8 เจ้าพรหมลือ น้องเจ้ากองไต

องค์ที่ 9 องค์สุดท้ายเป็นของเจ้าจายหลวง ซึ่งเป็นเจ้าฟ้าลำดับที่ 48

ผมฟังคำบรรยายของเจ้าอู่เมืองและสอบถามรายละเอียดอื่น ๆ ผมก็รู้สึกถึงความผูกพันลึก ๆ ว่าจริงแล้วรากตระกูลของเมืองเชียงตุง เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และภาคเหนือของไทยในอดีตก็เป็นเครือญาติกัน และเชียงตุงก็มีเจ้าฟ้าปกครองกว่า 48 พระองค์  ยาวนานกว่า 800 ปี มากกว่าเชียงใหม่และเชียงราย 750 ปี  วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของเชียงใหม่ เชียงรายก็สามารถเห็นได้ที่เมืองเชียงตุง เพียงแต่ระบบการเมืองการปกครองเข้ามาครอบหลาย ๆ ชั้นหลาย ๆ ต่อ ทั้งมหาอำนาจ การรบพุ่ง และระบอบเผด็จการ  ตามเวลาที่ผันผ่าน

ผมมองในแววตาของเจ้าอู่เมืองแล้ว ผมคิดว่ามีเรื่องราวในทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์เชียงตุงมากมาย และผมรู้สึกประทับใจทายาทเจ้าฟ้าผู้นี้ผู้มีความผูกพันและแน่วแน่ในหน้าที่และจงรักในสายเลือดราชวงศ์เชียงตุงที่หาได้ยาก และถือเป็นหนึ่งเดียวในเมืองเชียงตุงที่ต้องคารวะ  

“เจ้าอู่เมือง” ทายาทเจ้าฟ้าไร้บัลลังก์แห่งเชียงตุง ผู้ภักดีในราชวงศ์มิเสื่อมคลาย...

โดย อาคม

 

กลับไปที่ www.oknation.net